Loading...
  022667  โพธิปักขิยธรรม กับ มรรคจิต
นิรมิต
วันที่ 23 มี.ค. 2556 15:22 น.
อ่าน 380
 
 

กราบสวัสดีท่านวิทยากรและมิตรธรรมที่เคารพทุกท่าน

กราบขอเรียนถามความสงสัยข้อที่ว่า ในขณะที่มรรคจิตเกิด ขณะนั้นถึงพร้อมด้วย

โพธิปักขิยธรรม 37


อยากขอเรียนถามว่า ก็โพชฌงค์ 7 อันเป็นหนึ่งในองค์ของโพธิปักขิยธรรม มีปีติ และ

อุเบกขา ในมรรคจิตขณะนั้น จะมี ปีติ และมี อุเบกขา เกิดร่วมกันหรือครับ ? ปีติกับ

อุเบกขาเป็นสภาพธรรมที่เกิดพร้อมกันได้ด้วยหรือครับ ?

กราบขอบพระคุณครับ

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
วันที่ 24 มี.ค. 2556 07:51 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

    คำว่า อุเบกขา มีหลายหลายนัย คือ อุเบกขาหมายถึง เวทนาเจตสิกก็ได้ อุเบกขา

หมายถึง วิริยะเจตสิก อุเบากขาหมายถึง ปัญญา และ อุเบกขา หมายถึง ตัตตรมัชฌัต

ตตาเจตสิก ก็ได้  ซึ่งโพชฌงค์ 7 เป็นธรรมที่เป็นองค์ธรรมที่เป็นเครื่องตรัสรู้ ๗ อย่าง

 หมายถึง การอบรมวิปัสสนาภาวนาจนสภาพธรรม  ๗  อย่างมีกำลังมาก 

ใกล้ต่อการตรัสรู้     องค์ของการตรัสรู้  ๗  อย่าง   ได้แก่ ...       

   ๑. สติสัมโพชฌงค์ คือ สติเจตสิก

   ๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ คือ ปัญญาเจตสิก

  ๓. วิริยสัมโพชฌงค์ คือ วิริยเจตสิก

  ๔. ปีติสัมโพชฌงค์ คือ ปีติเจตสิก

  ๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ คือ กายปัสสัทธิเจตสิกและจิตตปัสสัทธิเจตสิก

  ๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ องค์ของการตรัสรู้ คือ เอกัคคตาเจตสิก

  ๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ องค์ของการตรัสรู้ คือ ตัตตรมัชฌัตตตาเจตสิก

ซึ่ง โดยทั่วไปแล้ว สภาพธรรม ในการเจริญโพชฌงค์ 7 ไม่ใช่ว่าจะต้องเจริญไปตาม

ข้อ 1 ถึง ข้อที่ 7 แต่ สภาพธรรมทั้งหลาย 7 อย่างเหล่านี้ เกิดขึ้นพรอ้มกัน เพียงแต่

ทำกิจหน้าที่แตกต่างกันไปเท่านั้น

   ซึ่ง ปีติสัมโพชฌงค์ ก็คือ ปิติเจตสิก ส่วน อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ไม่ใช่เวทนาเจตสิก

ที่เป็นความรู้สึกเฉยๆ ที่เป็นอุเบกขา  แต่เป็นการวางเฉยที่เป็นตัตตรมัชฌัตตตาเจตสิก

ที่เป็นการวางเฉย ไม่เอนเอียงเอียงไปด้วยอำนาจอกุศล   อันเป็นการวางเฉยด้วยกุศล

ธรรม  จึงไม่ใช่ ความรู้สึกเฉยๆ ที่เป็นอุเบกขา แต่ เป็นเจตสิกที่ดี  ที่ทำหน้าที่วางเฉย

วางเฉยด้วยกุศล ครับ

เพราะฉะนั้น ปิติเจตสิก ก็ไม่ใช่เวทนาเจตสิกด้วย ปิติเจตสิก จึงสามารถเกิดร่วมกับ

ตัตตรมัชฌัตตตาเจตสิก ที่เป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ได้ ครับ ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
ใฝ่รู้
วันที่ 24 มี.ค. 2556 17:48 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
khampan.a
วันที่ 24 มี.ค. 2556 18:03 น.
 

     ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

      สภาพธรรมที่เป็นองค์ของการตรัสรู้ ๗ อย่าง  ที่เป็นโพชฌงค์ ๗   เป็นธรรมแต่ละ

อย่าง ๆ ไม่ใช่อย่างเดียวกัน ปีติสัมโพชฌงค์ คือ ปีติเจตสิก อุเบกขาสัมโพชฌงค์ องค์

ของการตรัสรู้ คือ ตัตตรมัชฌัตตตาเจตสิก    ดังนั้น ถ้ากล่าวถึงองค์ธรรมที่เป็นฝักฝ่าย

แห่งการตรัสรู้แล้ว อุเบกขาสัมโพชฌงค์    ไม่ใช่อุเบกขาเวทนา แต่เป็นความเป็นกลาง

ไม่เอนเอียงไปด้วยอำนาจของอกุศล   เพราะเป็นไปกับด้วยปัญญาที่เข้าใจสภาพธรรม

ตามความเป็นจริง

เมื่อว่าโดยองค์ธรรม(ความเป็นจริง)ของอุเบกขาสัมโพชฌงค์แล้ว ได้แก่ ตัตรมัชฌัตตตา-

เจตสิก   ในขณะที่มรรคจิตเกิดขึ้น ก็ประกอบพร้อมด้วยปีติ และ อุเบกขา 

    [สำหรับ อุเบกขา นั้น มีหลายนัย ขึ้นอยู่กับว่า ในที่นั้น มุ่งหมายถึงอุเบกขา ในนัย

อะไร ถ้าเป็นอุเบกขา โดยนัยที่เป็นเวทนา คือ ความรู้สึกที่ไม่สุขไม่ทุกข์ แล้ว จะไม่

เกิดกับปีติ ครับ]

    ปัญญาจะต้องเจริญขึ้นไปตามลำดับ  จะหาความเจริญสมบูรณ์พร้อมของปัญญาได้

จากที่ไหน  ถ้าไม่เริ่มตั้งแต่ขั้นต้น ด้วยการฟัง ด้วยการศึกษาพระธรรม ศึกษาในสิ่งที่มี

จริง   เพื่อเข้าใจถูก  เห็นถูกตามความเป็นจริง ซึ่งจะเห็นได้ว่าองค์ธรรมที่เป็นไปในฝัก

ฝ่ายของการตรัสรู้นั้น ไม่ขาดปัญญาเลย ไม่ว่าจะเป็นหมวดใดก็ตาม ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
wannee.s
วันที่ 24 มี.ค. 2556 18:16 น.
 

     ต้องเริ่มต้นจากการฟังธรรมให้เข้าใจก่อน มีสัญญาที่มั่นคงในหนทาง

การเจริญอริยมรรคมีองค์แปด ค่อยๆ อบรมจนกว่าปัญญาจะถึงโพชฌงค์ ค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
นิรมิต
วันที่ 24 มี.ค. 2556 22:26 น.
 

กราบขอบพระคุณท่านวิยากรครับ

ขออนุญาตเรียนถามเพิ่มเติมเล็กน้อยครับ

1.ปีติ เป็นเจตสิกอย่างไรหรือครับ เพราะเข้าใจมาตลอดว่า ปีติเป็นเวทนา เป็นลักษณะ

ที่มีกำลังของโสมนัสเวทนาที่เกิดได้ทั้งกุศลและอกุศล

2.มรรคจิต และผลจิต ที่เป็นโลกุตรจิต มีเวทนาเป็นอะไรได้บ้างครับ ? เป็นได้ทั้งอุเบกขา

และโสมนัสหรือเปล่าครับ ?

กราบขอบพระคุณครับ 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
daris
วันที่ 25 มี.ค. 2556 06:30 น.
 

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
paderm
วันที่ 25 มี.ค. 2556 07:39 น.
 

เรียนความเห็นที่ 5 ครับ

1.ปีติ เป็นเจตสิกอย่างไรหรือครับ เพราะเข้าใจมาตลอดว่า ปีติเป็นเวทนา เป็น

ลักษณะที่มีกำลังของโสมนัสเวทนาที่เกิดได้ทั้งกุศลและอกุศล

   ปีติเจตสิก เป็นเจตสิกที่ปลาบปลื้ม เอิบอิ่ม ร่าเริง จึงเกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา

เท่านั้น ไม่เกิดร่วมกับเวทนาอื่นๆ เลย ปีติเจตสิก เกิดร่วมกับจิตที่มีโสมนัสเวทนา

เกิดร่วมด้วย ๕๑ ดวง คือ กามโสมนัสจิต ๑๘ ดวง ปฐมฌานจิต ๑๑ ดวง ทุติยฌาน

จิต ๑๑ ดวง ตติยฌานจิต ๑๑ ดวง จิตที่มีโสมนัสเวทนาเกิดร่วมด้วย แต่ไม่มีปีติ

เจตสิกเกิดร่วมด้วยนั้นมี ๑๑ ดวง คือ จตุตถฌานจิต ๑๑ ดวง ทั้งนี้เพราะจตุตถฌาน

จิตประณีตกว่าตติยฌานซึ่งมีปีติเจตสิกเกิดร่วมด้วย

2.มรรคจิต และผลจิต ที่เป็นโลกุตรจิต มีเวทนาเป็นอะไรได้บ้างครับ ? เป็นได้ทั้ง

อุเบกขาและโสมนัสหรือเปล่าครับ ?

  - ถูกต้องครับ ได้ทั้งอุเบกขาเวทนา และ โสมนัสเวทนา  ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
orawan.c
วันที่ 23 พ.ค. 2556 14:10 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top