Print 
ปรายนสูตร ใครอ่านแล้วเข้าใจบ้าง
 
เชียงคำ
วันที่  28 ธ.ค. 2555
หมายเลข  22251
อ่าน  1,254

พระไตรปิฎก เล่มที่ 22
๗. ปรายนสูตร
     ๓๓๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ก็สมัยนั้น เมื่อภิกษุผู้เถระหลายรูปกลับจากบิณฑบาต ภายหลังภัต  นั่งประชุมกันอยู่ที่โรงกลม ได้เกิดการสนทนากันขึ้นในระหว่างว่า

     ดูกรอาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ในปัญหาของเมตเตยยมาณพ ในปรายนสูตรว่า ผู้ใดทราบส่วนสุดทั้งสองด้วยปัญญาแล้ว ไม่ติดอยู่ในส่วนท่ามกลาง  เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นมหาบุรุษ ผู้นั้นก้าวล่วงเครื่องร้อยรัดในโลกนี้ได้แล้ว ดังนี้ ฯ

     ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ส่วนสุดที่ ๑ เป็นไฉนหนอ ส่วนสุดที่ ๒ เป็นไฉน  อะไรเป็นส่วนท่ามกลาง อะไรเป็นเครื่องร้อยรัด ฯ  เมื่อสนทนากันอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า

     ดูกรอาวุโสทั้งหลาย  ผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๑  เหตุเกิดขึ้นแห่งผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๒ ความดับแห่งผัสสะเป็นส่วนท่ามกลาง  ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดผัสสะและเหตุเกิดขึ้นแห่งผัสสะนั้น เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ย่อมกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ

     เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า
     ดูกรอาวุโสทั้งหลาย  อดีตเป็นส่วนสุดที่ ๑  อนาคตเป็นส่วนสุดที่ ๒  ปัจจุบันเป็นส่วนท่ามกลาง ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดอดีต อนาคต และปัจจุบันนั้นไว้  เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง  ย่อมกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้  เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ

     เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว  ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่าดูกรอาวุโสทั้งหลาย สุขเวทนาเป็นส่วนสุดที่ ๑ ทุกขเวทนาเป็นส่วนสุดที่ ๒อทุกขมสุขเวทนาเป็นส่วนท่ามกลาง  ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดสุขเวทนา  ทุกขเวทนา  และอทุกขมสุขเวทนานั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง  ย่อมกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง  กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ

     เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า
     ดูกรอาวุโสทั้งหลาย นามเป็นส่วนสุดที่ ๑ รูปเป็นส่วนสุดที่ ๒ วิญญาณเป็นส่วน ท่ามกลาง ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัด นาม รูป และวิญญาณนั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ ด้วยเหตุเท่านี้แล  ภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้  เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง  กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ

     เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า
     ดูกรอาวุโสทั้งหลาย อายตนะภายใน ๖ เป็นส่วนสุดที่ ๑ อายตนะภายนอก ๖ เป็น
ส่วนสุดที่ ๒ วิญญาณเป็นส่วนท่ามกลาง  ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดอายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ และวิญญาณนั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ ด้วยเหตุเท่านี้แล  ภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง  กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้  ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯเมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว  ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย  สักกายะเป็นส่วนสุดที่ ๑เหตุเกิดสักกายะเป็นส่วนสุดที่ ๒ ความดับสักกายะเป็นส่วนท่ามกลาง  ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด  เพราะว่าตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัดสักกายะ  เหตุเกิดสักกายะ และความดับสักกายะนั้นไว้เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ ด้วยเหตุเท่านี้แล  ภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง  กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ  เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า  ดูกรอาวุโสทั้งหลายพวกเราทั้งปวงเทียวได้พยากรณ์ตามปฏิภาณของตนๆมาเถิด  เราทั้งหลายจักพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ  แล้วจักกราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์แก่พวกเรา โดยประการใด เราทั้งหลายจักทรงจำข้อที่ทรงพยากรณ์นั้นไว้โดยประการนั้น ภิกษุผู้เถระทั้งหลายรับคำของภิกษุนั้นแล้วครั้งนั้น ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ  ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ครั้นแล้วได้กราบทูลการที่สนทนาปราศรัยทั้งหมดนั้นแด่พระผู้มีพระภาค แล้วทูลถามว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คำของใครหนอเป็นสุภาษิต พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

     ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำของเธอทั้งปวงเป็นสุภาษิตโดยปริยาย อนึ่ง เราหมายเอาข้อความที่กล่าวไว้ในปัญหาของเมตเตยยมาณพ  ในปรายนสูตรว่าผู้ใดทราบส่วนสุดทั้ง ๒ ด้วยปัญญา    แล้วไม่ติดอยู่ในส่วนท่ามกลาง  เรากล่าวผู้นั้นว่า  เป็นมหาบุรุษผู้นั้นก้าวล่วงเครื่องร้อยรัดในโลกนี้ได้แล้ว ดังนี้ ฯ

     เธอทั้งหลายจงฟังข้อความนั้น  จงใส่ใจให้ดี  เราจักกล่าว  ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๑เหตุเกิดผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๒  ความดับผัสสะเป็นส่วนท่ามกลางตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด  เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดผัสสะ  เหตุเกิดผัสสะ  และความดับผัสสะนั้นไว้เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุจึงชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง  กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ
จบสูตรที่ ๗


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 30 ธ.ค. 2555 07:34 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     ภิกษุผู้เป็นเถระทั้งหลาย  ได้สนทนากันถึงปัญหาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในปัญหาของเมตเตยยมาณพ  ในปรายนวรรคว่า “ผู้ใด ทราบส่วนสุดทั้งสอง  ด้วยปัญญาแล้ว ไม่ติดอยู่ในส่วนท่ามกลาง  เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นมหาบุรุษ  ผู้นั้นก้าวล่วงเครื่องร้อยรัดในโลกนี้ได้แล้วดังนี้” เมื่อถามกันว่าอะไรเป็นส่วนสุดที่ ๑  อะไรเป็นส่วนสุดที่ ๒  อะไรเป็นส่วนท่ามกลางและอะไรเป็นเครื่องร้อยรัด, ภิกษุ ๖ รูป ได้ตอบตามลำดับดังนี้  (รูปที่ ๑) ผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๑ เหตุเกิดขึ้นแห่งผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๒ ความดับแห่งผัสสะ  เป็นส่วนท่ามกลาง ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด (ร้อยรัดผัสสะและเหตุเกิดขึ้นแห่งผัสสะ) เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้  จึงเป็นผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้(รูปที่ ๒) อดีตเป็นส่วนสุดที่ ๑  อนาคตเป็นส่วนสุดที่ ๒  ปัจจุบันเป็นส่วนท่ามกลางตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด(ร้อยรัดอดีต อนาคต และปัจจุบัน)...(รูปที่ ๓) สุขเวทนาเป็นส่วนสุดที่ ๑ ทุกขเวทนาเป็นส่วนสุดที่ ๒ อทุกขมสุขเวทนาเป็นส่วนท่ามกลาง  ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด (ร้อยรัดเวทนาทั้งสาม) ...(รูปที่ ๔) นาม เป็นส่วนสุดที่ ๑  รูป เป็นส่วนสุดที่ ๒ วิญญาณ เป็นส่วนท่ามกลางตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด (ร้อยรัดนาม รูป และ วิญญาณ) ...(รูปที่ ๕)  อายตนะภายใน  เป็นส่วนสุดที่ ๑  อายตนะภายนอก  เป็นส่วนสุดที่ ๒    วิญญาณเป็นส่วนท่ามกลาง  ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด  (ร้อยรัดอายตนะภายใน 

อายตนะภายนอก  และวิญญาณ)  ... (รูปที่ ๖) สักกายะ เป็นส่วนสุดที่ ๑  เหตุเกิดแห่งสักกายะเป็นส่วนสุดที่ ๒  ความดับแห่งสักกายะ  เป็นส่วนท่ามกลาง  ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด (ร้อยรัดสักกายะ และ เหตุเกิดแห่งสักกายะ)... ครั้นแล้ว จึงเข้าไปกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าคำของใครเป็นสุภาษิต  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ตรัสว่า  คำของทุกรูปเป็นสุภาษิตโดยปริยาย (ด้วยเหตุนั้น ๆ,โดยอ้อม)  ต่อจากนั้นพระองค์จึงได้ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย  อย่างนัยของภิกษุรูปที่ ๑ (ภิกษุรูปที่ ๑ ได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนั้น พระดำรัสของพระองค์ จึงเป็นคำสุภาษิตโดยตรง).

     ซึ่งจากข้อความโดยสรุปนั้น  การจะทราบส่วนสุดของสภาพธรรมทั้งสองอย่างก็ด้วยปัญญา ซึ่งจะต้องเป็นปัญญาระดับสูง  แต่จะต้องเริ่มด้วยการเจริญสติปัฏฐานระลึกรู้ัลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง  ซึ่งไม่ใช่ด้วยการคิดนึก แต่ การจะรู้ส่วนสุดข้างหนึ่ง  มีผัสสะเป็นต้น  ก็ต้องเป็นปัญญา ประจักษ์สภาพธรรมที่เป็นผัสสะที่กำลังปรากฎเกิดขึ้นในขณะนี้เป็นต้น  เมื่อรู้ย่อมละ  ละความไม่รู้  และ กิเลสที่เป็นเครื่องร้อยรัด คือ ตัณหาที่ยินดีพอใจในสภาพธรรมต่างๆได้ เพราะ ปัญญาเกิดรู้สภาพธรรมนั้นตามความเป็นจริง ครับ ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
เชียงคำ
วันที่ 30 ธ.ค. 2555 18:52 น.

สาธุๆ เป็นอย่างยิ่งครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
natural
วันที่ 31 ธ.ค. 2555 14:14 น.

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
wittawat
วันที่ 31 ธ.ค. 2555 19:44 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ขอร่วมสนทนาตามกำลังความเข้าใจ

     ตัณหาเป็นเครื่องทั้งร้อยทั้งรัดสภาพธรรมที่เกิดดับไว้ แน่นไม่ให้ไปไหน ต่อกันไปเลยนะครับ ต้องเป็นปัญญาเท่านั้นที่จะทราบได้ ที่มีธรรมที่กำลังมีจริง ณ ขณะนี้ต้องมีเหตุให้เกิดขึ้น ถ้าไม่มีตัณหา ก็ไม่มีกรรมที่กระทำไว้ในอดีต สิ่งที่เกิดขึ้นปรากฏทางตาขณะนี้เป็นต้น ก็เกิดขึ้นไม่ได้เช่น  พระอรหันต์ผู้ดับตัณหาแล้ว ไม่เกิดขึ้นอีกเลยก็ไม่มีเครื่องร้อยรัดสภาพธรรมที่จะเกิดขึ้นในภพถัดไป  และสภาพธรรมที่ปรากฏมีจริงณ ขณะนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ รับรองคำกล่าวของพระเถระทั้งหลายในหลายนัย  เป็นนัยของผัสสะบ้าง  เวทนาทั้งหลายบ้าง  อดีตปัจจุบันอนาคตบ้างการเกิดขึ้นประชุมกันของอายตนะภายใน  อายตนะภายนอกและวิญญาณบ้าง เป็นต้นเพราะธรรมเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีผัสสะเกิดด้วย พระสูตรนี้ลึกซึ้ง  และละเอียดมากๆครับและที่จะเข้าใจส่วนสุด  ส่วนท่ามกลางที่พระเถระทั้งหลายแสดงไว้ทั้ง ๖ นัยได้ก็ต้องเป็นปัญญาที่อบรมแล้วละเอียดยิ่งขึ้น ขณะนี้ก็ยังไม่ได้ประจักษ์การเกิดขึ้น  และดับไปของสภาพธรรม  ก็ยังไม่เข้าใจชัดในส่วนสุด และส่วนท่ามกลาง เช่น นัยของอายตนะก็ต้องมีการกระทบกันของจักขุปสาท  ที่เป็นอายตนะภายใน  และวัณณรูปที่เป็นอายตนะภายนอก  จักขุวิญญาณจึงเกิดขึ้นได้ เป็นต้น  ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งเพราะฉะนั้นก็คือเข้าใจความจริงได้ตามกำลังที่เข้าใจ ก็คือ ต้องอาศัยการฟัง เช่นธรรมคืออะไร คือสิ่งที่ปรากฏทางตา เสียงที่ได้ยิน เป็นต้น และเป็นผู้ที่ตรง และเป็นผู้ละเอียดยิ่งขึ้นที่ระลึกศึกษาความจริง ตามที่ทรงแสดงไว้ว่า ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุจึงชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง  กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้  ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ ขอ

อนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 31 ธ.ค. 2555 21:44 น.

การที่จะมีปัญญาถึงระดับนั้นต้องเป็นปัญญาของพระอริยบุคคลขึ้นไปค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
nopwong
nopwong
วันที่ 1 ม.ค. 2556 06:21 น.

ขออนุโมทนา

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ