Print 
เข้าใจ: สี vs เรื่องราว, ปรมัตถสัจจะ Vs สมมุติสัจจะ
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่  23 ธ.ค. 2555
หมายเลข  22223
อ่าน  1,308

คำบรรยายธรรมบางตอนของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ชุด โสภณธรรม ตอนที่ ๒๕๐๐

ท่านอาจารย์  จะรู้ว่าเป็นใจเราที่นึกเนี่ยค่ะ สำคัญที่สุด และนึกนี้ก็นึกได้สารพัดเรื่อง ใช่ไหมค่ะ เรื่องของตัวเอง แล้วก็เรื่องของคนอื่น คือ คิดแล้ว สภาพธรรม มีอย่างเดียว คือคิดเรื่องเรื่องราวทั้งหมดค่ะ แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่มีเพราะเหตุว่า ขันธ์แต่ละขันธ์ เกิดแล้วก็ดับเร็วมาก แต่ความทรงจำว่ามีเรา ใช่ไหมค่ะ เมื่อมีเรา ก็มีคนอื่น ก็เลยเป็นความคิดเรื่อง สัตว์ บุคคล แม้แต่ฝันนะค่ะ ฝันก็คือการคิดเรื่อง อย่างเวลานี้ เราจำเลยว่า ใครกำลังนั่งอยู่ แล้วเมื่อเราฝันก็มี มีคุณนีน่า คุณโจนาทาน มีคุณหมอ มีใคร ๆ แต่ว่าเสื้อสีอะไร ผ้าสีอะไร ในฝันไม่มี แต่มีเรื่องว่าคนนี้พูดอย่างนี้ คนนี้บอกอย่างนี้ ทันทีที่ตาเห็นเนี่ย ทางทวารตาดับไปแล้วเนี่ย เรื่องเข้ามาเลย เพราะฉะนั้น เราจะไม่สนใจ หรือไม่จำ (ใส่ใจ) สี แต่จะจำเรื่องทันที ใช่ไหมค่ะอย่างเวลานี้ถ้าจำ (ใส่ใจ) สี เราตายแน่เลย เพราะสีตั้งเยอะแยะ แล้วจะจำยังไง เพราะฉะนั้นเราก็ฝันไม่ทันหรอก ใช่ไหมค่ะ ถ้าเรามัวแต่จำสีเนี่ย แต่เพราะว่าเราจับเรื่องมาเลยทันทีที่เห็น ความทรงจำเรื่องราวต่าง ๆ เข้ามา เพราะฉะนั้นฝันของเราจึงได้เป็นเรื่องทั้งหมด เหมือนฝันเห็นแต่ความจริงเป็นคิดเรื่องทั้งหมด เพราะว่ารู้เรื่อง ไม่ใช่เห็น มันรู้เรื่องเลย เป็นการจำเรื่องเลย

ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ครับ แล้วในเวลาฝันบางครั้งเหมือนกับเห็นเป็นสี

ท่านอาจารย์ น้อยครั้งค่ะ ก็แสดงว่าเพราะขณะนั้นเราจำสี เพราะฉะนั้นเรามีทั้งจำสีและจำเรื่อง ส่วนใหญ่ของเราเนี่ยจะจำเรื่อง ส่วนจำสีเนี่ยเราน้อย อย่างเวลานี้ เราจำสีน้อยกว่าจำเรื่อง เห็นบันไดนี้สีอะไร ใช่ไหมค่ะ แล้วก็ราวบันไดนี่สีอะไร โคมไฟสีอะไร กรอบรูปสีอะไร เสื้อคุณสุวัฒน์สีอะไร โต้๊ะหินอ่อนสีอะไร กระเป๋าของใครสีอะไร เสื้อหนาวของคุณอาภรสีอะไร เราจำเรื่อง เพราะฉะนั้น สีน้อยกว่าเรื่อง

ผู้ฟัง บางทีเวลาฝันเห็นสีครับ

ท่านอาจารย์ ก็แล้วแต่บุคคล เขาจำสี จำสีนั้นจำด้วย แต่ทีนี้ส่วนใหญ่ที่รู้เรื่องโดยที่ไม่มีสีเนี่ยเพราะว่าเราจำ อย่างเวลานี้คุณณรงค์หลับตา แล้วนึกเรื่องเนี่ย คุณณรงค์จะไม่มีสีใช่ไหมค่ะ แสดงว่าทันทีที่มีสิ่งปรากฏทางตาทำให้เรามีสมมุติบัญญัติ คือจำเรื่อง แล้วสีเราไม่จำหรอก เพียงแต่ปรากฏเป็นเรื่องเป็นราวเท่านั้นเอง สีเราจำน้อยค่ะ ไม่ใช่ไม่จำเลย ใช่ไหมค่ะ อย่างเราจะนึกถึงสีอะไรสักสี เรานึกได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วเราจำเรื่อง

ผู้ฟัง เสียง กลิ่น รส สัมผัส ก็เช่นเดียวกัน ใช่ไหมครับ

ท่านอาจารย์ เหมือนกันค่ะ เราถึงได้แยก ๒ โลก ออกจากกันได้ คือ โลกของปรมัตถธรรม ซึ่งมีสิ่งจริง ๆ ซึ่งกระทบจริง ๆ ปรากฏจริง ๆ แต่เราไม่รู้การเกิดดับ เพราะอวิชชารู้ไม่ได้ แล้วหลังจากปรมัตถธรรมแล้ว ก็มีการคิดนึกเรื่องราว เราถึงจะมาจับได้ว่า สมมุติสัจจะเนี่ย หลังจากปรมัตถสัจจะ ต่างจากปรมัตถสัจจะ เพราะสมมุติสัจจะไม่มากระทบทางทวารทั้งห้าเลย เพราะไม่มีปรมัตถธรรม ไม่ใช่สภาพธรรมะ ใช่ไหมค่ะ แต่ว่าเป็นความนึกคิด หลังจากสภาพธรรมะปรากฏ เราก็สามารถจะเข้าใจพระธรรม ที่ว่าทรงแสดงทั้งสมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ และยังรู้ด้วยว่าทวารไหนเริ่มสมมุติสัจจะ ส่วนทวารไหนปรมัตถสัจจะ เพราะว่า บัญญัติเข้ามาไม่ได้ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ..................................
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ด้วยความเคารพยิ่ง

ขออนุโมทนากับทุก ๆ ท่านด้วยครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 23 ธ.ค. 2555 22:52 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
daris
วันที่ 24 ธ.ค. 2555 19:02 น.

อ่านแล้วได้ประโยชน์มากครับ
กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
raynu.p
วันที่ 24 ธ.ค. 2555 20:28 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
บรรพต
วันที่ 24 ธ.ค. 2555 20:53 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 27 ธ.ค. 2555 17:44 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ที่่เคารพยิ่ง
ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของท่านผู้ร่วมเดินทาง และทุก ๆ ท่านด้วยครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ