Print 
เรียนถามความเข้าใจเกี่ยวกับอานิสงส์
 
natural
วันที่  21 ธ.ค. 2555
หมายเลข  22212
อ่าน  3,525

ขอเรียนถามท่านผู้รู้เกี่ยวกับอานิสงส์

๑. คำว่า "อานิสงส์" ตามความเข้าใจเป็นผลจากการทำกุศล เช่น อานิสงส์ของทานมีผลให้เกิดความสุขใจ มีโภคทรัพย์ในภายหน้าฯลฯ จึงอยากให้ช่วยขยายความเข้าใจในความหมายของคำนี้
๒. เมื่อได้ยินอานิสงส์ของทานบ้าง ศีลบ้าง บางครั้งทำให้รู้สึกถึงความอยากจะได้รับผลเมื่อกระทำเหตุนั้นๆ หรือความรู้สึกลักษณะนี้เกิดเฉพาะบุคคลที่มีการสะสมโลภะมากหรือเป็นธรรมดาของธรรมชาติที่ยังไม่ละคลายจากตัวตน จึงอยากทราบว่าการกล่าวถึงอานิสงส์ในพระไตรปฎกมีความมุ่งหมายอย่างไร
ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 21 ธ.ค. 2555 13:03 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

๑.คำว่า "อานิสงส์" ตามความเข้าใจเป็นผลจากการทำกุศล เช่น อานิสงส์ของทานมีผลให้เกิดความสุขใจ มีโภคทรัพย์ในภายหน้า ฯลฯ จึงอยากให้ช่วยขยายความเข้าใจในความหมายของคำนี้
    - คำว่า อานิสงส์ ก็มีความหมายเหมือนกัน ที่เป็นเรื่องของผล ที่เกิดจากเหตุ มีวิบากที่เป็นผลของกรรม เป็นต้น เช่น อานิสงส์ของทาน ย่อมนำสุขมาให้ คือ เกิดผล คือความสุขใจ และ เกิดสุขกาย เกิดผลในภพภูมิที่ดี เป็นต้น ครับ อานิสงส์ จึงมีความหมายถึง ผล เป็นสำคัญ ครับ *******************************

๒.เมื่อได้ยินอานิสงส์ของทานบ้าง ศีลบ้าง บางครั้งทำให้รู้สึกถึงความอยากจะได้รับผลเมื่อกระทำเหตุนั้นๆ หรือความรู้สึกลักษณะนี้เกิดเฉพาะบุคคลที่มีการสะสมโลภะมากหรือเป็นธรรมดา ของธรรมชาติที่ยังไม่ละคลายจากตัวตน จึงอยากทราบว่าการกล่าวถึงอานิสงส์ในพระไตรปิฎกมีความมุ่งหมายอย่างไร

   - พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่เป็นเหตุเป็นผล และ เป็นไปเพื่อละคลายกิเลสไม่ใช่เพื่อเกิดกิเลสเลย เพราะฉะนั้นเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เรื่องอานิสงส์ผลของการทำกุศล ด้วยเหตุผลที่ทรงแสดงความตามความเป็นจริง ที่ตรงสัจจะว่าเมื่อทำดี ผลก็ย่อมมี คือ มีอานิสงส์มีผล สมดังที่เป็นกิริยวาที คือ มีการะทำที่มีผลไม่ปฏิเสธว่า การกระทำให้ไม่มีผล เพราะฉะนั้น ทรงแสดงเรื่องอานิสงส์ เพื่อให้เห็นถึงความมีเหตุ มีผล ที่จะให้สัตว์โลกเชื่อในเรื่องกรรมและผลของกรรม ว่าการกระทำกรรมมี ที่เป็นกรรมดี และ ผลของกรรมก็ย่อมมีเช่นกัน ให้สัตว์โลกมั่นคงในเรื่องกรรมและผลของกรรม ที่เป็นกัมมัสกตตาปัญญา คือ ปัญญาที่เชื่อกรรมและผลของกรรมนี่คือเหตุผลประการแรก

     ประการที่สอง  เหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง อานิสงส์ของกุศลที่ทำ เพื่อให้สัตว์โลกเห็นประโยชน์ของการทำความดี ว่า ความดีนำสุขมาให้ อันเป็นไปเพื่อไม่ทำความชั่ว เพราะ เมื่อทำความดี ความชั่วก็ไม่เกิดขึ้นในขณะนั้น ก็เป็นการละความชั่วในขณะนั้นด้วย เพราะความดีเกิดขึ้น ครับ ซึ่ง เราจะต้องเข้าใจว่า  การเห็นประโยชน์ของคุณความดี ด้วยปัญญา กับการทำความดี เพื่ออยากได้ผล นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเพราะ การเห็นประโยชน์ของคุณความดีและผลของคุณความดีด้วยปัญญา จึงทำกุศลเพราะ รู้ว่าเป็นสิ่งที่สมควร และ ไม่มีโทษ นำมาซึ่งความสุข จึงทำความดี ด้วยเข้าใจตามความเป็นจริงของลักษณะของกุศลที่นำมาซึ่งสิ่งที่ดี เว้นจากความชั่ว ส่วนการได้ยินอานิสงส์ผลบุญ แล้ว ไม่ได้พิจารณาด้วยปัญญา ย่อมเกิดโลภะ ความติดข้อง ที่อยากจะได้ผลบุญ จึงทำความดี  จะเห็นว่า เหตุเกิดต่างกัน คือ ประการแรก เพราะเข้าใจความจริงของกุศล จึงเกิดกุศล ที่เรียกกว่า กุศลเป็นปัจจัยให้เกิดกุศล ส่วนประการที่สอง ที่ได้ยินอานิสงส์ก็อยากได้บุญ ก็เป็น อกุศลเป็นปัจจัยให้เกิดกุศล คืออาศัยโลภะ จึงเกิด การทำความดี เป็นต้น แต่ความดีที่ประเสริฐบริสุทธิ์ต้องมาจากปัญญา ความเข้าใจพระธรรมเป็นสำคัญ เพราะ หากเริ่มจากโลภะ อยากได้ผล เมื่อไม่ได้รับผลตามที่อยากได้เร็วๆก็เลิกทำความดี เพราะ ไม่ได้ผลตามที่ต้องการ ต่างจากผู้ที่ทำความดี ด้วยปัญญา ความเข้าใจ ว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ ย่อมมั่นคงในคุณความดี และ รู้ตามความเป็นจริงว่า กาลเวลาของการให้ผลของบุญย่อมมีตามสมควรกับกรรม คือ กุศลที่ทำ ครับ

     ส่วนโลภะที่เกิดขึ้น จากการได้ยินคำว่าอานิสงส์ก็เกิดจาก อกุศลที่สะสมมาเป็นสำคัญ ไมได้เกี่ยวกับพระธรรมคำสอน เพราะ มีโลภะ ความติดข้อง แม้แต่เพียงได้ยินคำว่า นิพพาน ยังติดข้อง จะกล่าวไปใย ถึง คำว่า อานิสงส์ผลบุญ ครับ พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ทรงแสดงเหตุและผล ในเรื่องกรรมและผลของกรรม ซึ่งไม่มีโทษใดๆเลย ในแม้เพียงบทเดียว แต่โทษเกิดจากจิตใจของสัตว์โลกที่สะสมกิเลสและ ไม่ได้พิจารณาโดยแยบคายในพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ครับ แต่ก็ควรเข้าใจความจริงว่า โลภะติดข้องได้เกือบทุกอย่าง จึงเป็นธรรมดาเหลือเกิน เมื่อได้ยินได้ฟัง อานิสงส์ผลของบุญที่จะนำสุขมาให้ ก็เกิดติดข้อง เป็นปกติของปุถุชน หนทางการอบรมปัญญาจึงไม่ใช่ ไม่ให้เกิดอกุศล มีโลภะ เป็นต้นเลย แต่หนทางที่ถูก คือเข้าใจความจริงที่เกิดขึ้นชีวิตประจำวัน แม้แต่โลภะที่เกิดขึ้นว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา ครับ ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ใฝ่รู้
วันที่ 21 ธ.ค. 2555 17:52 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 21 ธ.ค. 2555 18:08 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     ธรรม เป็นจริงอย่างไร ก็เป็นจริงอย่างนั้น  ใคร ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาให้สภาพธรรมเกิดขึ้นได้ เพราะธรรมเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น  เหตุย่อมสมควรแก่ผล  กรรมที่ได้กระทำแล้ว ทั้งที่เป็นกุศลกรรม และ อกุศลกรรม ย่อมจะเป็นเหตุให้เกิดผลในภายหน้า ตามเหตุปัจจัย ซึ่งไม่สามารถจะรู้ได้ว่าจะเป็นเมื่อใด  ชาติใด  กุศลกรรมให้ผลเป็นผลที่ดี  น่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ  ส่วนอกุศลกรรม ซึ่งเป็นกรรมชั่วนั้น  ก็ให้ผลเป็นผลที่ไม่ดี  ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ที่ยังมีการได้รับผลของกรรมและ สะสมกรรมใหม่  ก็เพราะยังมีภพชาติอยู่  มีการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏฏ์  สืบเนื่องมาจากเหตุ คือ  ยังไม่ได้ดับกิเลสทั้งหลายทั้งปวงจนหมดสิ้นนั่นเอง    

     ความติดข้อง  เป็นธรรมที่มีจริงอย่างหนึ่ง คือ เป็นโลภะ  ติดข้องแม้ในกุศล และผลของกุศล  ซึ่งเป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น แต่เมื่อได้ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมไปตามลำดับ จะรู้ถึงจุดประสงค์จริง ๆของการฟังพระธรรม ว่า เพื่อความเข้าใจถูก เห็นถูก พระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นพระธรรมคำสอนที่พระัสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง นั้น เป็นไปเพื่อละ เป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลสโดยตลอด แม้ในเรื่องของการเจริญกุศล(ทำความดี) ก็ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่น แต่เพื่อขัดเกลากิเลสของตนเอง, กุศลเป็นสภาพธรรมฝ่ายดี ควรที่จะอบรมเจริญในชีวิตประจำวัน ขณะใดที่กุศลจิตเกิด ขณะนั้นจะเบาสบาย ผ่องใส ซึ่งจะตรงกันข้ามกับขณะที่จิตเป็นอกุศลอย่างสิ้นเชิง

     การเจริญกุศลทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในขั้นของทาน (การให้ สละวัตถุสิ่งของ เพื่อประโยชน์สุขของบุคคลอื่น อันเป็นการสละซึ่งความตระหนี่) ขั้นของศีล (งดเว้นจากทุจริตกรรมประการต่าง ๆ และประพฤติในสิ่งทีดีงาม) ขั้นของภาวนา (การอบรมเจริญความสงบของจิต และการอบรมเจริญปัญญาที่ประจักษ์แจ้งในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง) ย่อมเป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลสทั้งสิ้น   ครับ.

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 21 ธ.ค. 2555 20:10 น.

พระพุทธเจ้าทรงแสดง อานิสงส์ เพื่อละขัดเกลาอกุศล เห็นคุณของกุศล มีเรื่องของทาน เป็็นต้น และทำให้ถึงการดับกิเลสได้ในที่สุด ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
Nop.p
วันที่ 27 ธ.ค. 2555 12:40 น.

การสร้างบารมี ๑๐ ทัศ หรือ ๓๐ ทัศ ถือว่าเป็นการสร้างอานิสงส์ยิ่ง อันมี...
-ทานะ, สีละ, เนกขัมมะ, ปัญญา, วิริยะ, ขันตี, สัจจะ, อะธิฎฐานะ, เมตตา และอุเบกขา บารมี ทั้งหมดนี้ถ้ากระทำแล้วถือว่าเป็นการสั่งสมอานิสงส์ อันกุศลบารมีอย่างยิ่ง.

ขออนุโมทนาบุญ.

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ