Loading...
 22169   มัจฉริยะ
gboy
วันที่ 13 ธ.ค. 2555 13:58 น.
อ่าน 813
 
 
มัจฉริยะ เป็นธรรมตรงกันข้ามกับธรรมใดครับ ขอบคุณครับ
 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
วันที่ 13 ธ.ค. 2555 15:01 น.
 

 ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     มัจฉริยะ หรือ ความตระหนี่ หมายถึง  ความเหนียวแน่น ความหวงแหน ในสมบัติของ

ตน หรือ ปกปิดสมบัติของตนไม่ให้ผู้อื่นรู้ หรือ อยากให้สิ่งที่มีอยู่กับตน  หรือ สิ่งที่ดีๆนั้น

มีอยู่กับเราผู้เดียว ไม่อยากให้ผู้อื่นมี เป็นต้น นี่คือ ลักษณะของความตระหนี่ครับ

มัจฉริยะ  คือ ความตระหนี่ ๕ อย่าง ได้แก่

     ๑. อาวาสมัจฉริยะ            ตระหนี่      ที่อยู่อาศัย

     ๒. กุลมัจฉริยะ                 ตระหนี่      ตระกูล

     ๓. ลาภมัจฉริยะ               ตระหนี่      ลาภ

     ๔. วรรณมัจฉริยะ             ตระหนี่      วรรณะ คือคำสรรเสริญ

     ๕. ธรรมมัจฉริยะ              ตระหนี่      ธรรม รวมถึง ความรู้

     ส่วนธรรมที่ตรงข้ามกับ มัจฉริยะ ความตระหนี่ คือ ปริจาคะ หรือ จาคะ ที่เป็นความ

เสียสละ   องค์ธรรม คือ อโลภะเจตสิก ความไม่ติดข้อง     เพราะ อาศัย โลภะ ความติด

ข้อง พอใจ ยินดีในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง   จึงไม่สามารถบริจาค สละได้   เกิดความตระหนี่ขึ้นมา

ในจิตใจ  แต่เพราะอาศัย อโลภะเจตสิกที่เกิดขึ้น ที่เป็น จาคะ การสละ ย่อมไม่หวงแหน

ในที่อยู่      ไม่หวงแหน ตระหนี่ใน ตระกูล มีความหวงเพื่อน เป็นต้น     ไม่ตระหนี่ ลาภ

ปัจจัยที่ตนมี เพราะ สามารถ สละ บริจาคได้        ไม่ตระหนี่ในคำสรรเสริญ เพราะ เกิด

จาคะ ความสละกิเลสที่มีในจิตใจ     ไม่ตระหนี่ในความรู้ที่ตนมี เพราะ มีใจที่คิดจะสละ

ให้ความรู็้เพื่อประโยชน์กับผู้อื่นเท่านั้น ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่น        นี่คือ ธรรมที่ตรงกันข้าม

กับความตระหนี่ คือ จาคะ อันเป็นสภาพธรรมที่สละ คือ อโลภะเจตสิกทีเ่กิดขึ้น

     แต่เมื่อว่าโดยความละเอียดแล้ว      จาคะ ความสละ ไม่ใช่เพียงสละ วัตถุภายนอก

เท่านั้น    แต่มีสิ่งที่ควรสละ เพราะ เป็นสิ่งที่ไม่ดี คือ กิเลสที่มีในจิตใจ       เพราะฉะนั้น

ขณะใดที่ปัญญาเกิดรู้ความจริง    เป็นจาคะยิ่งกว่าจาคะ คือ      เป็นการสละที่ประเสริฐ

เพราะ สละความไม่รู้    และ สละกิเลส       จนสามารถสละ มัจฉริยะในจิตใจได้ในที่สุด

เมื่อถึงความเป็นพระโสดาบัน ครับ

     การศึกษาพระธรรม   ฟังพระธรรม จึงเป็นปัจจัยให้เกิดจาคะ      ทั้งสละกิเลสที่มีใน

จิตใจ    และ เป็นปัจจัยให้เจริญขึ้นของกุศลทุกๆประการ   มีการให้ทาน ที่เป็นการสละ

วัตถุ และ ความตระหนี่ที่มีในจิตใจได้จนหมดสิ้น ครับ 

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
ใฝ่รู้
วันที่ 13 ธ.ค. 2555 17:43 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
khampan.a
วันที่ 13 ธ.ค. 2555 18:24 น.
 

 ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น      

     การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ย่อมไม่พ้นไปจากการฟังในสิ่งที่มีจริง      ซึ่งสิ่งที่มี

จริง ๆ นั้น     ก็มีจริงในชีวิตประจำวัน        ตราบใดที่ยังไม่สามารถดับกิเลสอะไร ๆ  ได้

กิเลสประเภทนั้น ๆ    ก็เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยตามการสะสมของแต่ละบุคคล  

แสดงถึงความหลากหลายของสภาพธรรมที่มีจริง   

     ไม่ว่าจะกล่าวถึงสิ่งใด ก็ไม่พ้นไปจากสภาพธรรมที่จริงในขณะนี้เลย     สิ่งที่มีจริง ๆ

นั่นแหละ คือ ธรรม   มีจริง เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธ

เจ้าทรงแสดง  ว่า        สิ่งที่เกิดขึ้นจริง มีจริงนั้น    ตรงตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง

แสดงทุกประการ  รวมทั้งมัจฉริยะ  ความตระหนี่ด้วย   ความตระหนี่ก็เป็นสภาพธรรมที่มี

จริง    เป็นอกุศลธรรมที่หวงแหนทรัพย์สมบัติสิ่งของของตน   ไม่อยากให้ผู้อื่นมีส่วนใน

ในสมบัติของตน    ขณะที่เกิดขึ้นนั้น มีความไม่สบายใจอย่างแน่นอน     ซึ่งจะแตกต่าง

ไปจากขณะที่มีการให้  มีการสละ  เพื่อประโยชน์สุขแก่บุคคลอื่นอย่างสิ้นเชิง

     ตราบใดที่ยังไม่สามารถดับความตระหนี่ถึงความเป็นพระโสดาบันได้   ความตระหนี่

ก็ย่อมจะเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย       แต่สำหรับผู้ที่เห็นโทษ ก็ย่อมจะขัดเกลา

ละคลายความตระหนี่ของตน ๆ  ด้วยการให้ ด้วยการสละ   เพราะถ้าไม่ขัดเกลาไปตาม

ลำดับ ทีละเล็กทีละน้อย   แล้วจะสามารถดับได้อย่างหมดสิ้นได้อย่างไร

     ประโยชน์ของการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม   ก็เพื่อเข้าใจธรรมตามความเป็นจริง 

กุศลก็เป็นธรรม     อกุศลก็เป็นธรรม        สิ่งที่ไม่ใช่ทั้งกุศล และ ไม่ใช่ทั้งอกุศล ก็เป็น

ธรรม   ไม่ใช่เราเลย   เป็นแต่เพียงธรรมที่เมื่อมีเหตุปัจจัยก็เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่      ไม่มี

เราแทรกอยู่ในสภาพธรรมเหล่านั้นเลย        เมื่อได้ศึกษาถึงส่วนที่เป็นอกุศลธรรม ก็จะ

เป็นเครื่องเตือนที่ดีสำหรับผู้ที่ยังมีอกุศลอยู่      ที่จะได้เห็นโทษ และขัดเกลาด้วยกุศล

ธรรม    เพราะกุศลธรรมเท่านั้นที่จะขัดเกลา กำจัดอกุศลได้ ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
wannee.s
วันที่ 13 ธ.ค. 2555 18:43 น.
 

ธรรมที่ตรงข้ามกับมัจฉริยะ    คือ   ความไม่ตระหนี่ เช่น    มีลาภก็แบ่งปัน   ไม่หวงที่อยู่

ไม่ตระหนี่คำสรรเสริญ    และให้ธรรม ให้ความรู้ ค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
daris
วันที่ 13 ธ.ค. 2555 20:09 น.
 

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
gboy
วันที่ 13 ธ.ค. 2555 20:38 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
gboy
วันที่ 13 ธ.ค. 2555 21:06 น.
 

ขอเรียนถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับ กรุณาเจตสิกครับว่า   มีโทสะเป็นธรรมตรงกันข้าม ถูกต้อง

หรือไม่ครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
paderm
วันที่ 13 ธ.ค. 2555 22:22 น.
 

เรียนความเห็นที่ ๗ ครับ

ธรรมที่ตรงกันข้ามกับ กรุณาเจตสิก   คือ     วิหิงสา ความคิดเบียดเบียน    ซึ่ง ความคิด

เบียดเบียนก็เพราะอาศัยโทสะเจตสิกเป็นองค์ธรรมสำคัญ ครับ ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
gboy
วันที่ 14 ธ.ค. 2555 14:25 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 14 ธ.ค. 2555 15:41 น.
 

ขออนุญาตเรียนสอบถามเพิ่มเติม เรื่อง มัจฉริยะ นะครับ

ที่อาจารย์กล่าวว่า  "ธรรมที่ตรงข้าม กับ มัจฉริยะ ความตระหนี่ คือ ปริจาคะ หรือ จาคะ 

ที่เป็นความ
เสียสละ   องค์ธรรม คือ อโลภะเจตสิก ความไม่ติดข้อง   เพราะ อาศัย โลภะ

ความติดข้อง พอใจ ยินดีในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  จึงไม่สามารถบริจาค สละได้ เกิดความตระหนี่

ขึ้นมาในจิตใจ"


แต่เมื่อพิจารณาในฐานะที่เป็นเจตสิกแล้ว     มัจฉริยเจตสิก กลับเกิดร่วมกับโทสมูลจิต

ซึ่งมีโทสเจตสิตเป็นองค์ธรรมหลักประกอบ     ไม่ได้เกิดร่วมกันโลภเจตสิก ซึ่งเป็นองค์

ธรรมที่สอดคล้องกัน และตรงกันข้ามกับอโลภเจตสิตอีกด้วย

 

ลักษณะของมัจฉริยเจตสิกในประเด็นนี้   มีสิ่งที่ควรจะพิจารณาเพื่อความเข้าใจอย่างไร

ครับ

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
khampan.a
วันที่ 15 ธ.ค. 2555 21:52 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     ขออนุญาตร่วมสนทนาในประเด็นนี้ ด้วยครับ

     ธรรม เป็นจริงอย่างไรก็เป็นจริงอย่างนั้น  ใคร ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้    ความตระหนี่

เป็นความหนี่     ความติดข้องเป็นความติดข้อง     ความโกรธเป็นความโกรธ  เป็นต้น  

     โลภะ เป็นความติดข้องยินดีพอใจ      เกิดร่วมกับอกุศลจิตประเภทที่เป็นโลภมูลจิต

เท่านั้น จะไม่เกิดร่วมกับจิตประเภทอื่น      ส่วนมัจฉริยะ ซึ่งเป็นความตระหนี่นั้น  จะเกิด

ร่วมกับจิตประเภทที่มีโทสะเป็นมูลเท่านั้น (แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกขณะที่โทสมูลจิตเกิดขึ้นจะ

มีมัจฉริยเจตสิกเกิดร่วมด้วยทุกครั้ง             เพราะโทสมูลจิต เกิดขึ้นเป็นไปได้แม้ไม่มี

มัจฉริยะ)  ขณะที่มัจฉริยะเกิดขึ้น ขณะนั้นความรู้สึกไม่สบายใจ     ซึ่งแตกต่างจากขณะ

ที่ติดข้อง ที่มีความรู้สึกดีใจหรือเฉย ๆ เกิดร่วมด้วย           ที่มีความตระหนี่หวงแหนเกิด

ขึ้น ก็เพราะยังมีความติดข้องต้องการ  จึงไม่ยอมสละ   ธรรม เกี่ยวเนื่องกัน      แต่โลภะ

กับมัจฉริยะจะไม่เกิดร่วมกัน    ขณะที่ไม่อยากให้คนอื่นมีส่วนในสมบัติที่เรามี นั้น ความ

รู้สึกจะเป็นเฉพาะความรู้สึกไม่สบายใจ เท่านั้น  

     เมื่อกล่าวถึงธรรมที่ตรงกันข้ามกับความตระหนี่แล้ว เป็นความเสียสละ  เป็นการสละ

เป็นการให้  ซึ่งในขณะนั้นกุศลจิตเกิดขึ้นเป็นไป     ทุกขณะที่กุศลจิตเกิดขึ้นเป็นไปนั้น

จะไม่ปราศจาก อโลภะ เลย    

     ซึ่งถ้ากล่าวถึง อโภละ แล้ว      กว้างขวางมาก       สามารถกล่าวเป็นขั้น ๆ  ก็ได้ว่า

อโลภะ ในขั้นทาน              ที่เป็นความเสียสละวัตถุสิ่งของ เพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น  

อโลภะในขั้นศีล    ที่นึกถึงประโยชน์สุขของผู้อื่น จึงมีการวิรัติงดเว้นทุจริตกรรมประการ

ต่าง ๆ ที่เป็นเหตุให้คนอื่นเดือดร้อน        อโลภะ ที่เป็นไปกับด้วยการอบรมเจริญความ

สงบของจิต   เห็นโทษของอกุศล    เพราะขณะที่อกุศลเกิดขึ้นเป็นไปนั้น   ไม่สงบด้วย

อกุศล         และ อโลภะ ในขั้นที่เป็นไปในการอบรมเจริญปัญญาที่จะเป็นไปเพื่อความ

เข้าใจถูกเห็นถูกจนกว่าจะสามารถดับกิเลสได้ตามลำดับขึ้น   ครับ  

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของท่านผู้ร่วมเดินทาง และ ทุก ๆ ท่านด้วยครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 12  
paderm
วันที่ 15 ธ.ค. 2555 22:54 น.
 

เรียนความเห็นที่ 10 ครับ

     จากประเด็นที่ถามนั้น   ผู้ถาม กำลังกล่าวว่า  โลภะเจตสิก เป็นธรรมที่ตรงกันข้ามกับ

อโลภะเจตสิก(จาคะ)       แต่ มัจฉริยะเจตสิก เกิดร่วมกับ โทสะเจตสิก และ โทสะมูลจิต

เพราะฉะนั้น  ควรจะตรงข้ามกับ อโทสะเจตสิก        ไม่ควรจะเป็นธรรมที่ตรงกันข้ามกับ

อโลภะเจตสิก          คือ ธรรมที่เกิดร่วมกับโทสะ     ไม่ควรจะเป็นธรรมที่ตรงกันข้ามกับ

อโลภะเจตสิก

     ซึ่ง ในประเด็นนี้  จากที่กระผมได้กล่าวไว้ว่า    มัจฉริยะ ตรงกันข้ามกับ จาคะ ที่เป็น

อโลภะเจตสิก ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า เหตุให้เกิด มัจฉริยะ คือ โลภะนั่นเองที่ยังติดข้อง  ซึ่ง

หากไม่มีเหตุ คือ ความติดข้อง   มัจฉริยะก็เกิดไม่ได้    ดังนั้น     ธรรมที่ตรงกันข้ามกับ

การหวงแหน ตระหนี่   คือ สภาพธรรมที่สละ        อันเป็นธรรมที่ตรงกันข้ามกับมัจฉริยะ

เนื่องด้วย ตรงข้ามกับเหตุให้เกิด มัจฉริยเจตสิกนั่นเอง    คือ ตรงข้ามกับ โลภะเจตสิก

เป็นสำคัญ ครับ

     สิ่งที่ควรพิจารณาในมัจฉริยเจตสิก   ในประเด็นธรรมที่ตรงกันข้าม    จึงมุ่งหมายถึง

เหตุให้เกิด มัจฉริยะเจตสิกเป็นสำคัญ ครับ    คือ ความติดข้อง การสละได้ ไม่หวงแหน

คือ อโลภะ  จึงเป็นธรรมที่ตรงกันข้าม กับ ความตระหนี่ ด้วยเหตุผลตามที่กล่าวมา ครับ

ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 13  
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 16 ธ.ค. 2555 08:32 น.
 

ขอบพระคุณอาจารย์คำปั่นและอาจารย์ผเดิมมากครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 14  
somjad
วันที่ 17 ธ.ค. 2555 16:13 น.
 

     ผมเองได้ฟังธรรมะมานาน     ภายหลังจึงได้ทราบว่า       ตัวเองมีมัจฉริยะอย่างมาก

ตามธรรมดาแล้ว   ผมจะไม่ห่วงของกินอะไรๆ เท่าไหร่นัก  พร้อมที่จะให้ได้เสมอ    เลย

เข้าใจว่าตัวเองเป็นคนมีมัจฉริยะน้อย ไม่มาก    แต่แล้วเริ่มสังเกตตัวเอง     ถ้าเป็นที่อยู่

อาศัย จะเหนียวแน่นอย่างมาก      หลานๆ จะขอมาอยู่ที่บ้านก็โกรธ (หลานไม่เป็นที่รัก)

หรือตอนขึ้นรถเมล์มองจ้องไว้ที่นั่งอันนี้  ปรากฎว่ามีคนมานั่งก่อนก็โกรธ   หรือบนรถเมล์

มีที่ยืนสบายๆ มีคนมายืนใกล้ๆ ก็โกรธ  ดูเหมือนปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นอยู่ และเป็นอยู่ประจำ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top