Loading...
  022146  กัมมัสสกตาญาณ
นิรมิต
วันที่ 8 ธ.ค. 2555 11:50 น.
อ่าน 711
 
 

   กราบสวัสดีท่านวิทยากรและมิตรธรรมที่เคารพทุกท่าน

 อยากเรียนถามว่า เทพเทวดาทั้งหลาย มีความสามารถในการล่วงรู้บุญกรรมของตนได้

ว่าบุญกรรมใดในอดีตที่ตนได้กระทำแล้ว     เป็นเหตุส่งผลให้ตน   ได้รับกุศลวิบากบน

สวรรค์ชั้นนั้นชั้นนี้อย่างนี้ๆ

ไม่ทราบว่า ท่านทราบได้ด้วยอะไร เพราะเหตุใด หรือว่าเมื่อปฏิสนธิเป็นเทพแล้ว จะได้

กัมมัสสกตาญาณด้วย ?    แล้วที่ท่านล่วงรู้นี้     ท่านล่วงรู้ก็ไม่ได้ละเอียดใช่ไหม

    แล้วอย่างมนุษย์เราบางคน ที่เขาว่ามีญาณทิพย์อะไรที่ว่า(ที่ท่านรู้จริงๆ ไม่ใช่หมอดู)

ทั้งๆที่ไม่ได้นั่งสมาธิ  หรืออาจไม่เคยได้ฌาณด้วยซ้ำ  แต่ก็มีการล่วงรู้ว่า  ผู้นี้ทำกรรมนี้

หรือฯลฯ   ท่านเหล่านั้นล่วงรู้ได้อย่างไร   เคยได้ยินว่า เพราะในอดีตเคยบำเพ็ญญาณ

จนได้กัมมัสกตาญาณมา มาชาตินี้จึงติดมาด้วย      ข้อนี้จริงเท็จประการใดครับ

     ขอบพระคุณครับ

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
khampan.a
วันที่ 9 ธ.ค. 2555 19:00 น.
 

         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
   
    ตราบใดที่ยังไม่ได้ดับกิเลสทั้งปวงได้อย่างเด็ดขาด         เป็นผู้ที่ยังมีตัณหา   ยังมี

อวิชชาอยู่ เมื่อตายแล้ว  (คือจุติจิตเกิดขึ้นทำกิจเคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้ในภพนี้ 

ไม่สามารถกลับมาเป็นบุคคลนี้อีก)    ต้องเกิดทันที   มีปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่อทันทีโดย

ไม่มีระหว่างคั่น       การที่จะเกิดเป็นอะไร ในภพไหน นั้น ขึ้นอยู่กับกรรม    กรรมเป็นผู้

จัดสรร  ถ้าเป็นผลของกรรมดี ก็ทำให้ไปเกิดในสุคติภูมิ เกิดเป็นมนุษย์หรือเป็นเทวดา  

ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรม   ก็ทำให้ไปเกิดในอบายภูมิต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นนรก     สัตว์

ดิรัจฉาน เปรต อสุรกาย     ทั้งหมดทั้งปวงนั้น     ยังอยู่ในสังสารวัฏฏ์     ยังพ้นไปจาก

สังสารวัฏฏ์ไม่ได้    แล้วก็เป็นอย่างนี้มานานแล้วในสังสารวัฏฏ์    

      สำหรับประเด็นคำถาม   เทพเทวดาทั้งหลาย  มีความสามารถในการล่วงรู้บุญกรรม

ของตนได้  ว่าบุญกรรมใดในอดีตที่ตนได้กระทำแล้ว   เป็นเหตุส่งผลให้ตน ได้รับกุศล

วิบากบนสวรรค์ชั้นนั้นชั้นนี้อย่างนี้ๆไม่ทราบว่า ท่านทราบได้ด้วยอะไร

     ตามความเป็นจริงแล้ว เทวดา      ก็สามารถที่จะรู้ได้ ว่า   ชาติก่อนไปทำอะไรมาจึง

ได้มาเกิดในสรรค์เพราะการเกิดเป็นเทวดา   เกิดผุดขึ้นทันที(โอปปาติกะ) ช่วงระหว่าง

บุคคลใหม่ กับบุคคลเก่าต่อเนื่องกันทันที  เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้น  จึงสามารถที่จะรู้ได้  

จำได้ตามวิสัยของตน ๆ    แม้แต่ผู้ที่เป็นสัตว์นรก     เกิดเป็นเปรต และพวกอสุรกายจำ

พวกโอปปาติกกำเนิด  (เกิดผุดขึ้นเป็นตัวทันที)      ก็สามารถที่จะระลึกถึงกรรมในอดีต

ชาติของตนเองได้ กล่าวคือ  จำได้ว่าตนเองกระทำกรรมอะไรมา จึงทำให้ได้เกิดมาเป็น

อย่างนี้    

    เพราะยังมีเหตุ ที่ทำให้เกิดในภพต่าง ๆ  คือ  กิเลส ย่อมมีการเกิดอยู่ร่ำไป   เกิดแล้ว

ตาย  ตายแล้วเกิดอย่างไม่มีวันจบสิ้น     ชาติก่อน ๆ ที่ผ่านมา ก็เป็นอย่างนี้มาแล้ว  นับ

ชาติไม่ถ้วน  ทุกอย่างผ่านพ้นไปหมดแล้ว  ไม่มีอะไรเหลือ   ประโยชน์ของการได้เกิดมา

เป็นมนุษย์แล้ว คือ  ควรที่จะเจริญกุศล  อบรมเจริญปัญญา   สั่งสมความเข้าใจถูก เห็น

ถูกในชีวิตประจำวันได้    ซึ่งเป็นการสร้างเหตุใหม่ที่ดี   เพราะเหตุว่า ชาตินี้อกุศลก็ยังมี

มาก   อีกทั้งปัญญา ก็ยังไม่ได้เจริญขึ้น   ถ้าหากว่าไม่เริ่มในชาตินี้  ขณะนี้     ชาติหน้า

ต่อไปก็จะเป็นอย่างนี้อีก  คือ เป็นผู้มากไปด้วยอกุศล และไม่มีปัญญา   ดังนั้น   ขณะนี้

จึงเป็นโอกาสที่ดีที่สุด  ที่เริ่มตั้งตนไว้ชอบ ในการศึกษาพระธรรม   อบรมเจริญปัญญา 

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องยิ่งขึ้น เพื่อละคลายความไม่รู้ ต่อไป ครับ.

--------------------------------------

    แล้วอย่างมนุษย์เราบางคน ที่เขาว่ามีญาณทิพย์อะไรก็ว่า(ที่ท่านรู้จริงๆ ไม่ใช่หมอดู)

ทั้งๆที่ ไม่ได้นั่งสมาธิ หรืออาจไม่เคยได้ฌาณด้วยซ้ำ  แต่ก็มีการล่วงรู้ว่า ผู้นี้ทำกรรมนี้

หรือฯลฯ  ท่านเหล่านั้นล่วงนี้รู้ได้อย่างไร เคยได้ยินว่า เพราะในอดีตเคยบำเพ็ญญาณ

จนได้กัมมัสกตาญาณมา มาชาตินี้จึงติดมาด้วย ข้อนี้จริงเท็จประการใดครับ

    พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง  เป็นเรื่องจริง  ตรง   ทำให้ผู้ศึกษาสามารถ

เข้าใจตามความเป็นจริงได้     เมื่อมีความเข้าใจพระธรรมตามความเป็นจริง  ใครจะพูด

อะไรด้วยความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง   หรือ เชื่อตาม ๆ กันมา     ก็จะตั้งมั่นในความถูกต้อง 

และยังสามารถอธิบาย ให้ผู้อื่นได้เข้าใจ ในสิ่งที่ถูกต้อง    ตรงตามพระธรรม ที่พระองค์

ทรงแสดง ด้วย  ไม่หวั่นไหวไป ไหลไปตามเหตุการณ์ต่าง ๆ  ซึ่งไม่เป็นความจริง

    ในสมัยพุทธกาล  เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระชนม์อยู่    พระภิกษุทั้งหลาย ก็

เข้าไปเฝ้า  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า    กราบทูลถามว่า  บุคคลประเภทนี้ ที่ได้รับผลของ

กรรมเช่นนี้  ๆ  เป็นผลของกรรมอะไร ในชาติไหน     พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะ

ทรงพยากรณ์แสดงตามความเป็นจริงว่า วิบากจิตที่เกิดขึ้นเป็นไปนั้น เป็นผลของกรรม

อะไรในชาติไหน     

    เพราะฉะนั้น      จะต้องเป็นผู้มีความมั่นคง  ในเหตุในผล        และการที่จะเป็นผู้มี

ความมั่นคงในเรื่องกรรมและผลของกรรม      ก็ต้องเป็นผู้ที่ได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมา

สัมพุทธเจ้าทรงแสดง   จึงควรอย่างยิ่งที่จะได้ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมที่พระสัมมา

สัมพุทธเจ้าทรงแสดง  พึ่งปัญญาตรัสรู้ของพระองค์  เพราะเหตุว่า ไม่สามารถคิดธรรม

เอาเองได้     จึงมีข้อที่ควรพิจารณา  คื จะฟังคำของคนผู้ไม่รู้ความจริง หรือจะฟังคำ

ที่บุคคลผู้ทรงตรัสรู้ความจริง ทรงแสดง?  ครับ 

                           ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
paderm
วันที่ 9 ธ.ค. 2555 20:55 น.
 

       ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

      กรรม คือ เจตนา ที่เป็นไปในกุศลกรรม อกุศลกรรม ส่วนผลของกรรมก็คือ ขณะ

ที่จิตเกิดขึ้น เป็นวิบากจิต  ซึ่งผลของกรรม ที่เป็น จิต เจตสิกที่เกิดขึ้น คือ ปฏิสนธิ

จิต ที่เป็นขณะที่เกิด ขณะที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรสรู้กระทบสัมผัส ครับ

  กัมมัสสกตาญาณคือ ปัญญาที่รู้ในเรื่องกรรม และผลของกรรม ซึ่งมีหลายระดับ ทั้ง

เพียงขั้นคิดเป็นเรื่องราว และขั้นประจักษ์ตัวกรรมและผลของกรรม และ ขั้นวิปัสสนา

ญาณ  จนถึงระดับที่สามารถรู้กรรมในอดีต กรรมในปัจจุบัน   ทั้งผลของกรรมในอดีต

ผลของกรรมในปัจจุบัน ว่าเกิดจากกรรมอะไร อันเป็นปัญญาของพระพุทธเจ้า ครับ

   ซึ่งสําหรับเทวดาที่รู้ว่า ตนเกิดเป็นเทวดาเพราะผลของกรรมอะไร ในความเป็นจริง

เทวดาไม่ได้มีกัมมัสสกตาญาณ ที่สามารถรู้โดยความละเอียดที่รู้ว่าเกิดมาเป็นเทวดา

เพราะ กรรมอะไร  แต่อาศัย การอนุมาน คาดคะเนเอาครับว่า เพราะ กรรมนี้ ทำให้ตน

เกิดเป็นเทวดา  เพราะ สัจจะความจริง  กัมมัสสกตาญาณ เป็นเรื่องของปัญญา  ที่จะ

เชื่อกรรมและผลของกรรม และมีหลายระดับ ซึ่ง ระดับที่จะรู้ว่าเกิดมาเพราะกรรมอะไร

จริงๆ นั้น จะต้องเป็นผู้มีปัญญาระดับสูงมาก มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น เพราะฉะนั้น การ

เปลี่ยนภพภูมิเป็นเทวดา  แม้จะเป็นโอปปาติกะก็ตามที  คือ  เกิดแล้วโตทันที   แต่ก็

ไม่ใช่เหตุที่จะให้เกิดปัญญาระดับนั้นได้  เพราะ เหตุไม่ตรงกับผล   เพราะ ปัญญาจะ

เกิดขึ้นได้  ไม่ใช่เพียงเพราะการเปลี่ยนภพภูมิ แต่ ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ เพราะ อาศัย

การอบรมปัญญาอย่างยาวนาน   เพราะฉะนั้น ที่เทวดารู้ว่า ตนเองเกิดเป็นเทวดาได้

นั้น เพราะ อาศัย การคิดคาดคะเน จากภพภูมิก่อนที่เกิด แต่ไมได้หมายถึงมีปัญญารู้

กรรมและผลของกรรม

    ยกตัวอย่างเช่น นางคนหนึ่งหยิบดอกบวบขม คิดจะไปบูชาเจดีย์พระพุทธเจ้า ยัง

ไม่ไปถึงพระเจดีย์ ถูก วัวขวิดสิ้นชีวิต ระหว่างทาง นางไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

มีร่างกายสีทอง เกิดขึ้นในระหว่างที่ท้าวสักกะ และเทพธิดาทั้งหลายกำลังเล่นกันอยู่

ท้าวสักกะ เห็นความงาม  และ  รัศมีดุจทองของเทพธิดาที่มีรัศมีมาก จึงถามว่า  เธอ

ทำบุญอะไรมา จึงมีวรรณะ และ สมบัติมากมายอย่างนี้  นางเทพธิดาจึงทูลว่า เพราะ

ดิฉัน ทำบุญบูชาพระพุทธเจ้า ด้วยดอกบวบขม ที่เขาไม่ต้องการ 4 ดอก   ท้าวสักกะ

ได้ยินดังนั้น คิดว่า ผลของการบูชาพระพุทธเจ้า แม้เพียงน้อย ก็มีผลมาก เราไม่ควร

ประมาทที่จะมัวเล่นอย่างนี้  จึงเลิกการละเล่น แต่กลับไปบูชาพระเจดีย์จุฬามณีแทน

     จะเห็นนะครับว่า เทพธิดา ไม่ได้มีญาณ ปัญญา รู้ว่ากรรมใด ทำให้ผลเกิดมาเป็น

เทวดา แต่อาศัยการคาดคะเน  เพราะตนเองเพิ่งทำบุญมาจากชาติก่อนมา จึงสำคัญ

ว่าเป็นบุญจากการบูชาดอกบวบขม ครับ  

   ส่วนประเด็นเรื่องที่หมอดู หรือ มีคนที่รู้ว่า คนนี้ทำกรรมอะไรมา ไปเกิดเป็นอะไรมา

   ในความเป็นจริง การจะรู้ว่าใครทำกรรมอะไร  และ ได้รับผลของกรรมอย่างไร ต้อง

เป็นปัญญาของพระพุทธเจ้า ไม่ทั่วไปสาธารณะกับทุกๆคน เพราะฉะนั้นจึงเป็นเพียง

การคาดคะเน เดากันไป ไม่มีใครที่สามารถรู้จริง เพราะ ในความเป็นจริง แม้แต่คำว่า

กรรม และ ผลของกรรม  ยังไม่เข้าใจได้ตรงตามความป็นจริง ในพระพุทธศาสนา จะ

กล่าวไปใย ถึงการรู้กรรม และ ผลของกรรมของผู้อื่น ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย

       นี่คือ โทษของความไม่รู้  และ ความเห็นผิด  พระพุทธศาสนา จึงเป็นเรื่องของ

เหตุผล และ ปัญญา   การจะเชื่อ ก็เชื่อเพราะ ปัญญาของตนเองเกิดขึ้น  ไม่ได้อยูที่

คนอื่นบอกให้ ครับ ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
นิรมิต
วันที่ 10 ธ.ค. 2555 01:36 น.
 

กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาเป็นอย่างสูงครับ 

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top