Print 
คำว่า บุญ และ กุศล เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
 
ผ้าเช็ดธุลี
ผ้าเช็ดธุลี
วันที่  24 ต.ค. 2555
หมายเลข  21952
อ่าน  13,895

กราบเท้าอาจารย์ทุกท่านที่เคารพอย่างสูง

     เนื่องจากมีหัวข้อสนทนาที่เข้าใจไม่ตรงกัน ระหว่าง คำว่า บุญ และ กุศล เหมือนหรือต่างกันอย่างไร    โดยมีข้อมูล  ดังข้างล่างนี้ จากภิกษุรูปหนึ่งได้กล่าวไว้

กราบขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่านอย่างสูง

     “บุญและ กุศลไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

     พุทธศาสนิกชนควรแยกให้ได้ เพื่อความหลุดพ้นอย่างแท้จริง   เมื่อใดมีการพิจารณากันให้ละเอียดถี่ถ้วน   เมื่อนั้นจะพบความแตกต่างระหว่าง  สิ่งที่เรียกกันว่า บุญกับสิ่งที่เรียก (กัน) ว่า กุศลบ้าง ไม่มากก็น้อย   แล้วแต่ความสามารถในการพินิจพิจารณา แต่ว่าโดยเนื้อแท้แล้ว บุญกับ กุศลควรจะเป็นคนละอย่าง   หรือเรียกได้ว่า   ตรงกันข้าม ตามความหมายของรูปศัพท์แห่งคำสองคำนี้ทีเดียว   คำว่า บุญ มีความหมายว่า  ทำให้ฟู หรือพองขึ้น บวมขึ้น นูนขึ้น ส่วนคำว่า กุศล นั้น แปลว่า แผ้วถาง ให้ราบเตียนไป    โดยความหมายเช่นนี้เราย่อมเห็นได้ว่า เป็นของคนละอย่างหรือเดินคนละทาง  บุญเป็นสิ่งที่ทำให้ฟูใจ พอใจ ชอบใจ  เช่น ทำบุญให้ทาน หรือรักษาศีลก็ตาม  แล้วก็ ฟูใจ อิ่มเอิบ  หรือแม้ที่สุดแต่รู้สึกว่าตัวได้ทำสิ่งที่ทำยาก

     ในกรณีที่ทำบุญเอาหน้า เอาเกียรติ อย่างนี้ก็ได้ชื่อว่าได้บุญเหมือนกัน แม้จะเป็นบุญชนิดที่ไม่สู้จะแท้ หรือแม้ในกรณีที่ทำบุญด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพื่อเอาบุญกันจริงๆ ก็ยังอดฟูใจไม่ได้ว่า ตนจะได้เกิดในสุคติโลกสวรรค์ มีความปรารถนาอย่างนั้นอย่างนี้ ในภพนั้น ภพนี้ อันเป็น ภวตัณหา นำไปสู่การเกิดในภพใหม่  เพื่อเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ตามแต่ตนจะปรารถนา  ไม่ออกไปจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฎสงสารได้ แม้จะไปเกิดในโลกที่เป็นสุคติก็ตาม

     ฉะนั้น ความหมายของคำว่า บุญ จึงหมายถึง  สิ่งที่ทำให้ฟูใจ  และเวียนไปเพื่อความเกิดอีก ไม่มีวันที่สิ้นสุดลงได้

     ส่วนกุศลนั้น เป็นสิ่งที่ทำหน้าที่ แผ้วถางสิ่งกีดขวาง ผูกรัด หรือ รกรุงรัง ไม่ข้องแวะกับความฟูใจ หรือพอใจ เช่นนั้น แต่มีความมุ่งหมายจะกำจัดเสีย ซึ่งสิ่งต่างๆ  อันเป็นเหตุให้พัวพันอยู่ใน กิเลสตัณหา  อันเป็นเครื่องนำ ให้เกิดแล้วเกิดอีก และมีจุดมุ่งหมาย กวาดล้าง สิ่งเหล่านั้น  ออกไปจากตัว


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 24 ต.ค. 2555 13:04 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     กุศล เป็นสภาพธรรมที่ดีงาม เป็นสภาพธรรมที่ตัดซึ่ง อกุศลธรรม กุศลเป็นนามธรรม หมายถึง  สภาพจิตใจที่ดีงาม       ซึ่งจิตใจที่ดีงามนี้ ทำให้เกิดผลที่เป็นสุข, จิตใจที่ดีงาม  ย่อมเป็นเหตุ ทำให้ได้รับ ผลที่ดีงามด้วย  ฉะนั้น  ถ้าใครมีจิตใจที่ดีงาม โดยที่ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง  ขณะนั้นเป็นกุศล รวมความว่า ขณะใดที่ จิตประกอบด้วยเจตสิกที่ดีงาม  เช่น ศรัทธา สติ ปัญญา เป็นต้น  และ ไม่ประกอบด้วย เจตสิกที่ไม่ดี  คือ ไม่มีกิเลส  คือ ไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ     ซึ่งข้อความในพระไตรปิฎก  อธิบายไว้ในศัพท์คำว่า กุศล ไว้ดังนี้ ครับ

พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑   หน้า ๒๒๖ 

     กุศล ศัพท์ ใช้ในอรรถว่า  ความไม่มีโรค  ความไม่มีโทษ  ความฉลาด   และมีสุขเป็นวิบาก.

    สภาวะที่ชื่อว่า  กุศล  เพราะอรรถว่า    ยังปาปธรรมอันบัณฑิตเกลียดให้ไหว  ให้เคลื่อนไป  ให้หวั่นไหว   คือ  ให้พินาศ.

     ชื่อว่า กุศล เพราะอรรถว่า  ธรรมแม้เหล่านี้  ย่อมตัดส่วนทั้งกิเลส (เครื่องเศร้าหมองของจิต) ที่ถึงส่วนทั้งสอง คือ  ที่เกิดขึ้นแล้วและยังไม่เกิด    เหมือนหญ้าคาย่อมบาดส่วนแห่งมือที่ลูบคมหญ้าทั้งสอง เพราะฉะนั้น   จึงชื่อว่า กุศล เพราะอรรถว่า  ย่อมตัด
คือ ย่อมทำลายอกุศล    เหมือนหญ้าคา  ฉะนั้น.

*********************************

ซึ่ง ควรอ่านคำอธิบายเพิ่มเติมของท่านอาจารย์สุจินต์ใน กุศลศัพท์ดังนี้ ครับ

ข้อความบางตอนจากคำบรรยายของท่านอาจารย์

เรื่อง กุศล

    สำหรับ ความหมายของคำว่า “กุศล”   ข้อความในอัฏฐสาลินี  จิตตุปาทกัณฑ์  ได้แสดงความหมายของกุศลศัพท์ มีข้อความว่า

    กุศลศัพท์ ใช้ในอรรถ ว่า   ความไม่มีโรค  ความไม่มีโทษ  ความฉลาด   และ มีสุข เป็นวิบาก.

    คือ ลักษณะของ สภาพธรรมที่เป็น กุศล   ในขณะนั้นเป็นสภาพที่ไม่มีโรค คือ ไม่มีกิเลส ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ ในขณะนั้นเมื่อไม่มีกิเลส ก็ย่อมไม่มีโทษ ไม่เป็นโทษทั้งตนเองและกับบุคคลอื่น ขณะใดที่กิเลสเกิดขึ้น ถ้าไม่พิจารณาว่าขณะนั้นเป็นโรค โรคทางกายเห็นได้  เจ็บปวด ทุกข์ทรมาน ไม่มีใครต้องการเลย  แต่โรคทางใจไม่เคยเห็น แต่ถ้าทราบว่าขณะใดที่กิเลสเกิด ขณะนั้นเป็นโรค เพราะฉะนั้น จิตนี้มีโรคหลายอย่าง แล้วแต่ว่าจะเป็นโรคโลภะ โรคโทสะ โรคอิสสา โรคมัจฉริยะ ก็มีประเภทของโรคต่างๆ ซึ่งก็ปรากฏอาการได้ จากคำพูดหรือว่าการกระทำ

    แต่สำหรับ กุศลธรรม นั้น ไม่มีโรค คือ ไม่มีกิเลส  เพราะฉะนั้น ก็ไม่มีโทษ นอกจากนั้นสำหรับกุศลบางประเภทก็เป็นความฉลาด และกุศลทุกประเภทมีสุขเป็นวิบาก

    สภาวะที่ชื่อว่า  กุศล  เพราะอรรถว่า    ยังปาปกธรรมอันบัณฑิตเกลียด  ให้ไหว  ให้เคลื่อนไป   ให้หวั่นไหว   คือให้พินาศ.   อีกอย่างหนึ่ง  สภาวธรรมใด  ย่อมผูกพันโดยอาการที่บัณฑิตเกลียด   สภาวธรรมนั้น  ชื่อว่า กุสะ ธรรม ที่ชื่อว่า  กุศล เพราะอรรถว่าย่อมถอนขึ้น คือย่อมตัด กุสะ กล่าวคือ อกุศลเหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง ญาณ ชื่อว่า  กุสะ เพราะทำอกุศลอันบัณฑิตเกลียดให้สิ้นสุด  หรือเบาบาง.     อีกอย่างหนึ่ง  ชื่อว่า  กุศล เพราะอรรถว่า อันญาณชื่อ กุสะ นั้นพึงตัด คือ พึงถือเอา  พึงให้เป็นไปทั่วด้วยกุสญาณนั้น.

    นี่คือทุกๆ ขณะที่เป็น กุศล แม้ในขณะนี้

    อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า  กุศล  เพราะอรรถว่า   ธรรมแม้เหล่านี้  ย่อมตัดส่วน สังกิเลส ที่ถึงส่วนทั้งสอง  คือ ที่เกิดขึ้นแล้วและยังไม่เกิด  เหมือนหญ้าคาย่อมบาดส่วนแห่งมือที่ลูบคมหญ้าทั้งสอง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กุศล เพราะอรรถว่า  ย่อมตัด คือ ย่อมทำลายอกุศล เหมือนหญ้าคา  ฉะนั้น.

    ในบรรดา ธรรมทั้งสาม นั้น  กุศล  มีความไม่มีโทษ  และมี วิบากเป็นสุขเป็นลักษณะ อกุศล มีโทษและมีทุกข์เป็นวิบากเป็นลักษณะ  อัพยากตะ ไม่มีวิบากเป็นลักษณะ.

        นี่คือสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเป็นปกติในชีวิตประจำวัน

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 24 ต.ค. 2555 13:11 น.

    ส่วน คำว่า บุญ หมายถึง สภาพธรรม ชำระ ขัดเกลาสันดาน หรือ เป็นสภาพธรรมที่ชำระจิตให้สะอาด (เพราะโดยปกติแล้วจิตสกปรก ด้วยอำนาจของอกุศลธรรม)  จากที่เป็นอกุศล   ก็ค่อย ๆ เป็นกุศลขึ้นในชีวิตประจำวัน    ซึ่งก็ไม่พ้นไปจาก ขณะที่จิตเป็นกุศล   เป็นไปในทาน  เป็นไปในศีล  เป็นไปในการอบรมเจริญความสงบของจิต  และเป็นไปในการอบรมเจริญปัญญา    หากพิจารณาอรรถ   คำว่า  บุญ ที่ว่า สภาพธรรมที่ชำระขัดเกลาสันดาน หรือ ขัดเกลาจิตใจให้สะอาดจากกิเลส   แล้วธรรมอะไร ที่ทำให้จิตปราศจาก กิเลส  ชำระสันดาน  ชำระจิตได้  หากไม่ใช่สภาพธรรม ที่เป็นฝ่ายดี คือต้องเป็นสภาพธรรมที่ปราศจากกิเลส ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ เพราะฉะนั้น สภาพธรรมนั้น ก็ต้องเป็น กุศลจิต กุศลธรรมเช่นกัน เพราะฉะนั้น คำว่า บุญ และ กุศล ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะ  แต่อรรถความหมาย ก็สามารถอธิบาย และ มีความหมายเหมือนกันได้ เพียงแต่ว่า ที่ใช้ชื่อต่างกัน ก็เพราะ แสดงถึง นัยของเทศนาของพระพุทธเจ้า ที่แสดงลักษณะของสภาพธรรมที่ดีงาม ว่าทำหน้าที่ได้หลายอย่าง  เช่น กุศล คือ ธรรมที่ไม่มีโรค ไม่มีโทษ ขัดเกลากิเลส    บุญ ก็เป็นทำหน้าที่ชำระสันดาน คือ ชำระจิตให้ปราศจากกิเลส เพราะฉะนั้น ทั้ง บุญ และ กุศล ต่างก็เป็นธรรมฝ่ายดีทั้งสองประการ ครับ

    ดังข้อความในพระไตรปิฎกที่ว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้าที่ 142

                             กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์     พึงศึกษา

                 บุญนั่นแล     อันสูงสุดต่อไป ซึ่งมีสุขเป็นกำ

                 ไร   คือ   พึงเจริญทาน  ๑      ความประพฤติ

                 สงบ  ๑     เมตตาจิต  ๑    บิณฑิตครั้นเจริญ

                 ธรรม  ๓  ประการ  อันเป็นเหตุเกิดแห่งความ

                 สุขเหล่านี้แล้ว   ย่อมเข้าถึงโลกอันไม่มีความ

                 เบียดเบียน  เป็นสุข.

 ---------------------------------------------------------------

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔- หน้าที่ 150

          ในบทเหล่านั้น    บทว่า   ปุญฺเมว   โส    สิกฺเขยย   ความว่ากุลบุตร ผู้ใคร่ประโยชน์   พึงศึกษา  พึงดำรงมั่น  พึงเสพธรรมเป็น กุศล ๓ อย่าง  อันได้ชื่อว่า บุญ เพราะให้เกิดผลน่าบูชา     และเพราะชำระสันดานของตน.  บทว่า   อายตคฺค ความว่า  บุญ  ชื่อว่า   อายตคฺค   เพราะมีผลไพบูลย์มีผลยิ่งใหญ่  หรือสูงสุดต่อไป เพราะมีผลน่ารัก น่าพอใจ  หรือเพราะเลิศด้วยความเจริญ  คือ  ด้วยความยิ่งใหญ่และสูงสุดด้วยปัจจัย  มีโยนิโสมนสิการเป็นต้น

    อีกอย่างหนึ่ง บุญ  ชื่อ  อายตคฺค  เพราะเลิศ  คือ เป็นประธานทางความเจริญ อันเป็นผลน่าพอใจ.  อธิบายว่า   ต่อจากนั้นก็มีสุขเป็นกำไร  คือ  มีสุขเป็นวิบาก.

    ท่านถามว่า  ก็บุญนั้นเป็นไฉน   และกุลบุตรพึงศึกษาบุญได้อย่างไร.

    ตอบว่า  พึงบำเพ็ญทาน  สมจริยา  และเมตตาจิต.

 -------------------------------------------------------------------

    จะเห็นนะครับว่า ข้อความในพระไตรปิฎก แสดงถึง กุศศล 3 คือ ทาน ศีล และ การเจริญเมตตาจิต ก็คือ บุญ นั่นเองครับ และข้อความในพระไตรปิฎกก็แสดงความหมายของบุญด้วย

     ความหมายของบุญ

  1. บุญ เป็นสภาพธรรมให้ผลที่เลิศ
  2. บุญ เป็นสภาพธรรมที่ชำระสันดาน คือ ขัดเกลากิเลสที่เกิดที่จิต
  3. บุญ เป็นสภาพธรรมที่ให้ผลที่ดี และ ให้ผลไพบูลย์
  4. บุญ เป็นสภาพธรรมที่มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก

     จะเห็นนะครับว่า จากความหมายของ บุญ ตามพระธรรมที่ พระพุทธเจ้า ทรงแสดงสอดคล้องกับ ความหมายของคำว่า กุศล  กุศลมีดังนี้

     ความหมายของกุศล

   1.ความไม่มีโรค 

   2.ความไม่มีโทษ 

   3.ความฉลาด 

   4.มีสุขเป็นวิบาก

   5.ชำระขัดเกลากิเลส

     ซึ่ง บุญ ก็เป็นสภาพธรรม ที่ชำระล้างสันดาน ก็คือ ขัดเกลากิเลส ดังเช่นกุศล  บุญ เป็นสภาพธรรม ที่มีสุขเป็นผล เป็นกำไร ให้ได้ผลที่ดี ก็ตรงกับความหมายของกุศลที่มีสุขเป็นวิบาก

     นี่แสดงถึง คำว่า บุญ และ กุศล ที่มีความหมายเหมือนกัน สามารถใช้กันได้ ต่างกันที่พยัญชนะ ครับ

 ---------------------------------------------------------------

ส่วนข้อความที่ผู้ถามยกมาที่ว่า

    คำว่า บุญ มีความหมายว่า ทำให้ฟู หรือพองขึ้น บวมขึ้น นูนขึ้น ส่วนคำว่า กุศล นั้นแปลว่า แผ้วถาง ให้ราบเตียนไป  โดยความหมายเช่นนี้ เราย่อมเห็นได้ว่า เป็นของคนละอย่างหรือเดินคนละทาง  บุญเป็นสิ่งที่ทำให้ฟูใจ พอใจ ชอบใจ เช่น ทำบุญให้ทานหรือรักษาศีลก็ตาม แล้วก็ฟูใจ อิ่มเอิบ หรือแม้ที่สุดแต่รู้สึกว่าตัวได้ทำสิ่งที่ทำยาก

     ในกรณีที่ทำบุญเอาหน้า เอาเกียรติ อย่างนี้ ก็ได้ชื่อว่า ได้บุญเหมือนกัน  แม้จะเป็นบุญ ชนิดที่ไม่สู้จะแท้ หรือแม้ในกรณีที่ทำบุญด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพื่อเอาบุญกันจริงๆ ก็ยังอดฟูใจไม่ได้ว่า ตนจะได้เกิดในสุคติโลกสวรรค์  มีความปรารถนาอย่างนั้นอย่างนี้ ในภพนั้น ภพนี้   อันเป็น ภวตัณหา นำไปสู่ การเกิดในภพใหม่ เพื่อเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ตามแต่ตนจะปรารถนา ไม่ออกไปจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฎสงสารได้  แม้จะไปเกิดในโลกที่เป็นสุคติก็ตาม

---------------------------------------------------------------

   - บุญไม่ได้มีความหมายว่า ฟูใจ แต่มีความหมายว่า ชำระสันดาน  เพราะ หากเข้าใจว่าเป็น การฟูใจ อิ่มเอิบใจ  ก็จะสำคัญโสมนัสเวทนา  ความรู้สึกเป็นสุข ที่เกิดกับโลภะ ว่าเป็นบุญได้  ซึ่ง ขณะที่อยากทำบุญ ต้องการบุญ หรือ อิ่มเอิบใจ ด้วยโลภะ พอใจในบุญที่ทำ ไม่ใช่บุญ    แต่เป็นอกุศลจิต ที่เป็นโลภะที่เกิดพร้อมกับโสมนัสเวทนา ไม่ใช่บุญ เพราะไม่ได้ชำระสันดาน ชำระขัดเกลากิเลส แต่กลับเพิ่มกิเลส ครับ    บุญ จึงเป็นอกุศลไม่ได้เลย   แต่บุญ เป็นสภาพธรรมฝ่ายดี มี กุศลจิต กุศลธรรม ครับ

     เพราะฉะนั้น   พระธรรมเป็น เรื่องละเอียดลึกซึ้ง  จึงควรเข้าใจว่า  ที่ใช้ สองคำ คือ บุญ และกุศล  เพราะ โดยนัยธรรมเทศนาที่แตกต่างกัน แต่โดยอรรถ ความหมาย ก็ไม่ต่างกันตามที่กล่าวมาทั้งหมด  เพราะ บุญ ก็คือ กุศล และ กุศล ก็คือ บุญ ครับ

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ใฝ่รู้
วันที่ 24 ต.ค. 2555 16:26 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 24 ต.ค. 2555 17:13 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

    ขณะที่อกุศลธรรมเกิดขึ้นเป็นไป หรือ แม้กระทั่งในขณะที่หลับสนิท ขณะนั้น บุญไม่เกิด  กุศลไม่เกิด    แต่เมื่อใดที่สติเกิด ระลึกได้เป็นไปในกุศลประการต่าง ๆ  กล่าวคือ ระลึกเป็นไปใน ทาน ศีล ความสงบของจิต และการอบรมเจริญปัญญา เมื่อนั้นบุญย่อมเจริญซึ่งไม่จำกัดเลย

    ที่ควรพิจารณา คือ บุญ ไม่ใช่มีแต่เฉพาะทานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  ที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญ ที่เป็นบุญกิริยาวัตถุมี ๑๐ ประการ คือ

๑. ทาน การให้วัตถุสิ่งของเพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้รับ

๒. ศีล ได้แก่ ความประพฤติทางกาย  ทางวาจา  ที่เป็นกุศล  คือ ไม่เบียดเบียนบุคคลอื่นให้เดือดร้อน

๓. ภาวนา การอบรมจิตให้สงบ   คือ สมถภาวนา ๑  และการอบรมให้เกิดปัญญา วิปัสสนาภาวนา ๑

๔. อปจายนะ การอ่อนน้อมต่อผู้ที่ควรอ่อนน้อม ก็เป็นบุญ เพราะว่าจิตใจในขณะนั้นไม่หยาบกระด้างด้วยความถือตัว

๕. เวยยาวัจจะ การสงเคราะห์แก่ผู้ที่ควรสงเคราะห์  ไม่เลือกสัตว์ บุคคล  ผู้ใดที่อยู่ในสภาพที่ควรสงเคราะห์ช่วยเหลือให้ความสะดวก ให้ความสบาย ก็ควรจะสงเคราะห์แก่ผู้นั้น แม้เพียงเล็กน้อยในขณะนั้น ก็เป็นกุศลจิต เป็นบุญ

๖. ปัตติทาน การอุทิศส่วนกุศล ให้บุคคลอื่นได้ร่วมอนุโมทนา  ซึ่งจะเป็นเหตุให้กุศลจิตของบุคคลอื่นเกิดได้

๗. ปัตตานุโมทนา การอนุโมทนาแก่ผู้อื่นที่ได้กระทำกุศล     เพราะเหตุว่า ถ้าเป็นคนพาล  ไม่สามารถจะอนุโมทนาได้เลย   เพราะฉะนั้น  ขณะใดที่ได้ทราบการกระทำบุญกุศลของบุคคลอื่น   ก็ควรเป็นผู้ที่มีจิตยินดี ชื่นชม อนุโมทนา ในกุศลกรรมของบุคคลอื่นที่ตนได้ทราบนั้น ไม่ใช่เป็นผู้ที่ตระหนี่แม้แต่จะชื่นชมยินดีในบุญกุศลของบุคคลอื่น

๘. ธัมมเทศนา การแสดงธรรมแก่ผู้ต้องการฟัง   ไม่ว่าเป็นญาติ มิตรสหาย หรือบุคคลใดก็ตาม  ซึ่งสามารถจะอนุเคราะห์ให้เขาได้เข้าใจเหตุผล ในพระธรรมวินัย  ก็ควรที่จะได้แสดงธรรมแก่บุคคลนั้น

๙. ธัมมัสสวนะ การฟังธรรม  เพื่อความเข้าใจถูก เห็นถูก ในสภาพธรรม ตรงตามความเป็นจริง ก็เป็นบุญ

๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์    การกระทำความเห็นให้ตรง ตามสภาพธรรม และเหตุผล ของสภาพธรรมนั้น ๆ ธรรมใดที่เป็นกุศล  ก็ให้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง ว่า  เป็นกุศลจริงๆ ธรรมใดที่เป็น อกุศล   ก็ให้พิจารณากระทำความเห็นให้ตรงตาม สภาพธรรม จริงๆ ว่า สภาพธรรมนั้นเป็นอกุศล ไม่ปะปนกุศลธรรมกับอกุศลธรรม

    พระธรรมที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษา  มีความละเอียด ลึกซึ้ง เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้ที่ได้ศึกษา และมีความเข้าใจ ไปตามลำดับอย่างแท้จริง  เพราะทุกส่วนของคำสอนที่พระองค์ทรงแสดงนั้น เป็นไป เพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรมอย่างแท้จริง  ซึ่ง  กล่าวโดยอรรถแล้ว บุญ กับ กุศล อรรถอย่างเดียวกัน เพราะแสดงถึง สภาพธรรมที่ดีงามทั้งหมด  แม้พยัญชนะจะต่างกันก็ตาม  ขึ้นอยู่กับว่าจะมุ่งหมายถึง  กุศลระดับใด  บุญระดับใด นั่นเอง  ถ้าเป็น บุญสูงสุด กุศลสูงสุด แล้ว ต้องเป็นในระดับ โลกุตตระ สามารถดับกิเลสได้ตามลำดับขั้น

    สภาพธรรมที่ชำระจิตให้สะอาดจากอกุศล เกิดขึ้นเมื่อใด ก็ขจัดขัดเกลาอกุศลธรรม เป็นเรื่องของ บุญ, กุศล จากที่เป็นอกุศล  ก็ค่อย ๆ เป็นกุศลขึ้นในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็ไม่พ้นไปจาก ขณะที่จิตเป็น กุศล  เป็นไปในทาน  เป็นไปในศีล  เป็นไปใน การอบรมเจริญความสงบของจิต และเป็นไปในการอบรมเจริญปัญญา  โดยที่ไม่มีตัวตนที่จะไปทำบุญ  เพราะบุญอยู่ที่สภาพจิต จิตเป็นกุศลก็เป็นบุญ  ในทางตรงกันข้าม  ถ้าจิตเป็นอกุศลก็ไม่ใช่บุญ 

    ดังนั้น ผู้ที่เห็นประโยชน์ของ การขัดเกลากิเลส   ก็จะไม่ละเลยโอกาส ในการเจริญกุศลประการต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน    เพราะถ้ากุศลไม่เกิด  ก็จะเป็นโอกาสให้ อกุศลเกิด พอกพูนหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ  ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 24 ต.ค. 2555 17:42 น.

จะเรียกคำไหนก็ได้ บุญกับกุศลก็เหมือนกัน เช่น คำว่ากินข้าว หรือทานข้าวความหมายก็เหมือนกัน บุญ หรือ กุศล ก็เป็นธรรมที่ดีงาม ให้ผลเป็นสุข ไม่มีโทษ ไม่มีภัยกับใคร เพราะฉะนั้น การฝังทรัพย์ด้วยการทำบุญเจริญกุศล ไม่ว่าโจร หรือ ใครก็ไม่สามารถเอาไปได้ ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
songjea
วันที่ 24 ต.ค. 2555 18:07 น.

ขออนุโมทนาครับ

บุญ คือ กุศล กุศล คือ บุญ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
nopwong
nopwong
วันที่ 25 ต.ค. 2555 20:34 น.

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
ผ้าเช็ดธุลี
ผ้าเช็ดธุลี
วันที่ 26 ต.ค. 2555 10:08 น.

กราบขอบพระคุณ  อาจารย์  ทุกท่านอย่างสูง

และ พี่พรรณี กะ ผู้ร่วมสนทนา ด้วยครับ

อนุโมทนากุศลที่ทุกท่านได้เจริญแล้ว

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
nong
วันที่ 27 ต.ค. 2555 13:24 น.

 ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
kinder
วันที่ 29 ต.ค. 2555 00:29 น.

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
ใหญ่ราชบุรี
ใหญ่ราชบุรี
วันที่ 11 มิ.ย. 2558 11:38 น.
สาธุ อนุโมทนา และขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
jirat wen
jirat wen
วันที่ 29 ก.ย. 2558 09:23 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
Guest
วันที่ 5 ต.ค. 2558 18:50 น.

   กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
Liger
Liger
วันที่ 1 ส.ค. 2560 05:56 น.

ผูุ้ถามต้องการข้อแตกต่าง สรุปได้อย่างว่าบุญต้องทำ ส่วนกุศลต้องเจริญ ส่วนละเอียดก็เป็นดังที่อาจารย์ประเดิมสรุปครับ อนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
peem
วันที่ 7 พ.ค. 2561 06:07 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ