Loading...
 21917   มงคลสูตร.. พรรณนาคาถาว่าอเสวนาจ (การไม่คบคนพาล เป็นมงคลอุดม)
pirmsombat
วันที่ 18 ต.ค. 2555 10:47 น.
อ่าน 5,407
 
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ข้อความบางตอนจาก   มงคลสูตร

พรรณนาคาถาว่าอเสวนาจ  พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสดับคำของเทพบุตรนั้น อย่างนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถาว่า อเสวนา จ พาลานํเป็นต้น. ในพระคาถานั้น บทว่า  อเสวนา ได้แก่ การไม่คบ ไม่เข้าไปใกล้.
บทว่า พาลานํ ความว่า ชื่อว่าพาล เพราะเป็นอยู่ หายใจได้อธิบายว่า เป็นอยู่โดยเพียงหายใจเข้าหายใจออก ไม่เป็นอยู่โดยความเป็นอยู่ด้วยปัญญา. ซึ่งพาลเหล่านั้น. บทว่า ปณฺฑิตานํ ความว่า ชื่อว่าบัณฑิต เพราะดำเนินไป อธิบายว่า ดำเนินไปด้วยคติ คือความรู้ในประโยชน์ที่เป็นปัจจุบันและภายภาคหน้าซึ่งบัณฑิตเหล่านั้น.  บทว่า เสวนาได้แก่ การคบ การเข้าใกล้ ความมีบัณฑิตนั้นเป็นสหาย มีบัณฑิตนั้น เป็นเพื่อน ความพรักพร้อมด้วยบัณฑิตนั้น.  บทว่า ปูชาได้แก่ การสักการะ เคารพนับถือ กราบไหว้. บทว่า ปูชเนยฺยานํแปลว่า ผู้ควรบูชา.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 171
บทว่า เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประมวลการไม่คบพาล ๑ การคบบัณฑิต ๑ การบูชาผู้ที่ควรบูชา ๑ ทั้งหมดจึงตรัสว่า เอตมฺมงฺคลมุตฺตม. ท่านอธิบายว่า คำใดท่านถามว่า โปรดตรัสบอกมงคลอันอุดมเถิด ท่านจงถือคำนั้นว่า มงคลอันอุดม ในข้อนั้นก่อนนี้เป็นการพรรณนาบทแห่งคาถานี้.ส่วนการพรรณนาความแห่งบทนั้น พึงทราบดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสดับคำของเทพบุตรนั้นอย่างนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า อเสวนา จ พาลานํ  เป็นต้น.  ในคาถานั้น คาถามี คือ ปุจฉิตคาถาอปุจฉิตคาถาสานุสันธิกคาถาอนนุสันธิกคาถา.

บรรดาคาถาทั้ง ๔ นั้น คาถาที่ทรงถูกผู้ถามถามแล้ว จึงตรัสชื่อว่า  ปุจฉิตคาถาได้ในประโยคเป็นต้นอย่างนี้ว่า ปุจฺฉามิตํโคตมภูริปญฺญกถํกโรสาวโกสาธุโหติท่านพระโคดม ผู้มีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดินข้าพเจ้าขอถามท่าน สาวกทำอย่างไรจึงเป็นคนดี และประโยคว่า กถํนุตฺวํมาริสโอฆมตริท่านผู้นิรทุกข์ ท่านข้ามโอฆะอย่างไรเล่าหนอ.

คาถาที่พระองค์ไม่ได้ถูกถามแต่ตรัสโดยพระอัธยาศัยของพระองค์เองชื่อว่า อปุจฉิตคาถาได้ในประโยคเป็นต้นอย่างนี้ว่า ยํปเรสุขโตอาหุตทริยาอาหุทุกฺขโตคนอื่น ๆ กล่าวสิ่งใดว่าเป็นสุข พระอริยะทั้งหลายกล่าวสิ่งนั้นว่าเป็นทุกข์. คาถาของพระพุทธะทั้งหลายแม้ทั้งหมด ชื่อว่า  สานุสันธิกคาถาเพราะบาลีว่า สนิทานาหํภิกฺขเวธมฺมํเทเสสฺสามิ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมมีนี้ท่านคือเหตุ ดังนี้. ที่ชื่อว่าอนสุสินธิคาถาคาถาไม่มีเหตุ ไม่มีในศาสนานี้ ก็บรรดาคาถาเหล่านี้ดังกล่าวมานี้ คาถามีชื่อว่า ปุจฉุตคาถาเพราะเป็นคาถาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกเทพบุตรทูลถามแล้วจึงตรัสตอบ. ก็คาถานี้ บอกคนที่ไม่ควรคบ ในคนที่ควรคบและไม่ควรคบ แล้วจึงบอกคนที่ควรคบ เปรียบเหมือนบุรุษผู้ฉลาดรู้จักทาง รู้จักทั้งที่มิใช่ทาง ถูกถามถึงทาง จึงบอกทางที่ควรละเว้นเสียก่อนแล้ว ภายหลังจึงบอกทางที่ควรยึดถือไว้ว่า ในที่ตรงโน้นมีทางสองแพร่ง.  ในทางสองแพร่งนั้น พวกท่านจงละเว้นทางซ้ายเสียแล้ว ยึดถือเอาทางขวาฉะนั้น. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นเสมือนบุรุษผู้ฉลาดในทางอย่างที่ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนติสสะคำว่าบุรุษผู้ฉลาดในทางนี้เป็นชื่อของตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า. จริงอยู่ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นฉลาดรู้โลกนี้ฉลาดรู้โลกอื่นฉลาดรู้ถิ่นมัจจุฉลาดรู้ทั้งมิใช่ถิ่นมัจจุฉลาดรู้บ่วงมารฉลาดรู้ทั้งมิใช่บ่วงมารเพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสบอกถึงบุคคลที่ไม่ควรคบก่อน จึงตรัสว่า การไม่คบพาล การคบบัณฑิต  ความจริงคนพาลทั้งหลายไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้เหมือนทางที่ควรละเว้น แต่นั้น ก็ควรคบ  ควรเข้าใกล้แต่บัณฑิตเหมือนทางที่ควรยึดถือไว้. ผู้ทักท้วงกล่าวว่า ก็เพราะเหตุไร  พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสมงคล จึงตรัสการไม่คบพาลและการคบบัณฑิตก่อน ขอชี้แจงดังนี้ เพราะเหตุที่พวกเทวดาและมนุษย์ยึดความเห็นว่ามงคลในสิ่งที่เห็นแล้วเป็นต้นนี้ ด้วยการคบพาล ทั้งการคบพาลนั้น ก็ไม่เป็นมงคล ฉะนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงติเตียนการสมคบกับคนที่มิใช่กัลยาณมิตร  ซึ่งหักรานประโยชน์ทั้งโลกนี้และโลกหน้าและทรงสรรเสริญการสมาคมกับกัลยาณมิตร  ซึ่งให้สำเร็จประโยชน์ในโลกทั้งสอง จึงตรัสการไม่คบพาลและการคบบัณฑิตก่อน แก่เทวดาและมนุษย์เหล่านั้น.

สัตว์ทั้งหลายทุกประเภท ผู้ประกอบด้วยอกุศลกรรมบถมีปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่า พาลในจำนวนพาลและบัณฑิตนั้น. พาลเหล่านั้น จะรู้ได้ก็ด้วยอาการทั้งสาม เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้.

พระสูตรว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พาลลักษณะของพาล ๓ เหล่านี้. อนึ่ง ครูทั้ง ๖ มีปูรณกัสสปเป็นต้น และสัตว์อื่น ๆ เห็นปานนั้นเหล่านั้น คือ เทวทัตโกกาลิกะกฏโมทกะติสสขัณฑาเทวีบุตรสมุทททัตตะนางจิญจมาณวิกาเป็นต้น และพี่ชายของทีฆวิทะครั้งอดีตพึงทราบว่า พาลพาลเหล่านั้น ย่อมยังตนเองและเหล่าคนที่ทำตามคำของตนให้พินาศด้วยทิฏฐิคตะความเห็นที่คนถือไว้ไม่ดี ดังเรือนที่ถูกไฟไหม้ เหมือนพี่ชายของทีฆวิทะ ล้มลงนอนหงาย ด้วยอัตภาพประมาณ ๖๐ โยชน์ หมกไหม้อยู่ในมหานรก อยู่ถึง พุทธันดร และเหมือนตระกูล ๕๐๐ ตระกูล ที่ชอบใจทิฏฐิความเห็นของพี่ชายของทีฆวิทะนั้น เข้าอยู่ร่วมเป็นสหายของพี่ชายของทีฆวิทะนั่นแหละ หมกไหม้อยู่ในมหานรกฉะนั้น. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายไฟลามจากเรือนไม้อ้อหรือเรือนหน้าย่อมไหม้แม้เรือนยอดซึ่งฉาบไว้ทั้ง ข้างนอก ข้างในกันลมได้ลงกลอนสนิทปิดหน้าต่างไว้เปรียบฉันใดดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภัยทุกชนิดย่อมเกิดเปรียบฉันนั้นเหมือนกันภัยเหล่านั้นทั้งหมดเกิดจากพาล  ไม่เกิดจากบัณฑิต. อุปัทวะทุกอย่างย่อมเกิดฯลฯอุปสรรคทุกอย่างย่อมเกิดฯลฯ  ไม่เกิดจากบัณฑิต. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายดังนั้นแลพาลเป็นภัยบัณฑิตไม่เป็นภัย  พาลอุบาทว์บัณฑิตไม่อุบาทว์พาลเป็นอุปสรรค  บัณฑิตไม่เป็นอุปสรรคดังนี้.

อนึ่ง พาลเสมือนปลาเน่า ผู้คบพาลนั้น ก็เสมือนห่อด้วยใบไม้ที่ห่อปลาเน่า ย่อมประสบภาวะที่วิญญูชนทอดทิ้ง และรังเกียจ. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า  ปูติมจฺฉํกุสคฺเคนโยนโรอุปนยฺติ   กุสาปิปูตีวายนฺติเอวํพาลูปเสวนานรชนผู้ใดผูกปลาเน่าด้วยปลายหญ้าคาแม้หญ้าคาของของนรชนผู้นั้นก็มีกลิ่นเน่าฟุ้งไปด้วยการคบพาลก็เป็นอย่างนั้น
อนึ่งเล่า เมื่อท้าวสักกะจอมทวยเทพประทานพร แก่กิตติบัณฑิต  ก็กล่าวอย่างนี้ว่าพาลํปสฺเสสุเณพาเลนสํวเส  พาเลนลฺลาปสลฺลาปํกเรโรจเย. ไม่ควรพบพาลไม่ควรพึงไม่ควรอยู่ร่วมกับพาลไม่พึงทำการเจรจาปราศรัยกับพาลและไม่ควรชอบใจ.

ท้าวสักกะ ตรัสถามว่า  กินฺนุเตอกรํพาโลวทกสฺสปการณํ   เกนกสฺสปพาลสฺสทสฺสนํนาภิกงฺขสิ.   ท่านกัสสปะทำไมหนอพาลจึงไม่เชื่อท่าน  โปรดบอกเหตุมาสิเพราะเหตุไรท่านจึงไม่อยากเห็น  พาลนะท่านกัสสปะ.

อกัตติบัณฑิตตอบ
อนยํ
นยติทุมฺเมโธอธุรายํนิยุญฺชติ   ทุนฺนโยเสยฺยโสโหติสมฺมาวุตฺโตปกุปฺปติ   วินยํโสชานาติสาธุตสฺสอทสฺสนํคนปัญญาทรามย่อมแนะนำข้อที่ไม่ควรแนะนำ  ย่อมประกอบคนไว้ในกิจที่มิใช่ธุระ  การแนะนำเขาก็แสนยาก  เพราะเขาถูกว่ากล่าวโดยดีก็โกรธ  พาลนั้นไม่รู้จักวินัย  การไม่เห็นเขาเสียได้ก็เป็นการดีพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงติเตียนการคบพาลโดยอาการทั้งปวงอย่างนี้   จึงตรัสว่าการไม่คบพาลเป็นมงคล

 

  ความคิดเห็นที่ 1  
ไตรสรณคมน์
วันที่ 18 ต.ค. 2555 12:04 น.
 

ถ้าพิจารณาโดยนัยปรมัตถธรรม ๔  ขณะใดที่จิตเป็น "อกุศล"  ขณะนั้นชื่อว่าเป็น "คนพาล" ค่ะเพราะฉะนั้น ความเป็นคนพาลจึงไม่ใช่สิ่งที่น่ามีน่ายินดีน่าคบเลย ใช่มั้ยค่ะ

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
kinder
วันที่ 18 ต.ค. 2555 18:12 น.
 

ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
nong
วันที่ 19 ต.ค. 2555 08:32 น.
 

 ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

เขียนความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่