Loading...
 21781   อุทธัจจะ
gboy
วันที่ 24 ก.ย. 2555 14:19 น.
อ่าน 1,145
 
 

ขอเรียนถามอาจารย์ครับเกี่ยวกับ

๑ โมหะมูลจิตที่สัมปยุตด้วยอุทธัจจะ อย่างไรเรียกว่าฟุ้งซ่านครับ เช่นคิดเป็นจำนวน

กี่เรื่องต่อๆกันครับ

๒ กามาวจรมหากิริยาจิตเกิดขณะทำอะไรครับ

ขอบพระคุณครับ

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
วันที่ 25 ก.ย. 2555 07:21 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

โมหมูลจิต  คือ  จิตที่เกิดร่วมกับโมหเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่หลง ไม่รู้ความจริง

ของสภาพธรรมทั้งหลายโมหมูลจิตมี ๒ ประเภท คือ

ดวงที่ ๑ อุเปกฺขาสหคตํ วิจิกิจฺฉาสมฺปยุตฺตํ

โมหมูลจิตเกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยความสงสัย (วิจิกิจฉาเจตสิก)

ในความจริงของสภาพธรรมทั้งหลาย

ดวงที่ ๒ อุเปกฺขาสหคต  อุทธจฺสมฺปยุตฺตํ

โมหมูลจิตเกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบกับความฟุ้งซ่าน (อุทธัจจเจตสิก)

ซึ่ง อุทธัจจะคืออะไร ?  คือ  ความฟุ้ง   ความไม่สงบแห่งจิต  ความซัดส่ายแห่งจิต

ความหมุนเวียนแห่งจิต. นี่คือคำอธิบายในพระไตรปิฎก  

     สำหรับ อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน  เกิดกับอกุศลจิตทุกๆประเภท ดังนั้น ขณะใดที่

อกุศลจิตเกิด ขณะนั้นฟุ้งซ่านแล้ว แม้เพียงเล็กน้อย ซึ่ง ในพระไตรปิฎกก็อธิบาย

อุทธัจจะว่า คือ ความไม่สงบแห่งจิต อกุศลเพียงเล็กน้อย แม้เป้นโมหะมุลจิตที่

ประกอบอด้วยอุทธัจจะ ขณะนั้น จิตไม่สงบด้วยอำนาจอกุศล เพราะฉะนั้น คำว่า

อุทธัจจะ จึงมีความหมายหลากหลายนัย ทั้ง ความฟุ้งซ่าน และ ความไม่สงบแห่งจิต

ความซัดซ่ายแห่งจิตในขณะนั้น แม้เพียงเล้กน้อย ที่เป็นอกุศล ก็ชือ่ว่าไม่สงบ เพราะ

อกุศล ไม่ทำให้สงบจากนิวรณ์ กิเลส และฟุ้งไปด้วยอำนาจกิเลสที่เกิดขึ้น ดังนั้น จึง

ไม่ได้หมายความว่า ความฟุ้งซ่านที่เป็นอุทธัจจะ จะต้องเป็นการคิดเป็นเรื่องราว

หลายๆเรื่อง จะเป็นความฟุ้งซ่านที่หมายถึงอุทธัจจะ แต่แม้อกุศลจิตที่เกิดขึ้นเพียง

เล็กน้อย ยังไม่ได้คิดเป็นเรื่องราวมากมาย หลายๆเรือ่งก็เป็นอุทธัจจะด้วยความหมาย

ความไม่สงบแห่งจิตนั่นเองครับ ซึ่งพระอรหันต์เท่านั้นที่จะละอุทธัจจะเจตสิก ได้

************************************

๒ กามาวจรมหากิริยาจิตเกิดขณะทำอะไรครับ

กามาวจรมหากิริยาจิต เรียกว่า มหากิริยาจิต

  มหากิริยาจิตมหา  ( ใหญ่ , มาก ) + กิริยา ( สักว่ากระทำ ) + จิตฺต ( จิต )

กิริยาจิตที่เป็นไปในอาการมาก   หมายถึง    สเหตุกกิริยาจิตของพระอรหันต์ที่เป็น

กามาวจรภูมิ    ที่เรียกว่า   มหากิริยา   เพราะเป็นจิตที่เป็นไปในบุญกิริยาวัตถุ   ๑๐ 

คือ ในการกระทำความดีต่างๆ ของพระอรหันต์

รู้อารมณ์ได้ทั้ง ๖   มีอธิบดี   ๔   และเป็นไปในทวารทั้ง   ๓     มหากิริยาจิตนี้มีสภาพ

คล้ายกับมหากุศลจิต  เพราะเป็นไปในอาการต่างๆ  เหมือนกัน    เพียงแต่เกิดกับผู้ที่ไม่

ใช่พระอรหันต์ก็เป็นมหากุศลจิต        แต่ถ้าเกิดกับพระอรหันต์ก็เป็นมหากิริยาจิต  มี  ๘

ดวง   คือ

๑.  โสมนสฺสสหคตํ         ญาณสมฺปยุตฺตํ        อสงฺขาริกํ .

มหากิริยาจิตที่เกิดพร้อมกับความรู้สึกดีใจ ( แช่มชื่น )    ประกอบด้วยปัญญา  

เป็นจิตที่มีกำลัง  ( ไม่มีการชักชวน )

๒.  โสมนสฺสสหคตํ         ญาณสมฺปยุตฺตํ        สสงฺขาริกํ .

มหากิริยาจิตที่เกิดพร้อมกับความรู้สึกดีใจ ( แช่มชื่น )    ประกอบด้วยปัญญา  

เป็นจิตที่มีกำลัง  (มีการชักชวน )

๓.  โสมนสฺสสหคตํ         ญาณวิปฺปยุตฺตํ        อสงฺขาริกํ .

มหากิริยาจิตที่เกิดพร้อมกับความรู้สึกดีใจ ( แช่มชื่น )  ไม่ประกอบด้วยปัญญา  

เป็นจิตที่มีกำลัง  ( ไม่มีการชักชวน )

๔.  โสมนสฺสสหคตํ         ญาณวิปฺปยุตฺตํ        สสงฺขาริกํ .

มหากิริยาจิตที่เกิดพร้อมกับความรู้สึกดีใจ ( แช่มชื่น )   ไม่ประกอบด้วยปัญญา  

เป็นจิตที่มีกำลัง  (มีการชักชวน )

๕.  อุเปกฺขาสหคตํ            ญาณสมฺปยุตฺตํ        อสงฺขาริกํ .

มหากิริยาจิตที่เกิดพร้อมกับความรู้สึกเฉยๆ     ( ไม่สุขไม่ทุกข์ )     ประกอบด้วย

ปัญญา   เป็นจิตที่มีกำลัง  (ไม่มีการชักชวน )

๖.  อุเปกฺขาสหคตํ            ญาณสมฺปยุตฺตํ        สสงฺขาริกํ .

มหากิริยาจิตที่เกิดพร้อมกับความรู้สึกเฉยๆ     ( ไม่สุขไม่ทุกข์ )     ประกอบด้วย

ปัญญา   เป็นจิตที่มีกำลัง  ( มีการชักชวน )

๗.  อุเปกฺขาสหคตํ            ญาณวิปฺปยุตฺตํ        อสงฺขาริกํ .

มหากิริยาจิตที่เกิดพร้อมกับความรู้สึกเฉยๆ   ( ไม่สุขไม่ทุกข์ )    ไม่ประกอบด้วย

ปัญญา  เป็นจิตที่มีกำลัง  (ไม่มีการชักชวน )

๘.  อุเปกฺขาสหคตํ            ญาณวิปฺปยุตฺตํ        สสงฺขาริกํ .

มหากิริยาจิตที่เกิดพร้อมกับความรู้สึกเฉยๆ     ( ไม่สุขไม่ทุกข์ )     ประกอบด้วย

ปัญญา   เป็นจิตที่มีกำลัง  ( มีการชักชวน )

 

  มหากิริยาจิต   มีอีกชื่อหนึ่งว่า กามโสภณกิริยาจิต  หรือกามาวจรสเหตุ-

กกิริยาจิต  
ป็นทวิเหตุกะ   ๔   ดวง   มีเหตุ   ๒    ( อโลภเหตุและอโทสเหตุ )

เป็นติเหตุกะ  ๔  ดวง   มีเหตุ ๓ ( อโลภเหตุ  อโทสเหตุ  และอโมหเหตุ )

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา ครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
khampan.a
วันที่ 25 ก.ย. 2555 17:36 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     โดยปกติแล้ว ขณะที่เป็นอกุศลจะไม่ปราศจากความฟุ้งซ่านเลย   เพราะอุทธัจจะ

เป็นอกุศลสาธารณเจตสิกที่เกิดร่วมกับอกุศลจิตทุกประเภท จะไม่เกิดร่วมกับกุศลจิต

เลย    เพราะเหตุว่าขณะที่กุศลจิตเกิดขึ้นนั้น สงบจากอกุศล นี้คือ ความเป็นจริงของ

ธรรมที่ใคร ๆ     ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง     และไม่สามารถที่จะบังคับบัญชาได้เลย

เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย       ตัวอย่างขณะที่เป็นโมหะที่ประกอบด้วยอุทธัจจะ นั้น เช่น

ในขณะที่งง ตื้อ ๆ คิดอะไรไม่ออก ขณะนั้นก็ไม่สงบ และ มีความไม่รู้เกิดร่วมด้วย และ

ถ้าเป็นโมหะที่เกิดร่วมกับความสงสัย ขณะนั้นก็สงสัยในสภาพธรรม   ทั้งไม่รู้ความจริง

และ มีความไม่สงบด้วย

     -มหากิริยาจิต เป็นจิตของพระอรหันต์ทั้งหมดจะไม่เกิดมีบุคคลนอกนี้ มหากิริยาจิต

เป็นจิตที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่กุศล  แต่เป็นเพียงแต่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่

แล้วก็ดับไป     เท่านั้นไม่เป็นปัจจัยให้วิบากจิตเกิดขึ้นในภายหน้า ตัวอย่างขณะที่เป็น

มหากิริยาจิตของพระอรหันต์       เช่น ในขณะที่ท่านแสดงธรรมเกื้อกูลแก่ผู้อื่น ขณะที่

ท่านทำการสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้อื่น    เป็นต้น ทั้งหมด ล้วนเป็นธรรมที่มีจริง เกิดขึ้น

เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย    เมื่อเป็นจิตแล้ว ก็ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน ครับ

...ขอบพระคุณ อ. ผเดิม และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
gboy
วันที่ 25 ก.ย. 2555 20:52 น.
 

ขอบพระคุณอาจารย์ที่ช่วยอธิบายอย่างละเอียดชัดเจนครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
gboy
วันที่ 25 ก.ย. 2555 21:20 น.
 

เรียนถามอาจารย์เพิ่มเติมถึง

โสมนสฺสสหคตํ   หสิตุปาทจิตตํ   อสงฺขาริกํ กามาวจร อเหตุกกิริยจิต ครับ

ว่ามีหน้าที่อะไร

ขอบพระคุณครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
paderm
วันที่ 25 ก.ย. 2555 21:25 น.
 

เรียนความเห็นที่ 4 ครับ

โสมนสฺสสหคตํ หสิตุปาทจิตตํ อสงฺขาริกํ กามาวจร อเหตุกกิริยจิต คือ หสิตุปปาทจิต

เป็นอเหตุกกิริยาจิตที่เป็นมโนวิญญาณธาตุทำกิจชวนะ  ซึ่งเป็นจิตที่ทำให้พระอรหันต์

เกิดอาการแย้มยิ้ม   เมื่อได้รับอารมณ์ที่เล็กน้อยเช่น  เมื่อเห็นสถานที่น่ารื่นรมย์  ควรแก่

การหลีกเร้น  หรือเมื่อได้ยินเสียงของผู้ที่กล่าวผรุสวาจาต่อกัน  พระอรหันต์ก็เกิดอาการ

แย้มยิ้ม  เพราะทราบว่าตนพ้นจากเหตุที่ทำให้ไปสู่อบายแล้ว   หรือได้กลิ่นดอกไม้  ซึ่ง

ควรที่จะน้อมนำไปบูชาพระเจดีย์ หรือต้นพระศรีมหาโพธิ์  หรือได้ลิ้มรสอาหาร  แล้วคิด

ที่จะนำไปถวายแก่เพื่อนสหธรรมิก  เป็นต้น

เชิญคลิกฟังคำบรรยายท่านอาจารย์สุจินต์ที่นี่ ครับ

หสิตุปปาทจิต - การยิ้ม

 หสิตุปปาทจิตเป็นกิริยาจิต

 หสิตุปปาทจิตเกิดกับรูปพรหมกับเทวดาได้หรือไม่

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
ประสาน
วันที่ 25 ก.ย. 2555 22:10 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
gboy
วันที่ 26 ก.ย. 2555 17:27 น.
 

ขอบพระคุณครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
nong
วันที่ 1 ต.ค. 2555 13:37 น.
 

 ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top