Print 
พระเจ้าอโศกทรงเลื่อมใสนิโครธสามเณร
 
pirmsombat
วันที่  6 ก.ย. 2555
หมายเลข  21687
อ่าน  1,198

 ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ข้อความบางตอนจาก

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 83

 [พระเจ้าอโศกทรงเลื่อมใสนิโครธสามเณร]

ครั้นทอดพระเนตรเห็นแล้ว พระราชาได้ทรงพระรำพึง ดังนี้ว่า

ชนแม้ทั้งหมดนี้ มีจิตฟุ้งซ่าน มีส่วนเปรียบเหมือนมฤคที่วิ่งพล่านไป,

ส่วนทารกคนนี้ ไม่มีจิตฟุ้งซ่าน, การมองดู การเหลียวดู การคู้แขน และการ

เหยียดแขนของเขางามยิ่งนัก, ภายในของทารกคนนี้ น่าจักมีโลกุตรธรรมแน่นอน

 ดังนี้ พร้อมกับการทอดพระเนตรเห็นของพระราชานั่นเอง พระหฤทัย

ก็เลื่อมใสในสามเณร, ความรักก็ได้ตั้งขึ้น. ถามว่า เพราะเหตุไร ?

แก้ว่าเพราะได้ยินว่า

แม้ในกาลก่อน ในเวลาทำบุญ นิโครธสามเณรนี้

ได้เป็นพ่อค้าผู้เป็นพี่ชายใหญ่ของพระราชา.

สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า

 

ความรักนั้นย่อมเกิดเพราะเหตุอย่างคือ

เพราะการอยู่ร่วมกันในภพก่อน 

เพราะการเกื้อกูลกันในปัจจุบัน 

เหมือนอุบลและปทุมเป็นต้นที่เหลือเมื่อเกิดในน้ำ

ย่อมเกิดได้เพราะอาศัยเหตุ ประการคือ

น้ำ และ เปือกตม ฉะนั้น.


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 6 ก.ย. 2555 10:01 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

    ทุกอย่างในสภาพธรรมที่เกิดขึ้น   มีเหตุและผลในตัวมันเอง ไม่ใช่การเกิดขึ้นลอยๆ

โดยไม่มีเหตุมาในอดีต  แม้แต่ความรักที่เกิดขึ้น   ซึ่งก็ต้องแยกระหว่าง   ความรักที่มี

กำลัง  ที่เป็นโลภะที่มีกำลังอย่างหนึ่ง กับ ความชอบโดยทั่วไปที่เป็นโลภะ   ที่ไม่ได้มี

กำลังซึ่ง ความรักที่แม้เพียงเห็น และ ชอบมากๆ ก็ด้วยเหตุ 2 อย่าง คือ เคยอยู่ร่วมกัน

ในกาลก่อน และ เกื้อกูลกันในปัจจุบัน คำถามมีว่า เคยอยู่ร่วมกันในกาลก่อน ตายแล้ว

เกิดใหม่แล้ว  ยังจะจำได้  หรือ  แต่ในความเป็นจริง   ก็เป็นเพียงการเกิดดับสืบต่อกัน

ของจิตแต่ละขณะ จากจุติ(ตาย) ไปสู่ ปฏิสนธิ(เกิด) และ ขณะที่ชอบ   ก็ต้องมีสัญญา

เจตสิกเกิดขึ้น   จำในลักษณะนั้น  และ  มีเวทนาเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย   ที่เป็นโสมนัส

เวทนา  เมื่อมาเจอบุคคลใหม่ แต่ มีลักษณะคล้ายๆกัน และ มีอุปนิสัยที่คล้ายกับที่เคย

เกิดความชอบ เกิดความรักในลักษณะเช่นนี้ก็เกิดความรักได้อีก ครับ

      และ ความรักที่เกิดจากการเกื้อกูลกันในปัจจุบัน   ก็คือ   เพราะ ทำให้เกิดโสมนัส

เวทนา ในการได้รับสิ่งที่ดีๆ  จากการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งตามหลักปฏิจจสมุปบาทเวทนา

เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา หรือ โลภะ นั่นก็คือผู้ใดที่ทำให้เกิดโสมนัสเวทนาบ่อยๆ ก็ทำให้

เกิดโลภะ ความรักในบุคคลนั้น ซึ่งเกิดจากการเกื้อกูล  การช่วยเหลือกันนั่นเองครับ ซึ่ง

ทุกอย่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นธรรม และ เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เป็นไป

ขออนุโมทนาคุณหมอ และทุกท่าน ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 6 ก.ย. 2555 14:43 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาคุณหมอ อาจารย์ผเดิม และทุกท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
pirmsombat
วันที่ 6 ก.ย. 2555 15:58 น.

ขอบพระคุณและอนุโมทนาคุณผเดิม คุณผู้ร่วมเดินทาง คุณคำปั่น และ ทุกท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
kinder
วันที่ 6 ก.ย. 2555 16:28 น.

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 6 ก.ย. 2555 18:23 น.

       ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
   
    การเวียนว่ายตายเกิด  เป็นเรื่องของบุคคลผู้ที่ยังมีกิเลส     บุคคลผู้ที่ยังไม่ได้ดับกิเลสทั้งหลายทั้งปวงอย่างเด็ดขาด     โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  คือ ตัณหา (โลภะ) และ อวิชชา (ความไม่รู้)     จึงต้องมีการเกิดการตายอยู่ร่ำไป   สังสารวัฏฏ์ดำเนินไปอย่างไม่จบสิ้น       สังสารวัฏฏ์ยาวนานหาที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้          และเมื่อยัง

ไม่ได้ดับกิเลสทั้งหมดอย่างเด็ดขาด     ขณะสุดท้ายของชีวิตในชาตินี้ที่จุติจิตเกิดขึ้น

เคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้แล้วดับไปปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่อทันที   เกิดทันทีในภพ

ใหม่ชาติใหม่    เป็นบุคคลใหม่ในชาติใหม่      มีจิต(สภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธาน

ในการรู้แจ้งอารมณ์)     เจตสิก(สภาพธรรมที่เกิดร่วมกับจิต)      รูป(สภาพธรรมที่ไม่รู้

อะไร)    เกิดขึ้นเป็นไป    สืบเนื่องต่อไปเป็นสังสารวัฏฏ์ที่ยืดยาวต่อไปอีก    การอบรมเจริญปัญญาเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะเป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลส 

ดับกิเลส ดับทุกข์ ไม่มีการเกิดการตายอีก  ไม่มีการเกี่ยวเนื่องผูกพันกับใครๆอีกเลยครับ    ...ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของคุณหมอและทุก ๆ ท่าน ด้วยครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
daris
วันที่ 7 ก.ย. 2555 18:48 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
nong
วันที่ 8 ก.ย. 2555 11:36 น.

.....ผู้ใดที่ทำให้เกิดโสมนัสเวทนาบ่อยๆ ก็ทำให้เกิดโลภะ ความรักในบุคคลนั้น ซึ่งเกิดจาก

การเกื้อกูล การช่วยเหลือกันนั่นเองครับ ซึ่งทุกอย่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นธรรม และ เป็นแต่

เพียงสภาพธรรมที่เป็นไป...

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 9 ก.ย. 2555 17:18 น.

เหตุที่ทำให้มิตรแหนงหน่าย  3  ประการ

1.   ขอของรักจากเพื่อน

2.    คลุกคลี่กันมากเกินไป

3.    ห่างเหินกันเกินไป

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
paew_int
paew_int
วันที่ 10 ก.ย. 2555 11:55 น.

     การศึกษาธรรม ทำให้เข้าใจชีวิตที่ดำเนินไปในทุกขณะ ว่าเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้น

ด้วยเหตุและปัจจัย  เมื่อมีทุกข์หรือสุขก็ละคลายได้เร็ว  เริ่มเข้าใจและเห็นตามจริงก็จะ

ไม่เดือดร้อนหรือไม่ชอบใจสิ่งใด   การรู้สภาพธรรมความต่างกัน  ของกุศลและอกุศล

แม้การเจริญเมตตา ถ้าไม่มนสิการให้แยบคายก็จะกลายเป็นความรักหรือโลภะได้

                        ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ