Loading...
  021683  ศีล
มศพ.
วันที่ 5 ก.ย. 2555 10:43 น.
อ่าน 4,357
 
 

 

  

 

•••..... ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย .....•••

   

     ศีล

     ศีล  ที่ปรากฏในคำสอนทางพระพุทธศาสนามีหลากหลายนัย  มีคำแปลหลายความ

หมาย หมายถึง การรวบรวมกาย วาจา จากที่เคยเป็นไปกับด้วยอกุศล ก็เป็นไปกับด้วย

กุศลมากยิ่งขึ้น   เป็นความประพฤติเรียบร้อยดีงาม,   หมายถึง    เป็นที่รองรับกุศลธรรม

ทั้งหลาย    นอกจากนั้น     ยังมีความหมายหลายอย่าง  คือ   ปกติ   เกษม      สำรวม      

ซึ่งโดยมากเรามักเข้าใจว่า  ศีล คือ การกระทำทางกาย วาจา    เป็นการวิรัติงดเว้นที่จะ

ไม่กระทำบาป ทางกาย วาจาเท่านั้น เช่น งดเว้นจากการฆ่าสัตว์งดเว้นจากการลักทรัพย์

งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากการพูดเท็จ   งดเว้นจากการดื่มสุราเมรัยอัน

เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท  ซึ่งเป็นศีล ๕  แต่ในความเป็นจริง     ศีล มีหลากหลายนัย

ขึ้นอยู่กับว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงศีล โดยนัยใด      จึงสำคัญอยู่ที่ผู้ศึกษาจะ

ต้องมีความละเอียดรอบคอบในการศึกษา  เพื่อความเข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความ

เป็นจริง  และประการที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า    ศีล  เป็นธรรม     

   นัยหนึ่งที่ทรงแสดงเรื่องศีล   จำแนกศีล ออกเป็น  ๔  อย่าง คือ

  ๑.  เจตนา เป็น ศีล

  ๒. เจตสิก เป็น ศีล

  ๓. ความสำรวม สังวร  เป็นศีล

  ๔.  การไม่ก้าวล่วงเป็นศีล     

   ซึ่งมีคำอธิบายโดยสังเขป ดังนี้  

   เจตนา เป็นศีล หมายถึง เจตนาที่งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ จากการลักทรัพย์  จากการ

ประพฤติผิดในกาม  จากการพูดเท็จ  เป็นต้น   ขณะที่มีความจงใจตั้งใจที่งดเว้นในสิ่ง

ที่ไม่ดีเหล่านั้น   ก็เป็นศีล  เป็นธรรมที่มีจริง 

    เจตสิกเป็นศีล  คือ การงดเว้นจากความโลภ คือไม่เพ่งเล็งอยากได้ของของผู้อื่น

มาเป็นของตน  ที่เป็นอนภิชฌา      งดเว้นจากการพยาบาท คือ ไม่พยาบาทปองร้ายผู้

อื่น ที่เป็น อพยาปาทะ  และ มีความเข้าใจถูกเห็นถูก  ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ  ชื่อว่า   เจตสิก

เป็น ศีล   เป็นธรรมที่มีจริง

   การไม่ก้าวล่วงเป็นศีล คือ  มีเจตนาสมาทานศีล     ซึ่งเป็นการถือเอาด้วยดีเป็นข้อ

ปฏิบัติที่จะรักษา     โดยไม่ล่วงละเมิด ในสิ่งที่ตนเองได้ตั้งใจเอาไว้   เพื่อความเป็นผู้มี

ความประพฤติเป็นไปทางกาย  ทางวาจาที่ดีงาม  อย่างนี้ เรียกว่า การไม่ก้าวล่วง เป็น

ศีล

    ความสำรวม หรือ การสังวร เป็นศีล   ความสำรวม    หรือ   การสังวรในที่นี้ ไม่ได้

หมายถึงอาการกิริยาภายนอกที่ทำการสำรวม          แต่มุ่งหมายถึงสภาพจิตเป็นสำคัญ  

กล่าวคือ สภาพจิตที่เป็นกุศล อันเป็นการปิดกั้นไม่ให้อกุศลธรรมเกิดขึ้นเป็นไป ในขณะ

ที่กุศลเกิดขึ้น      การสำรวม หรือ สังวรนั้นมี  ๕   ประการ คือ

   -ปาฏิโมกขสังวร  คือ    การประพฤติงดเว้นในข้อบัญญัติที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัส

ห้ามไว้และน้อมประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่พระองค์ทรงอนุญาต       เป็นไปเพื่อขัดเกลาละ

คลายกิเลสของตนเอง   ก็เป็น ศีล  

    -สติสังวร คือ การสำรวมด้วยสติ ในขณะที่มีสติเกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรม

ที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง   ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และใจ

ชื่อว่า   สติสังวร   ก็เป็นศีล

     -ญาณสังวร  คือ การสำรวมด้วยปัญญา  ในขณะที่ปัญญาเกิด ละกิเลส ชื่อว่า สังวร

ด้วยปัญญา และหมายรวมถึงการพิจารณาปัจจัยที่ได้มา มีอาหาร เป็นต้น   ก่อนแล้วจึง

บริโภคใช้สอย ว่า ไม่ใช่เพื่อความเพลิดเพลินมัวเมา     แต่เพื่ออุปการะเกื้อกูลให้ชีวิต

ดำเนินต่อไปได้เพื่อศึกษาพระธรรม   อบรมเจริญปัญญาขัดเกลากิเลสของตนเองต่อไป

การพิจารณาด้วยปัญญาแล้วจึงบริโภค ก็ชื่อว่า ญาณสังวร เป็นศีลในขณะนั้น คือ ปัจจย-

สันนิสสิตศีล

     -ขันติสังวร คือ การสำรวมด้วยขันติ    ความเป็นผู้อดทนต่อหนาวและร้อน อดทนที่

จะไม่เป็นไปตามอำนาจของกิเลส มีโลภะ โทสะ เป็นต้นชื่อว่า สำรวมด้วยขันติ ก็เป็นศีล 

     -วิริยสังวร คือ สังวรด้วยความเพียร  เป็นการปรารภความเพียรเพื่อไม่ให้อกุศลที่ยัง

ไม่เกิดขึ้น   เพื่อละอกุศลที่เกิดแล้ว    เพื่อเจริญกุศลยิ่ง ๆ ขึ้นไป  ชื่อว่าสำรวมด้วยวิริยะ

ก็เป็นศีล  ด้วย  

     ศีล มีหลากหลายนัย คือ ทั้งเจตนางดเว้นจากบาปก็เป็นศีล    และไม่ใช่เพียงงดเว้น

จากบาป ที่เป็นวิรตีเจตสิกเท่านั้น  ขณะที่เจตนาที่จะประพฤติสมาทานศีล   อันเป็นการ

ไม่ก้าวล่วงตามที่ตั้งใจไว้    ก็เป็นศีล   และแม้ไม่มีการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์

ไม่มีวิรตีเจตสิกเกิดร่วมด้วยในขณะนั้น       แต่มีการสำรวม สังวรก็ชื่อว่า   ศีล    ที่เป็น

สติสังวร เป็นต้น ด้วย  

   อีกนัยหนึ่งที่ทรงแสดงศีล ๒ อย่าง ที่เป็น วาริตศีล และ จาริตตศีล  ดังนี้ คือ วาริตศีล

เป็นการงดเว้นในสิ่งที่ควรงดเว้น   เช่น งดเว้นจากการฆ่าสัตว์  งดเว้นจากการลักทรัพย์

เป็นต้น  นอกจากจะเว้นในสิ่งที่ควรงดเว้นแล้ว      ก็ยังจะต้องน้อมประพฤติปฏิบัติในสิ่ง

ที่ดีงามด้วย  เช่น เลี้ยงดูมารดาบิดา ประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน ช่วยเหลื่อผู้อื่น  เป็นต้น

ซึ่งเป็นจาริตศีล

   และอีกนัยหนึ่งที่ทรงแสดงศีล  โดยนัยที่เป็นปกติ  กล่าวคือ      ทรงแสดงตามความ

ประพฤติเป็นไปของสัตว์โลก ว่า ไม่พ้นไปจากสิ่งเหล่านี้  คือ      ปกติเป็นอกุศล ก็เป็น

อกุศลศีล   ปกติเป็นกุศล ก็เป็นกุศลศีล  และ ปกติเป็นอัพยากตะ (สำหรับพระอรหันต์)  

ก็เป็นอัพยากตศีล

     ในมัชฌิมนิกาย  มัชฌิมปัณณาสก์  สมณมุณฑิกสูตร    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง

แสดงถึงความแตกต่างระหว่าง อกุศลศีล กับ กุศลศีล ไว้ว่า กายกรรมเป็นอกุศล วจีกรรม

เป็นอกุศล การเลี้ยงชีพชั่ว  เหล่านี้เรากล่าวว่าศีลเป็นอกุศล    ก็ศีลที่เป็นอกุศลเหล่านี้

มีอะไรเป็นสมุฏฐาน  แม้สมุฏฐานแห่งศีลเป็นอกุศลเหล่านั้น  เรากล่าวแล้ว ก็ต้องกล่าว

ว่า  มีจิตเป็นสมุฏฐาน   จิตเป็นไฉน   ถึงจิตเล่าก็มีมาก   หลายอย่าง   มีประการต่าง ๆ  

จิตใดมีราคะ   โทสะ  โมหะ       ศีลเป็นอกุศล  มีจิตนี้เป็นสมุฏฐาน

     เราย่อมกล่าวซึ่งกายกรรมเป็นกุศล    วจีกรรมเป็นกุศล    และอาชีวะอันบริสุทธิ์ ลง

ในศีล   เหล่านี้เรากล่าวว่าศีลเป็นกุศล   ก็ศีลเป็นกุศลเหล่านี้มีอะไรเป็นสมุฏฐาน   แม้

สมุฏฐานแห่งศีลเป็นกุศลเหล่านั้น   เรากล่าวแล้ว    ก็ต้องกล่าวว่า    มีจิตเป็นสมุฏฐาน  

จิตเป็นไฉน   แม้จิตเล่าก็มีมาก   หลายอย่าง  มีประการต่าง ๆ       จิตใดปราศจากราคะ

ปราศจากโทสะ   ปราศจากโมหะ       ศีลเป็นกุศล   มีจิตนี้เป็นสมุฏฐาน

      นี้คือ ความประพฤติเป็นไปของสัตว์โลก    ที่ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ก็ยังไม่พ้นไป

จากความประพฤติเป็นไปที่เป็นอกุศล บ้าง เป็นกุศล บ้าง ตามการสะสม   เพราะเหตุว่า

การที่จะดับอกุศลได้นั้น ต้องเป็นการอบรมเจริญปัญญาเท่านั้น     พระอริยบุคคล เป็นผู้

ดับอกุศล  (ดับอกุศลศีล)  ได้ตามลำดับขั้น   จนกว่าจะดับได้อย่างหมดสิ้น เมื่อถึงความ

เป็นพระอรหันต์   จึงกล่าวได้ว่า พระอรหันต์  ดับได้ทั้งอกุศลศีล  และ   ไม่มีกุศลศีลเกิด

ขึ้นเป็นไป     มีแต่อัพยากตศีล เท่านั้น  

     ศีล  จึงหลากหลายนัยมาก   ทั้งหมดทั้งปวงนั้น   ก็เพื่ออุปการะเกื้อกูลให้ได้เข้าใจ

ธรรม เข้าใจสิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริง  ไม่ให้เข้าใจผิดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

เพราะความจริง  เป็นอย่างไร  ก็เป็นจริงอย่างนั้น   ใคร ๆ  ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

พระบารมีทั้งหมดที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญมา  ก็เพื่อที่จะได้ทรงตรัสรู้

สภาพธรรมที่มีจริงตามความเป็นจริง แล้วทรงแสดงพระธรรมอุปการะเกื้อกูลแก่สัตว์โลก

ให้ได้เข้าใจตามด้วย     จึงเป็นโอกาสที่ดีอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ได้สะสมเหตุที่ดีมา ที่จะได้

ฟัง ได้ศึกษาในสิ่งที่มีจริง     สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกต่อไปตามกำลังปัญญาของแต่

ละบุคคล  

...ขอความเจริญมั่นคงในกุศลธรรมจงมีแด่ทุก ๆ ท่าน...

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 5 ก.ย. 2555 11:40 น.
 

ดีมากๆ เลยครับ

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
paderm
วันที่ 5 ก.ย. 2555 13:05 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เรียนเพิ่มเติม กับ คำว่า ปกติศีล ครับ

ซึ่งความประพฤติเป็นไปของสัตว์โลกที่เป็น ปกติ ก็มี ทั้งที่เป็นกุศล เรียกว่า กุศลศีล

มีทั้ง อกุศล ก็เป็นอกุศลศีล และ อัพยากตศีล ที่ไม่ใช่อกุศล และ กุศล

   กุศลศีล เช่น ขณะที่ทำกุศล มีการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เป็นต้น ขณะนั้น ก็เป็น

กุศลศีล เป็นความประพฤติเป็นไปของสัตว์ที่เป็นปกติ ในขณะนั้น ที่เป็นกุศล

   อกุศลศีล เช่น ขณะที่ทำบาป มีการฆ่าสัตว์ เป้นต้น ขณะนั้นก็เป็นอกุศลศีล ที่เป็น

ความประพฤติเป็นไปปกติในขณะนั้น ที่เป็นอกุศล เป็นอกุศลศีล

   อัพยากตศีล คือ ขณะที่ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ ท่านก็งดเว้นจากบาป เช่น ไม่ฆ่าสัตว์

จิตท่านไม่เป็นกุศล อกุศลแล้ว แต่ก็มีจิตที่ดีงาม แต่เป็นกิริยาจิต เป็นอัพยากต ความ

ประพฤติเป็นไปของท่าน เป็นปกติ คือ อัพยากตศีล ครับ

   สรุปได้ว่า ปกติศีล คือ การแบ่ง ความประพฤติเป็นไปของสัตว์โลกทั้งหมด ว่า มีทั้ง

ความประพฤติที่เป็นกุศล อกุศล และอัพยากต  ก็เป็นกุศลศีล อกุศลศีล อัพยากตศีล 

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑- หน้าที่ 589

  ในการแก้ปัญหาว่า   กติ  สีลานิ - ศีลมีเท่าไร   เพราะปกติของศีลมีเท่าไร  เพราะ

ปกติของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ  ในโลก ท่านกล่าวว่า   สีลํ    ไว้ในบทนี้ว่ากุสลสีลํ-

กุศลเป็นศีล  อกุสลสีลํ- อกุศลเป็นศีล  อพฺยากตสีลํ  -อัพยากฤตเป็นศีล

*****************************************

  ประเด็นที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ มักจะเข้าใจว่า จะต้องรักษาศีลให้สมบูรณ์ก่อน

จึงเจริญวิปัสสนาได้ และเข้าใจว่า สติปัฏฐาน ไม่มีศีล ซึ่ง สติปัฏฐานเกิด มีทั้ง ศีล

สมาธิ ปัญญา ครับ

ดังกระทู้ที่อธิบายเรื่องศีล ใน สติปัฏฐาน ครับ

ขณะที่สติปัฏฐานเกิดขณะนั้นมีศีลด้วยหรือไม่

คลิกอ่านกระทู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องศีล ครับ

ศีลกับวินัย

ศีลทีประกอบด้วยปัญญาเจริญอย่างไร

จารีตศีล และ วารีตศีล  

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
เข้าใจ
วันที่ 5 ก.ย. 2555 17:20 น.
 

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
หลานตาจอน
วันที่ 5 ก.ย. 2555 17:54 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

 

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
paew_int
วันที่ 7 ก.ย. 2555 07:55 น.
 

 

          ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

                                          ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
orawan.c
วันที่ 7 ก.ย. 2555 16:02 น.
 

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
aurasa
วันที่ 8 ก.ย. 2555 22:16 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
wannee.s
วันที่ 9 ก.ย. 2555 17:03 น.
 

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
มหานาโม
วันที่ 9 ก.ย. 2555 23:26 น.
 

สาธุ

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
tanakase
วันที่ 10 ก.ย. 2555 14:07 น.
 

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
Lamphun
วันที่ 10 ก.ย. 2555 17:48 น.
 

ขออนุโมทนาครับ เป็นประโยชน์มากเลยครับ

ที่ชมรมบ้านธัมมะเชียงใหม่ เราได้นำไปถ่ายเอกสารให้สมาชิกได้อ่านกันทั่วหน้า..

 
  

  ความคิดเห็นที่ 12  
tusaneenui
วันที่ 11 ก.ย. 2555 08:17 น.
 

 "ศีล" ตลอดชีวิตรับรู้ธรรมดา เผินๆ มาครั้งนี้ได้รู้ลึกซึ้ง ยิ่งเพิ่มศรัทธามากขึ้น

จึงขอขอบคุณ และอนุโมทนาที่กรุณาให้ความกระจ่างชัดแจ้ง

 
  

  ความคิดเห็นที่ 13  
nong
วันที่ 11 ก.ย. 2555 15:20 น.
 

 ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 14  
Zeta
วันที่ 17 ก.ย. 2555 14:01 น.
 

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 15  
pirmsombat
วันที่ 17 ก.ย. 2555 14:39 น.
 

อนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 16  
nity
วันที่ 18 ก.ย. 2555 16:13 น.
 
อนุโมทนากับผู้ที่เรียบเรียงอักษรอันเลิศ และทุกท่านที่มีโอกาสเข้ามารับค่ะ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 17  
jaturong
วันที่ 19 ก.ย. 2555 15:58 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 18  
intra
วันที่ 21 ก.ย. 2555 04:40 น.
 

เป็นความรู้ที่ลึกซึ้งจริงๆ ขอขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 19  
raynu.p
วันที่ 21 ก.ย. 2555 11:00 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 20  
kinder
วันที่ 23 ก.ย. 2555 21:21 น.
 

ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 21  
Chalee
วันที่ 24 ก.ย. 2555 09:21 น.
 

อนุโมทนาสาธุ. ที่ได้เรียนรู้กับศีลมากขึ้นค่ะ.

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 22  
phawinee
วันที่ 12 ต.ค. 2555 08:25 น.
 

ขอบพระคุณท่านอาจารย์ นอบน้อมและอนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 23  
pamali
วันที่ 13 พ.ย. 2555 17:23 น.
 
กราบอนุโมทนาค่ะ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 25  
ธนฤทธิ์
วันที่ 25 พ.ย. 2555 15:00 น.
 

ขอบคุณและขสออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 26  
wittawat
วันที่ 29 พ.ย. 2555 09:32 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

ขอขอบพระคุณ และขออนุโมทนา ในการเรียบเรียงอักษร เพื่อความเข้าใจเหล่านี้

ศีล เป็น ธรรม ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นประโยชน์มาก เกื้อกูลแก่ผู้ศึกษาธรรมครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 27  
ืpichai
วันที่ 30 ธ.ค. 2555 15:08 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่
keyword keyword : ศีล 

Back to Top