Print 
ชาคริยานุโยค คือ อย่างไร
 
ผ้าเช็ดธุลี
ผ้าเช็ดธุลี
วันที่  5 ก.ย. 2555
หมายเลข  21682
อ่าน  3,655

กราบเท้าอาจารย์ที่เคารพอย่างสูงทุกท่าน

กราบรบกวนสอบถามครับ   

๑ ชาคริยานุโยค  จากที่ค้นหาใน มศพ (ส่วนของการสนทนาธรรม) มีข้อความดังส่วนล่างนี้ครับ

แต่เมื่ออ่านแล้ว สงสัยว่า ลักษณะ เ่ช่น

*จงกรม๕  คือ  อย่างไร  และ

*การนั่น

*การเดินจงกลม

*สำเร็จสีหไสยา

*ทำอุฏฐานสัญญา

*อาวรณิยธรรม

เป็นต้น  ดังนั้นไม่ทราบว่า เฉพาะอาการทำอย่างนี้อย่างนี้ จะเป็นการเจริญสติได้เท่านั้นครับ  ซึ่งก็ไม่ใช่ เพราะอาจารย์ไม่ได้สอนแบบนี้

หรือเป็นไปได้ไหมครับว่า สำคัญที่ท่าทาง ลักษณะอาการ อย่างนี้อย่างนี้ถึงจะเจริญสติได้  หรือ เป็นเฉพาะผู้ที่เป็นพระอริยบุคคลแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นอาการที่ปกติของท่าน   (ซึ่งปกติก็สามารถเจริญสติได้ในทุกขณะอย่างอาจารย์เคยสอน)

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้า 47                    ข้อความบางตอนจาก...6. อปัณณกสูตร                                  ว่าด้วยข้อปฏิบัติไม่ผิด

 ............. ก็ภิกษุเป็นผู้หมั่นประกอบความเป็นผู้ไม่เห็นแก่นอนอย่างไร  ภิกษุ ในพระธรรมวินัยนี้เวลากลางวัน ชำระจิตจากอาวรณิยธรรม๔ ด้วยการจงกรม๕ด้วยการนั่ง  เวลากลางคืน ตอนยามต้น  ก็ชำระจิตจากอาวรณิยธรรม   ด้วยการจงกรม     ด้วยการนั่ง     ตอนยามกลาง    สำเร็จสีหไสยา    โดยข้างเบื้องขวาซ้อนเท้าให้เหลื่อมกัน   มีสติสัมปชัญญะ    ทำอุฏฐานสัญญา   ไว้ในใจ   ตอนยามปลาย กลับลุกขึ้นชำระจิตจากอาวรณิยธรรม  ด้วยการจงกรม   ด้วยการนั่งอย่างนี้แล  ภิกษุทั้งหลาย    ภิกษุเป็นผู้หมั่นประกอบความเป็นผู้ไม่เห็นแก่นอนบทว่า   ชาคริยานุโยคมนุยุตฺโต  ความว่า  ภิกษุย่อมขวนขวายประ-กอบความเป็นผู้ตื่นอยู่  โดยนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า  ภิกษุพึงแบ่งกลางวันและกลางคืนออกเป็น  ๖  ส่วน  แล้วพึงประกอบความเพียรในกลางวันด้วยการจงกรมและนั่ง

 

กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 6 ก.ย. 2555 08:43 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

    ชาคริยานุโยค หมายถึง เป็นผู้ที่มีความเพียร ตื่นอยู่ หากได้อ่านในพระธรรมที่

พระพุทธเจ้าทรงแสดง คือ ให้ภิกษุทั้งหลาย กำจัดนิวรณ์ และ เดินจงกรม เป็นต้น

ซึ่ง การพิจารณาธรรมก็ต้องโดยละเอียด จะเห็นคำว่า ตื่นอยู่ ไม่ใช่เพียงตื่นโดยไม่

หลับ จะเป็น ชาคริยานุโยค ที่เป็นการเพียร เพื่อถึงการดับกิเลสได้   แต่จะต้องตื่น

จากกิเลส คือ  มี สติสัมปชัญญะ คือ มีสติและปัญญาเกิดขึ้นในขณะที่ทำกิจ มีการ

เดินจงกรม ด้วย ครับ

       ดังนั้น จะเพียร โดยขาดปัญญาไม่ได้ แต่ เป็นการแสดงถึง ผู้ที่มีความเข้าใจ

พระธรรมแล้ว ของเพศพระภิกษุ ที่มีความเพียรที่ประกอบด้วยปัญญา การเดินจงกรม

ก็เป็นการเปลี่ยนอิริยาบถ เพื่อให้ไม่ให้หลับ และ แก้ความเมื่อยที่นั่งนาน หรือ อยู่ใน

อิริยาบถ ซ้ำๆ เพราะฉะนั้น เดินจงกรม ไม่ใช่ว่าจะเป็นวิธีปฏิบัติธรรม แต่ขณะที่ปฏิบัติ

คือ ขณะที่สติสัมปัชัญญะ   หรือ   สติและปัญญาเกิดระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่

กำลังปรากฎว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา ไม่ว่าจะเป็นอิริยาบถใด ครับ

    ชาคริยานุโยค ที่เป็นผู้มีความเพียร ตื่นอยู่  ตื่นด้วยปัญญา หากไม่มีปัญญา ก็ไม่

ชื่อว่าผู้ตื่นอยู่ ครับ เพราะฉะนั้น สำคัญที่ความเข้าใจพระธรรมเป็นสำคัญ และ ไม่ใช่

การเอาอย่างตามที่อ่าน แต่ก็ต้องรู้ว่า สะสมมาแบบไหน เพราะปัญญาสามารถเกิดได้

ในอิริยาบถต่างๆ เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม โดยไม่มีตัวตนที่จะไปทำให้สติ จะทำความเพียร

หรือ จะต้องมีความเพียร จึงจะเกิดสติ ปัญญา ครับ อาศัยการฟังพระธรรม   ศึกษาพระ

ธรรม ปัญญาที่เจริญขึ้น ถึงพร้อม ย่อมเป็นปัจจัยให้สติและปัญญาเกิดระลึกรู้ลักษณะ

ของสภาพธรรมที่กำลังปรากฎในขณะนี้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา ขณะนั้น มีความเพียรแล้ว

เพียรที่จะระลึกรู้ลักษณะ ไม่มีใครที่จะเพียรและมีปัญญาที่รู้ความจริงด้วย ครับ

    การเจริญสติปัฏฐานจึงเป็นปกติในชีวิตประจำวัน เพียงแต่ว่า พระองค์ทรงแสดง

โดยนัยต่างๆ ตามการสะสมมาของแต่ละบุคคล ที่จะเพียรในการเห็นประโยชน์ที่จะ

ไม่หลับ แต่ก็ให้รู้ว่า ชาคริยานุโยค ขาดปัญญา คือ ความเป็นผู้ตื่นด้วยปัญญา ไม่ได้

ครับ ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 6 ก.ย. 2555 09:20 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาอาจารย์ผเดิม และทุกท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 6 ก.ย. 2555 18:14 น.

          ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

   ถ้าไม่มีความเข้าใจถูกเห็นถูก  ไปทำอะไรด้วยความเป็นตัวตน    ด้วยการปฏิบัติที่ผิด

(คือ ปฏิบัติผิด แต่เข้าใจผิดว่าปฏิบัติถูก)  นั่นไม่ใช่ ความเพียรที่ถูกต้อง  แต่เป็นไปกับ

ด้วยอกุศลประการต่าง ๆ มากมาย  ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นผู้ตื่นที่ไม่หลับ  มีการนั่ง  มีการ

เดิน  เป็นต้น   แต่ถ้ายังเป็นไปกับด้วยกิเลส    ไม่เป็นไปกับด้วยความเข้าใจถูกเห็นถูก  

จะเป็นผู้ตื่นไม่ได้เลย เพราะตื่น ต้องตื่นจากกิเลส  ตื่่นจากความไม่รู้ เพราะฉะนั้น ความ

เพียรที่เกิดขึ้นเป็นไป   ที่เป็นความเพียรของบุคคลผู้ตื่นอยู่  ก็ต้องเป็นไปพร้อมกับการ

อบรมเจริญปัญญา    ที่จะเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังมีกำลังปรากฏในขณะนี้  ครับ  

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 7 ก.ย. 2555 14:16 น.

ในครั้งพุทธกาล    พระภิกษุมีความเข้าใจมีปัญญาก็เจริญได้    แต่ยุคนี้คนเข้าใจธรรม

มีน้อยมาก   และ  ส่วนมากทำตาม ๆ กันด้วยความไม่รู้   ด้วยความไม่เข้าใจก็ไม่ถูก  ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ผ้าเช็ดธุลี
ผ้าเช็ดธุลี
วันที่ 10 ก.ย. 2555 09:22 น.

***------------***

กราบขอบพระคุณอาจารย์ทั้งสองอย่างสูงสุด

และ พี่วรรณี ด้วยครับ

ขออนุโมทนากุศลที่ทุกท่านได้เจริญแล้ว

ขอความสุขสวัสดิ์จงมีแก่อาจารย์และผู้ใฝ่ในการฟังพระธรรมทุกเมื่อ

***----------------------------------***

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ประสาน
วันที่ 15 ก.ค. 2560 05:38 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ การศึกษาพระธรรมต้องเป็นผู้ละเอียด 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ