Loading...
 21543   การปฏิบัติธรรม
อรรถวาที
วันที่ 11 ส.ค. 2555 19:26 น.
อ่าน 3,658
 
 

เมื่ออ่านคำอธิบายของอาจารย์ผเดิมแล้ว

คุณอรรถวาทีอาจศึกษาเพิ่มเติมเพื่อความเห็นถูกได้อีกที่ลิ้งนี้ครับ

การนั่งสมาธิ

ขออนุโมทนาครับ

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
วันที่ 13 ส.ค. 2555 08:22 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่การนั่งสมาธิ แต่ เป็นการรู้ความจริงของ

สภาพธรรมในขณะนี้ ที่ปรากฎในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมจึงไม่ได้

แยกจากชีวิตประจำวัน เพราะ ปฏิบัติ คือ การถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรม และ

ธรรมก็ไม่ได้อยู่ในขณะที่นั่ง ในห้องปฏิบัติ ขณะนี้มีธรรมให้รู้ เห็น ได้ยิน คิดนึก โกรธ

โลภ ล้วนแล้วแต่เป็นธรรมที่ควรู้ ควรรู้ว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา การปฏิบัติธรรม

จึงเป็นการเจริญสติปัฏฐานที่ไม่ใช่การนั่งสมาธิแต่อย่างใดเลย เพราะฉะนั้น แม้แต่

ขณะที่มีความคิดนึกในเรื่องอดีต ขณะนั้นอะไรมีจริง คิดมีจริง   ปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง

จึงไม่ทำให้ใจเดือดร้อนว่า ยังคิดเรื่องอดีตอยู่ เพราะอยากให้ใจเป็นสมาธิ แต่ การ

ปฏิบัติที่ถูกต้องที่เป็นการเจริญสติปัฏฐาน คือ การรู้สภาพธรรมที่กำลังเกิด แม้แต่

การคิดเรื่องอดีต คิดมีจริง ขณะที่คิด ไม่ใช่เราที่คิด แต่เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง

คือ จิตที่คิดนึก การรู้ความจริงว่าเป็นแต่เพียง จิตไม่ใช่เราที่คิด ขณะนั้นเป็นการ

ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาที่ถูกต้องแล้ว เพราะมีปัญญาเกิดรู้ความจริง

     ดังนั้น กล่าวได้ว่า ที่ใด เมื่อไหร่ที่ปัญญาเกิด ขณะนั้นเป็นการปฏฺบัติธรรม เพราะ

หากไม่มีปัญญา มีแต่ความสงบนิ่ง โดยที่ไม่รู้อะไร ก็ไม่ใช่ พุทธ ผู้รู้ ที่เป็น เรื่องของ

ปัญญาเป็นสำคัญ เพราะ ปัญญานั่นเองที่จะเป็นธรรมที่สามารถดับกิเลสได้ ความ

ไม่รู้ ความนิ่ง ความสงสัย ไม่สามารถดับกิเลสได้ ซึ่งปัญญาจะเจริญได้ ไม่ใช่ด้วยการ

นั่งสมาธิ แต่ด้วยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม  และเมื่อใดปัญญาเจริญขึ้นมาก

จากการฟังพระธรรม  สติและปัญญาก็จะเกิดรู้ความจริงในชีวิตประจำวัน โดยไม่

ต้องไปนั่ง หรือ อยู่ในห้อง เพราะ ธรรมมีอยู่ในชีวิตประจำวัน ขณะที่รู้ความจริงในชีวิต

ประจำวัน ด้วยสติและปัญญาที่เกิดขึ้น อันเกิดจากากรฟังพระธรรม ขณะนั้นปฏิบัติธรรม

แล้ว แม้จะไม่เรียก ไม่กล่าวว่า ปฏิบัติธรรม เพราะ สติและปัญญา ปฏิบัติหน้าที่รู้ธรรม

ตามความเป็นจริง ครับ ดังนั้นแทนที่จะพัฒนาการนั่งสมาธิ ก็มาพัฒนาความเข้าใจ

พระธรรมในขั้นการฟัง จะเป็นหนทางที่ถูกต้อง  ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 13 ส.ค. 2555 09:46 น.
 

เมื่ออ่านคำอธิบายของอาจารย์ผเดิมแล้ว

คุณอรรถวาทีอาจศึกษาเพิ่มเติมเพื่อความเห็นถูกได้อีกที่ลิ้งนี้ครับ

การนั่งสมาธิ

ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
khampan.a
วันที่ 13 ส.ค. 2555 17:41 น.
 

         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

      จุดประสงค์ของการฟังพระธรรม  ศึกษาพระธรรม  ก็เพื่อเข้าใจพระธรรมตามความ

เป็นจริง   ดังนั้น  เมื่อได้ยินได้ฟังคำอะไร  ก็ควรที่จะได้พิจารณาว่า    สิ่งนั้น คือ อะไร 
  
และประการที่สำคัญ    พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง   ทุกคำ ทุกพยัญชนะ 

เพื่อให้เข้าใจความจริง  แม้แต่ คำว่า สมาธิ  ก็เช่นเดียวกัน   

      สมาธิ เป็นสภาพธรรมที่มีจริง   ว่าโดยสภาพธรรมแล้ว   เป็นเจตสิกประการหนึ่งที่

ตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด      อารมณ์ คือ สิ่งที่จิตรู้   เมื่อจิตเกิดขึ้นต้องรู้อารมณ์  

และ ก็จะต้องมีสมาธิซึ่งเป็นเอกัคคตาเจตสิกเกิดร่วมกับจิตทุกครั้งทุกขณะ  ไม่เว้นเลย

ตั้งมั่นในอารมณ์ที่จิตกำลังรู้  ดังนั้น ไม่ว่าจะนั่ง  จะยืน จะนอน  จะเดิน จึงไม่ปราศจาก

สมาธิเลย  เพราะเกิดกับจิตทุกขณะ

       และที่ควรพิจารณาคือ  สมาธิหรือเอกัคคตาเจตสิก เกิดกับอกุศล     ก็เป็นอกุศล

สมาธิ  ไม่ควรเจริญ ไม่ควรประกอบ  เพราะไม่เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรม 

มีปัญญาเป็นต้น  มีแต่จะเพิ่มพูนความไม่รู้และอกุศลธรรมอื่น ๆ ต่อไป

    สมาธิที่ควรอบรมคือสัมมาสมาธิซึ่งเป็นไปพร้อมกับการอบรมเจริญปัญญา (ภาวนา)

ในชีวิตประจำวัน    ภาวนาไม่ใช่การท่องบ่น    แต่เป็นการอบรมเจริญปัญญา  จากที่ยัง

ไม่มีก็มีขึ้น  เมื่อมีแล้วก็อบรมเจริญให้มีมากยิ่งขึ้นต่อไป    ซึ่งจะต้องตั้งต้นที่การฟังพระ

ธรรม  ฟังในสิ่งที่มีจริงบ่อย ๆ เนือง ๆ  
       
      อีกคำหนึ่งที่ควรจะได้พิจารณา คือ  ปฏิบัติธรรม    ไม่ใช่การไปทำ   เพราะเหตุว่า

ปฏิบัติธรรม ไม่ใช่การไปทำอะไรที่ผิดปกติขึ้นมาด้วยความเป็นตัวตนหรือความติดข้อง

ต้องการ แต่ธรรมเกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ของธรรม นั่นก็คือ สติ และ  สัมปชัญญะ(ปัญญา)

เกิดขึ้นระลึกรู้ตรงลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ  ในขณะนี้  ตามความเป็นจริง  

ซึ่งจะต้องอาศัยการฟัง    การศึกษาพระธรรมสะสมความเข้าใจในเรื่องของสภาพธรรม

ไปตามลำดับ     เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว  การปฏิบัติถูกต้อง ย่อม

มีไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นความเข้าใจถูก เห็นถูก  จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด  
     
      พระพุทธศาสนา  เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   ต้องฟัง  ต้องศึกษาด้วย

ความละเอียดรอบคอบ  จึงจะเข้าใจ  และที่สำคัญ พระธรรม  ทั้งหมดเป็นไปเพื่อความ

เข้าใจถูก เห็นถูก   ซึ่งจะต้องค่อย ๆ สะสมความเข้าใจไปตามลำดับ      ที่สำคัญ  คือ 

จะขาดการฟังพระธรรม ไม่ได้เลยทีเดียว  ครับ

                              ขอเชิญคลิกอ่านข้อความนี้เพิ่มเติม อีกครับ  

                                             ความเข้าใจเรื่องสมาธิ 

                              ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
kinder
วันที่ 15 ส.ค. 2555 17:30 น.
 

ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
ไตรสรณคมน์
วันที่ 17 ส.ค. 2555 21:29 น.
 

เพียรนั่งมาตั้งหลายปี แล้วมีแต่ความกระวนกระวาย

ไม่ทราบว่าจะทรมานตัวเองไปถึงไหนค่ะ?

ความสงบเกิดได้ทุกขณะเมื่อใดที่จิตเป็นกุศล แมัไม่นั่งสมาธิ

ขณะที่ฟังธรรมขณะนั้นสงบ และถ้ามีความเข้าใจขณะนั้นมีปัญญา

ปัญญาจะเป็นตัวแยกแยะระหว่างกุศลและอกุศล

เมื่อกุศลเจริญขึ้น ความสงบก็มากขึ้นและมั่นคงขึ้นเองตามลำดับ

ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอนก็สงบได้....ถ้ามีปัญญาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
jaturong
วันที่ 5 ต.ค. 2555 12:03 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
peem
วันที่ 8 มิ.ย. 2556 12:33 น.
 

ขออนุโมทนาคะ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่
keyword keyword : -

Back to Top