Loading...
  021243  คนล่วงทุกข์ได้ เพราะความเพียร
chatchai.k
วันที่ 11 มิ.ย. 2555 05:29 น.
อ่าน 1,243
 
 
 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
วันที่ 11 มิ.ย. 2555 08:16 น.
 

     ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

  บุคคลย่อมล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร เป็นพระพุทธพจน์ ที่อยู่ใน อาฬวกสูตร โดย

พระพุทธเจ้าทรงแสดงกับอาฬวกยักษ์ ครับ  ซึ่งข้อความโดยตรง มีดังนี้ ครับ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๕ - หน้าที่ 439

                     อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า

                                      บุคคลย่อมข้ามโอฆะได้อย่างไร

                    บุคคลย่อมข้ามอรรณพได้อย่างไร    บุคคล

                    ย่อมล่วงทุกข์ได้อย่างไร      ย่อมบริสุทธิ์ได้

                    อย่างไร.

         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบด้วยพระคาถาว่า

                             บุคคลย่อมข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา

                     ย่อมข้ามอรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท

                 ย่อมล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร ย่อมบริสุทธิ์

                  ได้ด้วยปัญญา.

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
paderm
วันที่ 11 มิ.ย. 2555 08:17 น.
 

 ซึ่งความหมาย อรรถ ของคำว่า        ย่อมล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร เป็นดังนี้ครับ

  ในอรรถกาถ แสดงโดยนัยสูงสุด คือ พระอนาคามี มีควาเมพียรเพื่อล่วงทุกข์จนถึง

การเป็นพระอรหันต์ แต่กว่าจะถึง นัยสูงสุดนั้น ก็จะต้องเริ่มจากความเข้าใจเบื้องต้น

ในเรื่อง ความเพียร การล่วงทุกข์ว่าเป็นอย่างไร ครับ

พระธรรมเป็นเรื่องละเอียดมาก ความเข้าใจพระธรรม จึงต้องศึกษาด้วยความละเอียด

ให้สอดคล้องทั้ง 3 ปิฎก ดังนั้น เมื่อศึกษาพระอภิธรรม ก็เข้าใจครับว่า ไม่มีตัวตน ไม่มี

เรา มีแต่ธรรม และเป็นอนัตตา คือ ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ ทุอย่างต้องอาศัยเหตุ

ปัจจัยจึงเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น จึงไม่มีเรา ไม่มีบุคคลที่จะล่วงทุกข์ ที่จะทำความเพียร

แต่เป็นหน้าที่ของธรรมที่จะทำให้ล่วงทุกข์ได้ ซึ่งในความเป็นจริง ความเพียรที่เป็น

วิริยะเจตสิก เกิดกับจิตเกือบทุกประเภท แม้ในขณะที่อกุศลจิตเกิดก็มีความเพียรแล้ว

เพียรเป็นไปในอกุศล แม้ในขณะที่กุศลจิตก็มีความเพียรแล้ว เพียรเป็นไปในอกุศล

เพราะฉะนั้นในขณะนี้ โดยไม่รู้ตัวเลย มีความเพียรเกิดอยู่ ทีเป็นวิริยะเจตสิก ไม่ต้อง

ทำความเพียรก็มีความเพียรเกิดแล้ว เกิดกับจิตเกือบทุกขณะ จึงไม่มีเรา ไม่มีตัวตนที่

จะทำความเพียร ให้ความเพียรเกิดขึ้นเลย ครับ

   ที่สำคัญ การล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร ในความเป็นจริง เมื่อจิตเกิดขึ้น จะต้องมี

เจตสิกเกิดร่วมด้วย ซึ่งไม่ใช่เพียงเจตสิกเดียวเท่านั้น แต่มีเจตสิกอื่นหลายๆเจตสิก

เกิดร่วมด้วย เพราฉะนั้น เมื่อจิตเกิดขึ้น ไม่ใช่มีความพียรที่เป็นวิริยะเจตสิกเท่านั้น

ต้องมี เจตสิกอื่นๆเกิดร่วมด้วย มี ผัสสะ เวทนา สัญญาเจตสิก เป็นต้น ซึ่งการจะล่วง

ทุกข์ได้ ก็ต้องมีสภาพธรรมที่ละทุกข์ คือ สภาพธรรมที่ละกิเลส เพราะกิเลสเป็นเหตุ

แห่งทุกข์ สภาพธรรมนั้นจะต้องตรงข้ามกับกิเลสที่ไมดี่ คือ ธรรมฝ่ายดี คือ เจตสิกที่ดี

นั่นเอง นั่นคือ ปัญญาเจตสิก และ ศรัทธาเจตสิก รวมทั้งเจตสิกที่ดีอย่างอื่นๆ เกิดขึ้น

และก็ต้องมีความเพียรเกิดขึ้น ที่เป็นวิริยะเจตสกิเกิดร่วมด้วย ดังนั้น จะล่วงทุกข์ด้วย

ความเพียร มีแต่ความเพียรอย่างเดียว ไม่มีปัญญา ไม่มี สภาพธรมฝ่ายดีอย่างอื่น ย่อม

เป็นไปไม่ได้เลย ครับ 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
paderm
วันที่ 11 มิ.ย. 2555 08:44 น.
 

เพราะฉะนั้น เมื่อได้ยินคำว่า ล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร ก็เป็นอันเข้าใจได้ว่า เพราะ

มีปัญญาเกิดขึ้นในขณะนั้น พร้อมๆกับความเพียร ย่อมล่วงทุกข์ได้ เพราะ ปัญญา และ

สภาพธรรมทีดีอย่างอืน ทำหน้าที่ละกิเลสประการต่างๆ จึงล่วงทุกข์ได้ ครับ

    ขณะที่สติปัฏฐานกิดรู้ความจริงของสภาพธรรมในขณะนี้ ขณะนั้นมี ความเพียรแล้ว

พร้อมๆกับปัญญาและสติ เป็นต้น ทำหน้าที่รู้ความจริง ละคลายกิเลส ความไม่รู้ เป็นต้น

ในขณะนั้น ชื่อว่า กำลังล่วงทุกข์ด้วยควาเมพียร ไปทีละน้อย โดยที่ไม่ต้องไปทำความ

เพียร เพราะความเพียรเกิดแล้ว ในขณะที่ปัญญาเกิดขึ้น วิริยะเจตสิกเกิดพร้อมปัญญา

ครับ แต่เมื่อใดที่จะทำความเพียร ลืมความเป็นอนัตตาของสภาพธรรม ว่า มีเหตุปัจจัย

จึงจะเกิดขึ้น แล้วแต่ว่าสติและปัญญาจะเกิดหรือไม่ ย่อมเพียรผิด เป็นมิจฉาวายามะ

ย่อมทำให้ไม่สามารถล่วงทุกข์ได้เลย แต่ขณะใดที่เข้าใจความเป็นอนัตตา โดยเข้าใจ

หนทางที่ถูก โดยเริ่มจากการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ขณะที่เข้าใจ มีความเพียร

เกิดร่วมด้วย พร้อมกับปัญญา  เพียรถูกแล้วในขณะนั้น โดยไม่ต้องไปทำความเพียร

และ ขณะที่เข้าใจ ก็ค่อยๆล่วงทุกข์ เพราะขณะนั้น มีควาเมพียรเกิดพร้อมปัญญา

และเมื่อปัญญาเกิด ที่เป้นสติปัฏฐาน รู้ความจริวของในสภาพธรรมในขณะนี้ที่กำลัง

ปรากฎ ขณะนั้น มีความเพียรแล้ว   ทีเป็นสัมมาวายามะ    ความเพียรชอบ พร้อมกับ

ปัญญา ขณะนั้นย่อมค่อยๆล่วงทุกข์ไปทีละน้อย เพราะ รู้จักทุกข์ตามความเป็นจริงที

เป็นแต่เพียงสภาพธรรมทีเกิดขึ้นและดับไป ครับ เพราะฉะนั้น แทนที่จะไปทำความ

เพียร ก็เข้าใจว่า ความพียรเกิดอยู่แล้วเป็นปกติ แต่หนทางที่ถูก ก็คืออบรมเหตุ คือ

การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ขณะนั้น ก็มีความเพียรแล้ว เพียรที่จะศึกษาพระธรรม

ในหนทางที่ถูกต้อง ปัญญาทีเกิดขึ้นพร้อมความเพียร ย่อมล่วงทุกข์ได้ในที่สุด ครับ

เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ

อาฬวกสูตร 

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
chulalak
วันที่ 11 มิ.ย. 2555 09:43 น.
 

ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
nong
วันที่ 11 มิ.ย. 2555 10:29 น.
 

 ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
khampan.a
วันที่ 11 มิ.ย. 2555 12:41 น.
 

          ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

   ตามความเป็นจริงแล้ว    ชีวิตของบุคคลผู้ยังเต็มไปด้วยกิเลสประการต่าง ๆ  ก็ย่อม

เป็นไปกับกุศลมากกว่ากุศล      ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากกิเลสที่สะสมมาอย่างเนิ่นนานใน

สังสารวัฏฏ์    ดังนั้น      จึงเป็นธรรมดาที่ยังเป็นผู้เกียจคร้าน    ยังเป็นผู้มีการทอดธุระ 

ยังเป็นผู้ที่ประมาทในการเจริญกุศลทุกประการ       เกียจคร้านเพราะจิตเป็นไปในกาย

ทุจริตบ้าง  วจีทุจริตบ้าง  มโนทุจริตบ้าง  ซึ่งไม่ได้เป็นไปในกุศลธรรมเลย    แต่เมื่อ

อาศัยการฟังพระธรรม  ศึกษาพระธรรมบ่อย ๆ เนือง ๆ  และมีความเข้าใจพระธรรมเพิ่ม

ขึ้นไปตามลำดับ     วิริยะ สภาพธรรมที่ตรงกันข้ามกับความเกียจค้าน  กล่าวคือ ความ

เพียรที่เกิดร่วมกับความเห็นถูก ก็จะเพียรไปในกุศลธรรมมากขึ้น     เพียรละเว้นกุศล

ที่เกิดขึ้นแล้ว    เพียรเจริญกุศลมากขึ้นในชีวิตประจำวัน      ทั้งหมดทั้งปวงนี้ล้วนเกิด

จากความเข้าใจพระธรรม  ซึ่งไม่มีตัวตนที่จะไปทำ  ไม่มีตัวตนที่เพียร   แต่สภาพธรรม

กล่าวคือจิตและเจตสิก(สภาพธรรมที่เกิดร่วมกับจิต)เกิดขึ้นเป็นไปในกุศลธรรมนั่นเอง

เพราะเหตุว่าทุกอย่างเป็นธรรมและเป็นอนัตตา     ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร

ทั้งสิ้น       เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยแล้วก็ดับไปเท่านั้นเอง    ความเพียรที่เป็นไปกับ

การศึกษาพระธรรม       ฟังพระธรรม   อบรมเจริญปัญญา    พร้อมทั้งเจริญกุศลประการ

ต่าง ๆ    เพื่อขัดเกลากิเลสในชีวิตประจำวัน   เป็นความเพียรที่คล้อยไปสู่การดับกิเลส

พ้นจากทุกข์ได้ในที่สุด  ครับ.

                                 ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
jaturong
วันที่ 11 มิ.ย. 2555 17:35 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
เซจาน้อย
วันที่ 11 มิ.ย. 2555 20:07 น.
 

    ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

" ความพียรเกิดอยู่แล้วเป็นปกติ แต่หนทางที่ถูก ก็คืออบรมเหตุ คือ

การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ขณะนั้น ก็มีความเพียรแล้ว เพียรที่จะศึกษาพระธรรม

ในหนทางที่ถูกต้อง ปัญญาทีเกิดขึ้นพร้อมความเพียร ย่อมล่วงทุกข์ได้ในที่สุด ครับ"

 

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของอ.ผเดิม อ.คำปั่นและทุกๆท่านครับ


 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
Graabphra
วันที่ 12 มิ.ย. 2555 15:00 น.
 

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่
keyword keyword : -

Back to Top