Loading...
  021200  การรู้เท่าทันกิเลส
totocom107
วันที่ 30 พ.ค. 2555 22:25 น.
อ่าน 665
 
 

เมื่อมีแรงปะทะอารมย์เข้ามา รู้เท่าทัน  จิตไม่เข้าไปปรุงอารมย์เพิ่มเติม

ปล่อยให้อารมย์เกิดขึ้นแล้วดับไป 

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
วันที่ 31 พ.ค. 2555 08:00 น.
 

         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เรียนร่วมสนทนาในประเด็นนี้ครับ

     พระธรรมเป็นเรื่องละเอียดมาก และ ลึกซึ้ง โดยเฉพาะในเรื่องหนทางการดับกิเลส

ที่เป็นการเจริญสติปัฏฐานนั้น ก็ต้องเป็นผู้ละเอียด และ เข้าใจในพระธรรมสอดคล้อง

ทั้ง 3 ปิฎก โดยเฉพาะ พระอภิธรรมเป็นสำคัญด้วย ครับ

   พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง แสดงไว้ครับ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา บังคับ

บัญชาไม่ได้ แม้แต่สติและปัญญา ทีเป็นสติปัฏฐาน  ที่เป็นการรู้ความจริงของสภาพ

ธรรม ก็เป็นอนัตตา คือ บังคับบัญชาไม่ได้ หมายถึง ไม่สามารถบังคับให้สติและปัญญา

เกิดได้ ตามใจชอบ แล้วแต่ว่า สติและปัญญาจะเกิดรู้ความจริงหรือไม่ ครับ

เพราะฉะนั้ นการเข้าใจพระธรรม เริ่มทีละคำ ครับ

   จิต เป็นสภาพรุ้ เมื่อเกิดขึ้น จะต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ สิ่งที่ถูกรู้ เรียกว่า อารมณ์

ดังนั้น ขณะที่จิตเกิดขึ้นมีอารมณ์แล้ว โดยไม่ใช่เป็นแรงปะทะ ตามชาวโลกเข้าใจ

แต่เป็นการแสดงถึงลักษณะของจิต ที่เมื่อเกิดขึ้น ก็มีอารมณ์ เช่น จิตเห็นเกิดขึ้น ก็มี

สี ทีเป็นอารมณ์ สี ไม่ได้มาปะทะ จิต จิตทำหน้าที่รู้ เท่านั้นครับ

คำว่า ปรุงแต่ง

   ปรุงแต่ง ในที่นี้ ก็ต้องเข้าใจว่า อะไรที่ปรุงแต่ง เมื่อจิตเกิดขึ้น ก็ต้องมีเจตสิกเกิด

ร่วมด้วย สภาพธรรมที่เป็นเจตสิก ชื่อว่า ปรุงแต่ง คือ ปรุงแต่งให้จิตเกิดขึ้นนั่นเอง

เพราะฉะนั้น ขณะใดที่จิตใดจิตหนึ่งเกิดขึ้น ชื่อว่า ปรุงแต่งแล้ว เพราะโดยมาก ความ

เข้าใจเดิม เข้าใจกันว่า ขณะใดที่เป็นอกุศลจิต ชื่อว่า ปรุงแต่ง แต่ในความเป็นจริง

จิตทุกประเภทที่เกิดขึ้น ปรุงแต่งแล้ว ขณะนี้เห็น ยังไม่เป็นกุศล อกุศลเลย ปรุงแต่ง

แล้ว ด้วย เจตสิกทีเกิดขึ้น แม้ขณะที่กุศลจิตเกิด ไม่ใช่อกุศลจิต ก็ปรุงแต่งแล้ว ด้วย

เจตสิกที่ปรุงแต่งให้กุศลจิตเกิดขึ้น ครับ นี่คือ ความละเอียดของคำว่าปรุงแต่ง

    กลับมาสู่ ความเข้าใจพื้นฐาน ในเรื่องพระอภิธรรม ที่แสดงว่า ธรรมทั้งหลาย บังคับ

บัญชาไม่ได้ การเจริญสติปัฏฐาน ก็บังคับไม่ได้ เช่นกัน คือ บังคับให้ สติและปัญญา

เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อ สภาพธรรมใดจะปรากฎ จึงไม่มีตัวตนที่จะทำให้สติและ

ปัญญาเกิด และไม่มีตัวตนที่จะปล่อย เพราะ ไม่มีใครปล่อยอะไรได้ มีแต่เพียงสภาพ

ธรรมทีเป็นไป และไม่มีใครที่จะทำให้ไม่ปรุงแต่งเพราะปรุงแต่งแล้ว แม้เพียงเห็น และ

เมื่อเห็นเกิดขึ้น ก็ไม่มีใครที่จะทำให้รู้ความจริงของเห็นได้ หากสติและปัญญาเกิด ครับ

    นี่คือ การกลับมาสู่ความเข้าใจถูก ในกาเรจริญสติปัฏฐาน โดยเริ่มจากความเข้าใจ

เบื้องต้นว่า เป็นอนัตตา    เมื่อไหร่ที่จะทำ จะปล่อย ลืมความเป็นอนัตตา ก็ไม่ใช่การ

เจริญวิปัสสนาที่ถูกต้อง ครับ ซึ่ง สติปัฏฐานจะเกิดได้ ก็ต้องเริ่มจากความเข้าใจใน

ขั้นการฟังถูกต้อง หากเข้าใจขึ้นการฟังผิดตั้งแต่ต้น ยอ่มทำให้ปฏิบัติผิดไปด้วย ครับ

เพราฉะนั้น ควรเริ่มกลับมาสู่การฟังพระธรรม ความเข้าใจใหม่ ปัญญาทีเกิดขึ้นจาก

ขั้นการฟังทีละน้อย ย่อมเกื้อกูลให้ปฏิบัติถูกในอนาคต ครับ

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
khampan.a
วันที่ 31 พ.ค. 2555 12:59 น.
 

          ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     ในสังสารวัฏฏ์ที่เกิดมา เราได้สะสมกิเลสมามาก (กิเลส เป็นเครื่องเศร้าหมองของ

จิตใจ เป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่าง) เมื่อสะสมกิเลสมามาก กิเลสจึงเกิดมากเป็นธรรมดา

ในแต่ละวัน ๆ       อกุศลจิตเกิดขึ้นเป็นไปมากทีเดียว เทียบส่วนกันไม่ได้เลยกับกุศล  

เป็นธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย      ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร

ทั้งสิ้น จะบังคับไม่ให้เกิดก็ไม่ได้        แม้จะได้พบพระพุทธศาสนาแต่ก็ได้ฟังพระธรรม

น้อยกว่าฟังเรื่องอย่างอื่น ปัญญาจึงน้อย เจริญช้า ดังนั้น เมื่อปัญญายังน้อย   ก็ไม่มีกำ

ลังที่จะทำอะไรกับกิเลสได้    กิเลสจึงเกิดบ่อยมากในชีวิตประจำวัน ทั้งโลภะ ความติด

ข้องต้องการ โทสะ ความโกรธ ความขุ่นเคืองใจ โมหะ    ความหลง    ความไม่รู้ อิสสา

(ความ ริษยา) มัจฉริยะ ความตระหนี่ เป็นต้น

    พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเกื้อกูลพุทธบริษัทให้ศึกษา  คือ   รู้

อกุศลธรรมและสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง การศึกษาคือรู้อกุศลธรรม

ตามความเป็นจริง เป็นหนทางเพื่อการดับอกุศลเหล่านั้น   ฉะนั้นในเบื้องต้นเมื่อปัญญา

ยังไม่เพียงพอย่อมดับกิเลสไม่ได้ แต่เมื่อค่อย ๆ รู้ตามความเป็นจริงว่า  เป็นเพียงสภาพ

ธรรมอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตน    ก็ย่อมจะไม่เดือดร้อนกับอกุศลที่เกิดเพราะเหตุ

ปัจจัย ดังนั้น    จึงต้องอบรมเจริญปัญญาต่อไป   เพราะกิเลสที่มีมาก ต้องอาศัยปัญญา

เท่านั้น จึงจะดับให้หมดสิ้นได้ ครับ.

                               ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
jaturong
วันที่ 31 พ.ค. 2555 14:20 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
wannee.s
วันที่ 31 พ.ค. 2555 15:02 น.
 

ปัญญาเป็นสิ่งสำคัญที่สุำด   ถ้าไม่มีปัญญา   ก็ไม่มีทางที่จะรู้เท่าทันกิเลสได้    ปัญญา

เกิดจากการฟัง    การอบรม    ทำให้จิต  เจตสิก   ปรุงแต่ง   รู้ึความจริงในขณะนั้น  ค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
nong
วันที่ 31 พ.ค. 2555 15:38 น.
 

 ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
เซจาน้อย
วันที่ 31 พ.ค. 2555 22:16 น.
 

         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

"รู้เท่าทันกิเลสก็ไม่มีใคร ไม่มีตัวตนที่จะไปรู้"

ปัญญาที่เกิดขึ้นเท่านั้นที่จะทำหน้าที่เอง

ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา

มีแต่สภาพธรรมเกิดขึ้นแล้วดับไป

"ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้"

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของอ.ผเดิม อ.คำปั่นและทุกๆท่านครับ



 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
kinder
วันที่ 1 มิ.ย. 2555 18:17 น.
 

ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
anucha98
วันที่ 3 มิ.ย. 2555 11:45 น.
 
ขออนุโมทนาครับ
 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่
keyword keyword : -

Back to Top