Print 
อริยสัจ 4
 
supanp
วันที่  12 เม.ย. 2555
หมายเลข  20951
อ่าน  15,420

1.  ทุกข์  ควรกำนดรู้

     ทุกข์ในที่นี้คืออย่างไร  ทำไมต้องกำหนดรู้   อย่างไรจึงจะเรียกว่าการกำหนดรู้   เมื่อ

กำหนดรู้แล้วได้อะไร 

2.  สมุทัย  ควรละ

     สมุทัยในที่นี้คืออย่างไร  ทำไมต้องละ   ทำอย่างไรจึงเรียกว่าละ  เมื่อละได้แล้วเป็น

อย่างไร

3.  นิโรธ  ควรทำให้แจ้ง 

     นิโรธในที่นี้เป็นอย่างไร    ทำให้แจ้งคือทำอย่างไร      เมื่อทำให้แจ้งได้แล้วจะเป็น

อย่างไร

4.  มรรค  ควรทำให้มีขึ้น

     มรรคในที่นี้คืออย่างไร  ทำให้มีขึ้นได้อย่างไร  เมื่อทำให้มีขึ้นได้แล้วจะเป็นอย่างไร


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 12 เม.ย. 2555 13:14 น.

            ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     ความหมายของอริยสัจจะ

1. ความจริงที่ประเสริฐ ชื่อว่า อริยสัจจะ

2. พระอริยะทั้งหลาย ย่อมแทงตลอดอริยสัจจะเหล่านี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า อริยสัจจะ

3. ธรรมที่ทำให้ถึงความเป็น พระอริยะ ชื่อ อริยสัจ

4. ที่ชื่อว่า  อริยสัจ  เพราะอรรถว่า   เป็นสัจจะของพระอริยะดังนี้บ้าง

5. ที่ชื่อว่า  อริยสัจ  เพราะความที่อริยสัจจะเหล่านั้น อันพระอริยะตรัสรู้แล้วบ้าง

********************************************

จากคำถามที่ว่า

1.  ทุกข์  ควรกำหนดรู้

     ทุกข์ในที่นี้คืออย่างไร   ทำไมต้องกำหนดรู้   อย่างไรจึงจะเรียกว่าการกำหนดรู้  เมื่อ

กำหนดรู้แล้วได้อะไร

--------------------------------------------------------------------------

     ทุกข์ คือ ความจริงอย่างประเสริฐคือสภาพที่ทนได้ยาก  หมายถึง  สภาพธรรมที่เกิด

ดับ  และทำให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏฏ์   คือ  จิต ๘๑    เจตสิก ๕๑    รูป ๒๘ 

ซึ่งเป็นโลกียธรรมทั้งหมด 

ทำไมต้องกำหนดรู้

     ทุกขอริยสัจจะ กิจ คือ ควรกำหนดรู้ ที่เรียกว่า ปริญญากิจ ที่ควรกำหนดรู้ เพราะ เรา

ไม่รู้ความจริงว่า      ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เป็นแต่เพียงธรรมที่เกิดขึ้นและดับไปที่เป็นทุกข์

เมื่อไม่รู้ว่า เป็นแต่เพียงธรรมที่เกิดขึ้นและดับไปที่เป็นทุกข์  ไม่ใช่เรา       จึง เป็นทุกข์

ประการต่าง ๆ เพราะไม่รู้ความจริง     และเพราะไม่รู้ความจริงว่าไม่เที่ยง ด้วยปัญญา ก็

ย่อมไม่เห็นโลกตามความเป็นจริง   หลงยึดติดในสิ่งที่เป็นสมมติ   ไม่รู้ความจริงว่ามีแต่

ธรรมที่เป็นทุกข์เท่านั้น  เมื่อไม่รู้จึงทำบาป เมื่อทำบาปก็ทำให้เกิดในอบายและวนเวียน

ในสังสารวัฏฏ์ไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น จึงควรรู้ทุกข์ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาคือ กำหนด

รู้ด้วยปัญญา เพื่อจะได้เห็นทุกข์ตามความเป็นจริง เกิดปัญญาดับกิเลสอันนำมาซึ่งทุกข์

ครับ

  อย่างไรจึงจะเรียกว่าการกำหนดรู้ 

     เมื่อปัญญาเกิดรู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฎที่เป็นทุกข์  รู้ความจริงว่าไม่

เที่ยงเป็นทุกข์และเป็นอนัตตา  ไม่ใช่เรา   นั่นคือ    สติปัฏฐานเกิดรู้ความจริงนั่นเองครับ

ชื่อว่า กำหนดรู้แล้ว รู้ด้วยปัญญา โดยไม่มีเราที่จะไปกำหนดรู้

กำหนดรู้แล้วได้อะไร

     เมื่อปัญญารู้ความจริงของสภาพธรรม      สิ่งที่ได้ คือ การรู้จักโลกตามความเป็นจริง

สิ่งทีได้ คือ วิชชา       ปัญญาเกิด ย่อมละ ความไม่รู้ อวิชชาและกิเลสประการต่าง ๆ ได้

จนดับกิเลสหมด และไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด อันนำมาซึ่งทุกข์ ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 12 เม.ย. 2555 13:14 น.

2.  สมุทัย  ควรละ

     สมุทัยในที่นี้คืออย่างไร   ทำไมต้องละ   ทำอย่างไรจึงเรียกว่าละ  เมื่อละได้แล้วเป็น

อย่างไร

     สมุทัยอริยสัจ   องค์ธรรมได้แก่ โลภเจตสิก ๑   เป็นความจริงอย่างประเสริฐคือเหตุ

เกิดขึ้นแห่งทุกข์ ได้แก่   ตัณหา หรือ โลภเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่มีลักษณะติดข้อง 

ทำให้เพลิดเพลินในภพใหม่    เป็นเหตุของการเวียนว่ายตายเกิดต่อไป  เป็นโลกียธรรม

     ทำไมต้องละ  เพราะนำมาซึ่งโทษด้วยเหตุผล 4 ประการ ครับ

     ตัณหา  คือ สภาพธรรมที่ติดข้อง ต้องการที่เป็นโลภะ เพราะมีตัณหา จึงมีความทุกข์

ประการต่างๆ

     1. ทำให้เกิดทุกข์ คือ เพราะอาศัยตัณหา จึงทำให้เกิดทุกข์ใจ ปรารถนาแล้วไม่ได้

     2. เป็นเหตุแห่งทุกข์  เพราะมีตัณหา   จึงทำให้เกิดทุกข์ทางกายและใจ เพราะเมื่อมี

ตัณหาก็ต้องมีการเกิด   เมื่อมีการเกิดก็มีร่างกาย  มีขันธ์ 5     ก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์กาย

และใจนานับประการครับ

     3. ประกอบสัตว์ไว้ในสังสารทุกข์   เพราะมีตัณหา   มีกิเลส  ก็ไม่สามารถพ้นจากการ

เกิดได้   เลยก็ต้องเกิดวนเวียนไปในสังสารวัฏฏ์ไม่มีที่สิ้นสุด  จึงเป็นเครื่องประกอบสัตว์

ไว้ไม่ให้พ้นจากการเกิด จากสังสารวัฏฏ์ครับ

     4. ขังอยู่ในเรือนจำคือสังสารทุกข์   เพราะมีกิเลส  คือ  ตัณหา    จึงต้องเกิดตาย  ไม่

สามารถออกจากสังสารวัฏฏ์ที่เรียกว่า คุก      เพราะขังสัตว์ไว้ไม่ให้ออกจากการเกิดและ

ตายได้   คุกอันละมุนละไม ที่ดูน่าเพลิดเพลิน  แต่ถูกขังไว้โดยไม่รู้ตัว   อันมีเหตุมาจาก

ตัณหาและกิเลสประการต่าง ๆ ครับ

--------------------------------------------------------------------------

  ทำอย่างไรจึงเรียกว่าละ 

     ไม่มีตัวเราที่ละ  แต่สภาพธรรมฝ่ายดี คือ ปัญญาเกิดขึ้น ที่เป็นปัญญาระดับสูง ระดับ

มรรคจิต ย่อมละกิเลส คือ ตัณหา     และผู้ที่จะละกิเลสคือตัณหาได้หมด คือ พระอรหันต์

ก็ด้วยปัญญา ครับ

เมื่อละได้แล้วเป็นอย่างไร

     เมื่อละเหตุแห่งทุกข์ คือ ตัณหาและอวิชชา    ย่อมละบุญและบาปได้  และเป็นปัจจัย

ไม่ให้ทุกข์ใจอีกเลย    ไม่เกิดกิเลสขึ้นในจิตใจ   และย่อมทำให้ถึงการไม่เกิดอีก     เมื่อ

ปรินิพพาน จุติจิตของพระรอหันต์เกิด ก็ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด อันนำมาซึ่งทุกข์

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
paderm
paderm
วันที่ 12 เม.ย. 2555 13:16 น.

3.  นิโรธ  ควรทำให้แจ้ง 

นิโรธในที่นี้เป็นอย่างไร  ทำให้แจ้งคือทำอย่างไร  เมื่อทำให้แจ้งได้แล้วจะเป็นอย่างไร

     นิโรธอริยสัจ    องค์ธรรมได้แก่ พระนิพพาน  ความจริงอย่างประเสริฐ   คือความดับ

ทุกข์    หมายถึง   พระนิพพานเป็นสภาพธรรมที่ดับกิเลส   ดับทุกข์ทั้งปวง   เมื่อถึงการ

ดับขันธปรินิพพานแล้ว   จะไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีก      พระนิพพาน เป็นโลกุตตร

ธรรม    พระนิพพาน ที่เป็นนิโรธสัจจะ   เป็นสภาพธรรมที่ออกจากอุปธิคือสภาพธรรมที่

ทรงไว้ซึ่งทุกข์ประการต่าง ๆ      เพราะพระนิพพานไม่เกิด ไม่ดับ จึงไม่ทุกข์ครับ

     นิโรธสัจจะ  หมายถึง สงัดจากหมู่กิเลส    เพราะพระนิพพานเป็นสภาพธรรมที่ปราศ

จากเครื่องเศร้าหมองที่เป็นกิเลสประการต่าง ๆ   และกิเลสก็ยินดี ติดข้องไม่ได้ด้วย  จึง

เป็นสภาพธรรมที่ปราศจากกิเลสครับ

     ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้  พระนิพพานเป็นสภาพธรรมที่มีจิง แต่ไม่มีสภาพธรรมที่เป็นจิต

เจตสิกและรูปเกิดเลย จึงไม่มีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิด เพราะพระนิพพานไม่เกิดและดับ

     เป็นอมตรส พระนิพพานที่เป็นนิโรธสัจจะ ไม่เกิดและไม่ดับ จึงเที่ยง จึงเป็นอมตรส

 

ทำให้แจ้งคือทำอย่างไร

คือ ทำให้แจ้ง คือ ประจักษ์ด้วยจิตใจของตนเอง  คือ ด้วยใจที่ประกอบด้วยปัญญาระดับ

สูงที่เป็นโลกุตตระ ย่อมประจักษ์พระนิพพาน ตามความเป็นจริง ครับ

 

เมื่อทำให้แจ้งได้แล้วจะเป็นอย่างไร

เมื่อทำให้แจ้ง คือ ประจักษ์พระนิพพานแล้ว ย่อมถึงความสงบจากกิเลส ครับ

******************************************************

4.  มรรค  ควรทำให้มีขึ้น

     มรรคในที่นี้คืออย่างไร  ทำให้มีขึ้นได้อย่างไร   เมื่อทำให้มีขึ้นได้แล้วจะเป็นอย่างไร

มัคคอริยสัจ   องค์ธรรมได้แก่   มรรคมีองค์ ๘ ในมรรคจิตตุปบาททั้ง ๔   เป็นความจริง

อย่างประเสริฐ คือหนทางดับทุกข์   ได้แก่ มรรคมีองค์  ๘  ที่เกิดขึ้นเป็นมรรคสมังคี  ทำ

กิจประหารกิเลสเป็นสมุจเฉท       ทำให้บุคคลที่อบรมมรรคมีองค์  ๘     นั้นเปลี่ยนจาก

ปุถุชนเป็นพระอริยบุคคลตามลำดับขั้น   

     กิจ ของ มัคคอริยสัจจะ คือ ควรเจริญ   นั่นคือ  ควรทำให้เจริญให้มีขึ้น จากที่ไม่มีก็

ให้เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็ทำให้เจริญมากขึ้นครับ  ซึ่งการทำให้เจริญให้มีขึ้น ก็ต้อง

เริ่มจากการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ในเรื่องของสภาพธรรม  และอบรมเจริญสติปัฏ-

ฐานระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริงในขณะนี้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา

เมื่อทำให้มีขึ้นได้แล้วจะเป็นอย่างไร

1. ทำให้ออกจากสังสารวัฏฏ์    อริยมรรค เป็นหนทางที่สามารถดับกิเลส ทำให้ไม่มีการ

เกิดขึ้นของจิตเจตสิกและรูปอีกครับ   เพราะคำว่าสังสาร หมายถึง การเกิดขึ้นสืบต่อของ

สภาพธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกต่อไปไม่ขาดสาย ไม่มีที่สิ้นสุดครับ ดังนั้นอริยมรรคเมื่อ

เจริญแล้วก็ทำหน้าที่ละกิเลส ทำให้ไม่มีการเกิดขึ้นของจิต เจตสิกอีก จึงออกจากสังสาร-

วัฏฏ์ได้ครับ

2.  เป็นเหตุแห่งพระนิพพานและเห็นพระนิพพาน   ผู้ที่เจริญอริยมรรค มรรคสัจจะ  มรรค

จิตเมื่อเกิดขึ้น ย่อมมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ จึงชื่อว่าย่อมเห็นพระนิพพาน  และเป็นเหตุ

แห่งพระนิพพานครับ

3.  ทำให้พ้นทุกข์ทั้งปวง เพราะ เมื่อเจริญอริยมรรค ก็ถึงการดับกิเลส ก็ไม่ต้องมีกิเลสที่

ทำให้ทุกข์ใจและ   เมื่อไม่มีกิเลสก็ไม่มีการเกิดขึ้นของขันธ์ 5 อีก ก็ไม่ต้องทุกข์กายและ

ทุกข์ประการอื่นๆจากการเกิดอีกเลย ครับ ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 12 เม.ย. 2555 17:07 น.

         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น     อริยสัจจ์  ๔  เป็นธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง    อริยสัจจ์ ๔เป็นธรรมที่มีจริงที่ทำให้ผู้รู้แจ้งถึงความเป็นพระอริยะ    ห่างไกลจากข้าศึกคือกิเลสตามลำดับขั้น      เป็นสัจจะของพระอริยเจ้าทั้งหลาย        เป็นสัจจะ ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายตรัสรู้แล้ว     ว่าโดยประเภทแล้ว  มี  ๔  คือ  ทุกข์   สมุทัย  นิโรธ     และ มรรค,    ทุกข์ หมายถึงสภาพธรรมที่เกิดดับ    เกิดแล้วย่อมดับไป    เป็นไปกับด้วยสังสารวัฏฏ์     เป็นไปในฝ่ายเกิด   ซึ่งก็คือ สภาพธรรมที่กำลังมีกำลังปรากฏในขณะนี้      ไม่พ้นไปจากจิต เจตสิก และ รูปเลย      ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เกิดเพราะปัจจัยปรุงแต่ง   ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดเพราะเหตุปัจจัย      เมื่อเกิดแล้วก็ตั้งอยู่ไม่ได้      ต้องมีความดับไปเป็นธรรมดา, สมุทัย เป็นเหตุแห่งทุกข์      ที่มีสภาพธรรมที่เป็นทุกข์นี้    ก็เพราะตัณหา     ตราบใดที่ยังมีตัณหา   ก็ยังไม่พ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏฏ์    มีการเกิดการตายอย่างไม่จบสิ้น    จนกว่าจะถึงความเป็นพระอรหันต์  จึงจะสามารถดับตัณหาได้อย่างหมดสิ้น,        นิโรธ เป็นความดับทุกข์  ดับกิเลส  ได้แก่ พระนิพพาน  ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่ไม่เกิดไม่ดับ     ไม่มีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิด   เป็นธรรมที่ตรงกันข้ามกับกิเลส  ตรงกันข้ามกับสังสารวัฏฏ์อย่างสิ้นเชิง       ผู้ที่จะประจักษ์แจ้งพระนิพพาน      ต้องเป็นพระอริยบุคคลขั้นต่าง ๆ เท่านั้น, มรรค    เป็นหนทางอันประเสริฐที่จะดำเนินไปถึงซึ่งความดับทุกข์    ได้แก่   อริยมรรคมีองค์ ๘   มีสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง เป็นต้น       อันเป็นทางอันประเสริฐที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ พระอริยสงฆ์สาวก ดำเนินไปแล้ว       ทั้งหมดนั้น ล้วนเป็นสภาพธรรมที่มีจริง ทั้งหมด  ที่ทำให้ผู้ที่รู้แจ้งถึงความเป็นพระอริยบุคคล      พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง ทั้งหมด เพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูก  เพื่อละคลายกิเลสทุก ๆ ประการ  มีความเห็นผิด  ความไม่รู้  เป็นต้น     ความเข้าใจของผู้ที่ได้ฟัง ได้ศึกษา  จะต้องเจริญขึ้นไปตามลำดับ   ตามกำลังปัญญาของแต่ละบุคคล     โดยไม่ขาดการฟังการศึกษา เห็นประโยชน์ในการรู้ความจริง    ซึ่งก็คือ สภาพธรรมที่กำลังมีกำลังปรากฏในขณะนี้  ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเป็นธรรม        สิ่งที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจ  ไม่พ้นไปจากธรรมที่มีจริงในขณะนี้   ไม่พ้นไปจากตา  หู  จมูก  ลิ้น กาย  ใจ   ครับ                           ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 12 เม.ย. 2555 17:43 น.

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า     หนทางนี้เป็นหนทางเอกที่นำไปสู่การพ้นทุกข์   การไม่เกิดอีก

เลย    คือ   การเจริญอริยมรรคมีองค์  8    อันเริ่มต้นด้วยความเห็นถูก   ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
เซจาน้อย
วันที่ 12 เม.ย. 2555 19:40 น.

    ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


"ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา"

"ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล

ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของบุคคลใด"

"ธรรมไม่มีทำไงเพราะไม่มีใครทำ"

"ขณะที่ฟังพระธรรมแล้วเข้าใจ(ปัญญา)"

"ปัญญานั่นเองที่จะทำหน้าที่"

ขอบคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของอ.ผเดิม อ.คำปั่น พี่วรรณีและทุกท่านครับ



 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 12 เม.ย. 2555 22:02 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
เข้าใจ
เข้าใจ
วันที่ 10 มิ.ย. 2555 12:15 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กราบอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
นิคม
นิคม
วันที่ 6 ก.พ. 2559 20:06 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
สิริพรรณ
วันที่ 12 ต.ค. 2559 12:45 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาทุกท่านค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ