Loading...
  020828  การอนุโมทนาบุญ
พิมพิชญา
วันที่ 20 มี.ค. 2555 15:01 น.
อ่าน 4,113
 
 

    มีคนถามมาว่า การอนุโมทนาบุญ กรณีที่ไม่ได้รู้ได้เห็นด้วยตนเอง

แต่คนที่ไปทำบุญ(กระทำกุศลกรรม)มาบอกให้ฟัง เืพื่อให้อนุโมทนา

จริงหรือเปล่าคะว่า

บุญ(กุศล)นั้นมีกำลังอ่อนไม่เท่ากับการได้ไปเห็นตอนที่กำลังกระทำบุญ

 รวมทั้งบางครั้งบุญ(ุกุศล)เป็นประเภทที่ไม่มีการกระทำให้ใครเห็นเป็นลักษณะท่าทาง

เช่น เกิดเมตตาจิต เิกิดสติ เกิดความเข้าใจตรงขณะที่ฟังธรรม

  แล้วถ้าหากไปอุทิศบุญประเภทนี้ให้คนนั้นคนนี้อนุโมทนา

 จริงหรือไม่ว่า จะไม่เท่ากับการที่เราทำทานให้เขาเห็นหรือถือศีลให้เขาเห็น

   เพราะเท่าที่อ่านในพระสูตรก็มักเจอเรื่องที่ว่า

เทวดาหรือเปรตอนุโมทนาคนที่ทำทานเป็นส่วนใหญ่

(จากการที่พวกเขาได้รู้เห็นจึงอนุโมทนา)

 แต่ไม่เคยเจอที่ว่าอนุโมทนาผู้ที่เจริญบุญ(กุศล)ประเภทอื่นๆ

 (เช่น เกิดมหากุศลจิตขณะศึกษาธรรม)

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
ธุลีพุทธบาท
วันที่ 20 มี.ค. 2555 18:47 น.
 

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺสฺส ฯ

( ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น )

----------

 "อนุโมทนา" หมายถึง การพลอยชื่นชมยินดีในกุศลที่ผู้อื่นได้กระทำแล้ว 

ขณะใดที่มีใจเบิกบาน พลอยชื่นชม ยินดี ในความดีของผู้อื่น ไม่ว่าประการใด ๆ 

ขณะนั้น เป็นกุศลจิต ครับ

...

ดังนั้น กุศลจิต จึงไม่ได้จำกัดเลยว่า จะต้องยินดีในความดีประเภทใดประเภทหนึ่ง

ไม่จำกัด แม้ในบุคคล โอกาส และสถานที่

สิ่งที่สำคัญ คือ บุคคลใดมีปัญญาเห็นคุณค่าในความดี เพราะรู้ว่าความดีเป็นสิ่งที่ดี

จึงพลอยชื่นชมยินดีในความดีที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความดีนั้น จะเป็นของใครก็ตาม ครับ

...

ส่วนกำลังของกุศลจิตที่เกิดขึ้นอนุโมทนานั้น ไม่ได้มีเครื่องชี้วัดตายตัว ครับ

เช่น บุคคลแรก เห็นผู้อื่นถวายทานอยู่ตรงหน้า ก็สักว่าอนุโมทนา

ส่วนอีกบุคคลหนึ่ง มีปัญญา เห็นคุณค่าของการถวายทานด้วยใจจริง

แม้เพียงได้ฟังว่า ผู้อื่นถวายทาน ก็มีใจโสมนัสยินดีอนุโมทนามากกว่าบุคคลแรก

การอนุโมทนาจึงแล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละบุคคลที่ได้สะสมมาจริง ๆ ครับ

----------

.ขณะอย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลายไปเสีย.

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
khampan.a
วันที่ 20 มี.ค. 2555 23:04 น.
 

            ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

      การอนุโมทนา   ไม่ใช่เพียงการกล่าวคำว่า "ขออนุโมทนา"      แต่ต้องเป็นสภาพ

จิตใจที่ดีงามในขณะนั้น   อ่อนโยนไม่แข็งกระด้าง ที่พลอยชื่นชมยินดีในกุศลที่ผู้อื่นได้

กระทำ แม้จะไม่มีคนบอก  แต่เห็นความเป็นไปอย่างนั้นแล้ว แล้วเกิดกุศลจิตอนุโมทนา

ก็ได้   อย่างเช่นเพื่อนของนางวิสาขา    เห็นบุพพารามที่นางวิสาขาสร้างถวายแด่พระ

ภิกษุสงฆ์ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นประมุข     ก็เกิดกุศลจิตอนุโมทนาโดยที่นาง

วิสาขาไม่ได้บอกเลย      หรือ  มีผู้อื่นบอก  แล้วเกิดกุศลจิต  อนุโมทนา ก็ได้   เป็นไป

ตามเหตุตามปัจจัย เพราะถ้าเป็นบุคคลที่สะสมเหตุที่ดีมา เห็นประโยชน์ของกุศลธรรม  

เมื่อเห็นคนอื่นหรือได้ทราบว่าคนอื่นได้กระทำในสิ่งที่ดี  ก็ชื่นชมอนุโมทนา   แม้ตนเอง

จะไม่ได้กระทำ แต่ก็เกิดกุศลจิตได้  ในขณะที่พลอยชื่นชมยินดีในกุศลของผู้อื่น     ใน

ทางตรงกันข้าม  ถ้าขณะใดที่ไม่อนุโมทนา       นั้น เป็นเรื่องของอกุศล  ไม่ใช่กุศลเลย  

แม้จะเห็น  หรือ จะมีคนบอก  ก็ไม่อนุโมทนา    เป็นเรื่องของการสะสมของแต่ละบุคคล

จริง ๆเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น      สำหรับ

การอนุโมทนาในกุศลที่ผู้อื่นได้กระทำนั้น  ไม่ได้จำกัดเฉพาะทานเท่านั้น  แต่หมายรวม

ถึงกุศล ทุกประเภท    เป็นที่ตั้งแ่ห่งการอนุโมทนา ของผู้ที่สามารถรับรู้และเกิดกุศลจิต

อนุโมทนาได้ทั้งหมด  ครับ.

                             ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...    

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
paderm
วันที่ 20 มี.ค. 2555 23:46 น.
 

         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

 จากคำถามแรก

    มีคนถามมาว่า การอนุโมทนาบุญ กรณีที่ไม่ได้รู้ได้เห็นด้วยตนเองแต่คนที่ไปทำ

บุญ(กระทำกุศลกรรม)มาบอกให้ฟัง เืพื่อให้อนุโมทนาจริงหรือเปล่าคะว่าบุญ(กุศล)

นั้นมีกำลังอ่อนไม่เท่ากับการได้ไปเห็นตอนที่กำลังกระทำบุญ

*************************************************

       ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจให้ตรงกันครับว่า บุญ หรือ กุศล อยู่ที่ไหน คือ อยู่ที่จิต

การ อนุโมทนาบุญ คือ การยินดีในกุศลของผู้อื่นที่กระทำขณะนั้นก็เป็น บุญ หรือ

กุศลในขณะที่ชื่นขม ยินดีในกุศลของผู้อื่น ซึ่ง บุญนั้นก็ต้องเกิดที่จิต ซึ่ง บุญ หรือ

กุศลจะมีผลมาก มีการอนุโมทนาบุญ เป็นต้น ปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่ง คือ สภาพ

จิต   ซึ่งจิตที่เป็นกุศล หากได้ศึกษาพระอภิธรรม ก็จะเห็นถึงความละเอียดของกุศล

ว่ามีระดับประณีตแตกต่างกันไป คือ มีทั้งกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา ไม่ประกอบด้วย

ปัญญา กุศลที่ประกอบด้วยความรู้สึกโสมนัส และความรู้สึกเฉยๆ(อุเบกขา)  เป็นต้น

ซึ่งกุศลที่มีกำลัง และทำให้ผลบุญมีอานิสงส์มาก คือ กุศลที่ประกอบด้วยปัญญา เป็น

กุศลจิตที่เห็ถูกตามความเป็นจริงในขณะนั้นด้วย ก็จะมีผล อานิสง์มากกว่า กุศลที่ไม่

ประกอบด้วยปัญญา ไม่ได้เห็นถูกตามความเป็นจริงในขณะนั้น     รวมทั้ง กุศลที่เกิด

ความโสมนัส แช่มชื่นด้วยกุศล ก็มีผล อานิสงส์มากกว่า กุศลที่มีความรู้สึกเพียงเฉยๆ

ครับ จะเห็นนะครับว่า บุญ จะมาก จะน้อย สำคัญที่สภาพจิตในขณะนั้นที่เป็นกุศล เป็น

กุศลประเภทไหน อย่างไร ดังนั้นจากคำถามที่ว่า กรณีเห็นบุญที่ผู้อื่นกระทำ กับ ไม่ได้

เห็นบุญที่ผู้อื่นกระทำ การได้เห็นแล้ว อนุโมทนา มีผล บุญ คือ กุศลมีกำลังมากกว่า

อันนี้ไม่ถูกต้องครับ ตามเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว ว่า บุญสำคัญที่ สภาพจิตในขณะนั้น

เป็นกุศลประเภทไหน

     ซึ่งหากเป็นผู้ ละเอียด แล้ว ขณะที่เห็น เห็นเป็นสิ่งหนึงสิ่งใดก็คือ ความคิดนึก

เรื่องราว ขณะที่ได้ยิน ได้ยินแล้วก็คิดนึกเป็นเรื่องราว ดังนั้น ก็เป็นเรื่องราวเหมือนกัน

ไม่ต่างกันเลย เพียงแต่ขณะที่จิตคิดนึกเรื่องราวนั้น จะเป็นจิตประเภทอะไร  ฉันนั้น

เหมือนกัน การเห็นผู้อื่นทำบุญ ขณะที่เห็นเป็นคนเป้นสัตว์ทำบุญ ก็คือ เป็นการนึกคิด

เป็นเรื่องราวแล้ว และการได้ยิน คือ มีใครมาบอกว่า มีการทำบุญอย่างนี้ ก็สามารถนึก

คิดเป็นเรื่องราว ที่เป็นการนึกในใจได้เช่นกัน ก็เป็นเรื่องราวการนึกคิด เข่นกัน แต่จิต

ต่างกันได้ แม้ไม่ได้เห็น แต่อนุโมทนาด้วยกุศลจิตที่มีกำลังที่ประกบอด้วยปัญญาก็

ได้ หรือ แม้เห็น แต่เกิดกุศลจิตอนุโมทนา แต่ไม่ประกอบด้วยปัญญาก็ได้ ผลบุญ และ

สภาพจิตก็ต่างกันแล้วครับ

     ที่สำคัญที่สุด แม้เห็นแล้ว ไม่อนุโมทนาก็ได้ นี่แสดงให้เห็นว่า การเห็น ผู้อื่นทำ

บุญ ไม่จำเป้นต้องเกิดกุศลจิต และไม่จำเป็นจะต้องเป็นกุศลจิตที่ประกบอด้วยปัญญา

และการไม่ได้เห็น แต่มีผู้อื่นมาบอก ก็อาจเกิด หรือ ไม่เกิดกุศลจิตที่ไม่ประกอบด้วย

ปัญญา หรือ อาจเกิดกุศลจิตที่ประกอบด้วยปัญญา และมีผลบุญมากกว่า การได้เห็น

แล้วอนุโมทนาก็ได้ครับ ดังนั้น สำคัญที่สุด คือ สภาพจิตขณะที่อนุโมทนาเป็นอย่างไร

นี่คือ ตัวตัดสินว่า ผลบุญ อานิสงส์จะมากหรือไม่อย่างไร ครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
paderm
วันที่ 20 มี.ค. 2555 23:46 น.
 

และจากคำถามที่ 2 ที่ว่า

 รวมทั้งบางครั้งบุญ(ุกุศล)เป็นประเภทที่ไม่มีการกระทำให้ใครเห็นเป็นลักษณะท่าทาง

เช่น เกิดเมตตาจิต เิกิดสติ เกิดความเข้าใจตรงขณะที่ฟังธรรม  แล้วถ้าหากไปอุทิศบุญ

ประเภทนี้ให้คนนั้นคนนี้อนุโมทนา  จริงหรือไม่ว่า จะไม่เท่ากับการที่เราทำทานให้เขา

เห็นหรือถือศีลให้เขาเห็น

   เพราะเท่าที่อ่านในพระสูตรก็มักเจอเรื่องที่ว่า

เทวดาหรือเปรตอนุโมทนาคนที่ทำทานเป็นส่วนใหญ่

(จากการที่พวกเขาได้รู้เห็นจึงอนุโมทนา)

 แต่ไม่เคยเจอที่ว่าอนุโมทนาผู้ที่เจริญบุญ(กุศล)ประเภทอื่นๆ

 (เช่น เกิดมหากุศลจิตขณะศึกษาธรรม)

 ***********************************************

    อนุโมทนา คือ กุศลจิตทีเกิดยินดีในกุศลของผู้อื่น ซึ่งไม่ได้จำกัดประเภทของกุศล

เลยครับ ก็สามารถเกิดจิตอนุโมทนาในกุศลทุกประเภทได้   ดังนั้นไม่ได้หมายความว่า

ต้องเป็นกุศลที่เห็นเป็นท่าทาง ปรากฎทางตาเท่านั้น จึงจะเกิดกุศลจิตอนุโมทนาได้

และ มีผลบุญมากกว่า แต่ถ้าเป็นกุศลที่มองไม่เห็น ไม่สามารถอนุโมทนาได้ อันนี้ก็

ไม่ใช่ครับ หากล่วงรู้ด้วยจิตที่ผู้อื่นสามารถรู้ได้ ก็เกิดอนุโมทนาในกุศลนั้นได้ แต่ที่เรา

มักเห็นในพระสูตรโดยส่วนมาก ที่อนุโมทนาในกุศลขั้นทาน เพราะเป็นเรื่องราวของ

เปรต ที่เขาอนุโมทนาบุญของญาติที่อุทิศให้ ที่เป็นกุศลขั้นทาน เพราะเป็นเปรต หิว

กระหาย สิ่งที่เขาต้องการ คือ อาหาร ดังนั้น การอนุโมทนาบุญของเปรต จึงเป็นการ

อนุโมทนาในกุศลขั้นทาน กุศลขั้นการฟังธรรม เปรตไม่สนใจ เพราะกำลังหิวอยู่ ไม่

สนใจที่จะฟังพระธรรมครับ เราจึงไม่อุทิศกุศลที่เป็นการฟังพระธรรม   การเข้าใจพระ

ธรรมให้เปรต เพราะเปรตย่อมไม่อนุโมทนาในกุศลนั้น ครับ

    แต่เทวดา สามารถอนุโมทนาในกุศลทั้งขั้นทาน ศีล และ การอบรมปัญญา มีการ

ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมด้วยครับ ดังตัวอย่างมากมาย มีท้าวสักกะ หรือ พระอินทร์

เป็นต้น ที่ท่านอนุโมทนาบุญในกุศลของผู้ที่ฟังพระธรรมและอุทิศให้ ท่านก็อนุโมทนา

และท่านยังได้ตรัสบอกกับพระพุทธเจ้าว่า       ในเมื่อบุญ คือ กุศลในธรรมทานมีมาก

อย่างนี้ ก็ขอให้คนทั้งหลาย จะฟังธรรม มาก หรือ น้อยก็ตาม ก็ขอให้อุทิศส่วนกุศลใน

การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมด้วย ครับ ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ

การอุทิศส่วนกุศล โดยเฉพาะธรรมทาน [เรื่อง ท้าวสักกเทวราช]

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
พิมพิชญา
วันที่ 21 มี.ค. 2555 05:51 น.
 

   ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
เซจาน้อย
วันที่ 21 มี.ค. 2555 09:04 น.
 

          ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

"สำคัญที่สุด   คือ    สภาพจิตขณะที่อนุโมทนาเป็นอย่างไร"

นี่คือ   ตัวตัดสินว่า ผลบุญ อานิสงส์จะมากหรือไม่อย่างไร ครับ

 ขอบคุณ และขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของทุกๆท่านครับ

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
Thanapolb
วันที่ 21 มี.ค. 2555 17:56 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอชื่นชมยินดีในกุศลที่ทุกท่านได้กระทำแล้ว(ที่ไม่ต้องรอหวังผล ยังไงก็ให้ผล)

 ขอบคุณ และขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
wannee.s
วันที่ 21 มี.ค. 2555 18:08 น.
 

การอนุโมทนา  เมื่อเห็นใครทำความดี    ขึ้นอยู่กับจิตขณะนั้น    แม้ไม่เห็นใครทำความดี

แต่ได้ยินเขาเล่ากัน     ก็สามารถอนุโมทนาในความดีของคนอื่นได้  ค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
kinder
วันที่ 22 มี.ค. 2555 18:12 น.
 

ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
dhanan
วันที่ 28 มี.ค. 2555 10:05 น.
 

ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
jaturong
วันที่ 12 มี.ค. 2556 14:15 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่
keyword keyword : -

Back to Top