Loading...
 20821   ทสุตตรสูตร [ธรรมหมวด ๔] ...วันเสาร์ที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๕
มศพ.
วันที่ 19 มี.ค. 2555 17:46 น.
อ่าน 781
 
 

  

 

นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทธสฺส

พุทฺธํ  สรณํ   คจฺฉามิ

ธมฺมํ   สรณํ   คจฺฉามิ


สงฺฆํ  สรณํ    คจฺฉามิ

•••..... ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย .....•••


 ... สนทนาธรรมที่ ... 
 

 


           มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา  (มศพ.)
 

                                      พระสูตร ที่จะนำมาสนทนาที่มูลนิธิฯ 

               วันเสาร์ที่ ๒๔    มีนาคม    ๒๕๕๕    เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๒.๐๐ น.   คือ
 

                             ๑๑. ทสุตตรสูตร

             (ว่าด้วยหมวดธรรมอันยิ่งไปจนถึงสิบ)          

                                                        ...จาก... 

             พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ หน้าที่ ๔๐๙


      (ภาพแสดงบรรยากาศการสนทนาธรรมที่มูลนิธิฯ ในวันเสาร์ที่ ๗ ม.ค. ๒๕๕๕)

                                  ...นำสนทนาโดย... 

                    ท่านอาจารย์สุจินต์   บริหารวนเขตต์   และ คณะวิทยากร 

          พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ หน้าที่ ๔๐๙

                                   ๑๑. ทสุตตรสูตร 

                           (นำมาเพียงบางส่วนเท่านั้น)

    [๓๖๔] ข้าพเจ้า สดับมาแล้วอย่างนี้ :-

   สมัยหนึ่ง   พระผู้มีพระภาคเจ้า     พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่     ประมาณ ๕๐๐ รูป

ประทับอยู่ที่ฝั่งสระโปกขรณี ชื่อ คัดครา ใกล้เมืองจำปา. 

  ณ ที่นั้นท่านพระสารบุตร เรียกภิกษุทั้งหลายมา      ภิกษุเหล่านั้น รับคำของท่านพระ

สารีบุตรแล้ว        ท่านพระสารีบุตร กล่าวว่า

  [๓๖๕]                     เราจักกล่าวทสุตตรสูตร    อันเป็นธรรมเพื่อ

                                ปลดเปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง   เพื่อ

                                 บรรลุถึงพระนิพพาน เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์.

                                        .... ว่าด้วยธรรมหมวด ๔

  [๓๙๙] ธรรม ๔ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๔ อย่างควรเจริญธรรม ๔ อย่างควรกำหนด

รู้ ธรรม ๔ อย่างควรละ ธรรม ๔ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเสื่อม. ธรรม ๔ อย่างเป็นไปใน

ส่วนวิเศษ ธรรม ๔ อย่างแทงตลอดได้ยาก ธรรม ๔ อย่างควรให้เกิดขึ้น ธรรม ๔ อย่าง

ควรรู้ยิ่ง ธรรม ๔ อย่างควรทำให้แจ้ง.

   [๔๐๐] ธรรม ๔ อย่าง มีอุปการะมากเป็นไฉน? ได้แก่ จักร ๔ คือ การอยู่ในประเทศอัน

สมควร คบหาสัตบุรุษ ตั้งตนไว้ชอบ ความเป็นผู้ทำบุญไว้ในกาลก่อน    ธรรม ๔ อย่าง

เหล่านี้มีอุปการะมาก.

  [๔๐๑] ธรรม ๔ อย่างควรเจริญเป็นไฉน? ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ คือ ดูก่อนผู้มีอายุทั้ง

หลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณากายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึง

กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ภิกษุพิจารณาเวทนา ... จิต ... พิจารณาธรรม

ในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสใน

โลกเสียได้ ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ ควรเจริญ.

   [๔๐๒] ธรรม ๔ อย่างควรกำหนดรู้เป็นไฉน? ได้แก่ อาหาร ๔ คือ กวฬิงการาหาร

อาหารคือคำข้าว หยาบ ละเอียด ๑ ผัสสาหาร ๑ มโนสัญเจตนาหาร ๑ วิญญาณาหาร ๑

ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ ควรกำหนดรู้.

   [๔๐๓] ธรรม ๔ อย่างควรละเป็นไฉน? ได้แก่ โอฆะ ๔ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา

ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ ควรละ.

   [๔๐๔] ธรรม ๔ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน? ได้แก่โยคะ ๔ คือ กาม ภพ

ทิฏฐิ อวิชชา. ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม.

    [๔๐๕] ธรรม ๔ อย่างเป็นไปในส่วนวิเศษเป็นไฉน? ได้แก่ความพราก(ออกจากโยคะ)

๔ คือ พรากจากกาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ เป็นไปในส่วนวิเศษ.

   [๔๐๖ ] ธรรม ๔ อย่างแทงตลอดได้ยากเป็นไฉน? ได้แก่ สมาธิ ๔ คือ สมาธิเป็นไป

ในส่วนข้างเสื่อม ๑ สมาธิเป็นไปในส่วนข้างดำรงอยู่ ๑ สมาธิเป็นไปในส่วนวิเศษ ๑

สมาธิเป็นไปในส่วนแทงตลอด ๑. ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ แทงตลอดได้ยาก.

   [๔๐๗] ธรรม ๔ อย่างควรให้เกิดขึ้นเป็นไฉน? ได้แก่ ญาณ ๔ คือ   ความรู้ในธรรม ๑

ความรู้ในการคล้อยตาม ๑ ความรู้ในการกำหนด ๑     ความรู้ในการสมมติ ๑.    ธรรม ๔

อย่างเหล่านี้ ควรให้เกิดขึ้น.

    [๔๐๘] ธรรม ๔ อย่างควรรู้ยิ่งเป็นไฉน? ได้แก่ อริยสัจจ์ ๔ คือ ทุกขอริยสัจจ์ ๑

ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ ๑ ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ ๑ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ ๑

ธรรม อย่างเหล่านี้ ควรรู้ยิ่ง.

   [๔๐๙] ธรรม ๔ อย่างควรทำให้แจ้งเป็นไฉน? ได้แก่ สามัญญผล ๔ คือ โสดาปัตติ

ผล ๑ สกทาคามิผล ๑ อนาคามิผล ๑ อรหัตตผล ๑ ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง

    ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ จริงแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็นอย่างอื่น พระตถาคต ทรง

ตรัสรู้ชอบแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ...

                                                  จบ ธรรมหมวด ๔.



                                  อรรถกถา ทสุตตรสูตร [นำมาเพียงบางส่วน]

    บทว่า ปฏิรูปเทสวาโส ความว่า บริษัท ๔ ย่อมปรากฏในที่ใด   การอยู่ในประเทศอัน

สมควรเป็นปานนั้น ในที่นั้น. บทว่า   สปฺปุริสูปนิสฺสโย ความว่าการพึ่ง คือ การเสพ การ

คบ ได้แก่การเข้าไปนั่งใกล้สัปบุรุษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น.    บทว่า อตฺตสมฺมา

ปณิธิ ความว่า การตั้งตนไว้ชอบ.  ก็ถ้าว่า บุคคล เป็นผู้ประกอบแล้ว ด้วยโทษทั้งหลาย

มีความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น   ในกาลก่อน  การละซึ่งโทษมีความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา

เป็นต้นเหล่านั้นแล้ว ดำรงอยู่ในคุณมีศรัทธาเป็นต้น. สองบทว่า ปุพฺเพ จ กตปุญฺตา

ความว่า ความเป็นผู้มีกุศลอันตนสั่งสมไว้แล้วในกาลก่อน.     คุณชาตคือความเป็นผู้มี

กุศลอันตนสั่งสมไว้แล้ว ในกาลก่อนนี้นั่นแหละ เป็นประมาณในที่นี้. จริงอยู่ กุศลกรรม

ย่อมเป็นกรรมอันบุรุษกระทำด้วยญาณสัมปยุตตจิตใด   ญาณสัมปยุตตจิตนั้น นั่นแหละ

อันเป็นกุศลย่อมนำบุรุษนั้นไปในประเทศอันสมควร   ให้คบสัปบุรุษทั้งหลาย.       อนึ่ง

บุคคลนั้นนั่นแลชื่อว่าตั้งตนไว้โดยชอบแล้ว. บัณฑิตพึงทราบธรรมทั้งหลายมีกามโยคะ

และกามวิสังโยคะเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งอนาคามิมรรคเป็นต้น.   ในธรรมที่เป็นไปใน

ส่วนข้างเสื่อมเป็นต้น     มีคำอธิบายว่า  สัญญาและมนสิการ อันสหรคตด้วยกาม ย่อม

กลุ้มรุมบุคคลผู้ได้ปฐมฌาน สมาธิก็เป็นหานภาคิยะ (เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ) สติอัน

คล้อยตามสมาธินั้น ย่อมตั้งมั่น สมาธิจึงเป็นฐิติภาคิยะ  สัญญาและมนสิการอันสหรคต

ด้วยอวิตก(ทุติยฌาน) ย่อมปรากฏ สมาธิก็เป็นวิเสสภาคิยะ     สัญญาและมนสิการ อัน

สหรคตด้วยนิพพิทาย่อมปรากฏ    สมาธิก็เป็นนิพเพธภาคิยะอันวิราคะเข้าปรุงแล้ว

    ข้อว่า ธมฺเม ญาณํ ความว่า ญาณในสัจจธรรม ๔   และญาณในนิโรธธรรมในภายใน

สัจจะ ๔ ด้วยอำนาจการแทงตลอดเป็นอันเดียวกัน.เหมือนที่กล่าวไว้แล้ว.    ถามว่า ใน

ญาณ ๒ นั้น ญาณในธรรมเป็นไฉนตอบว่า ญาณในมรรค ๔ ผล ๔. ข้อว่า อนฺวเย ญาณํ

ความว่าญาณที่เป็นไปตามญาณนั้นอย่างนี้ว่า ภิกษุเห็นสัจจะ ๔   โดยประจักษ์ในบัดนี้

ฉันใดถึงในอดีต ถึงในอนาคต ก็ฉันนั้น ขันธ์ ๕ เหล่านี้นั่นเอง ชื่อว่าทุกขสัจจะตัณหานี้

นั่นแหละ ชื่อว่าสมุทัยสัจจะ นิโรธนี้เทียว ชื่อว่านิโรธสัจจะ มรรคนี้ ทีเดียว ชื่อว่ามรรค

สัจจะ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า   เธอย่อมนำนัย ไปในอดีตและอนาคต ด้วยการรู้

การเห็น การบรรลุ การรู้ชัด การหยั่งเห็น ตามธรรมนี้.  ข้อว่า ปริจฺเฉเท ญาณํ ความว่า

ญาณในการกำหนดใจของคนพวกอื่น.      เหมือนที่ท่านกล่าวไว้แล้ว บัณฑิตพึงให้ข้อ

ความพิสดารว่า ในญาณนั้นญาณในการกำหนดใจเป็นไฉน ภิกษุในศาสนานี้ กำหนด

ใจของสัตว์อื่น บุคคลอื่นได้ด้วยใจ ก็ย่อมรู้ได้ ดังนี้. ก็ญาณที่เหลือเว้นญาณ ๓ เหล่านี้

ชื่อว่า สัมมติญาณ เหมือนดังท่านกล่าวไว้แล้ว ในข้อนั้น สัมมติญาณเป็นไฉน ญาณที่

เหลือ เว้นญาณในธรรม เว้นญาณในการไปตาม เว้นญาณในการกำหนดใจเสียแล้ว ชื่อ

ว่าสัมมติญาณ

                               จบอรรถกถาที่นำมาเพียงบางส่วน เพียงเท่านี้.



                                           สรุป สมาธิ ๔ และ ญาณ ๔

    สมาธิ เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม คือ ฌานเสื่อม    อกุศลกลุ้มรุม

    สมาธิเป็นไปในส่วนข้างดำรงอยู่ คือ สามารถดำรงฌานนั้นอยู่ได้ ฌานยังไม่เสื่อม

    สมาธิเป็นไปในส่วนวิเศษ คือ เจริญขึ้นจากฌานที่ ๑ เป็นฌานที่ ๒

    สมาธิเป็นไปในส่วนแทงตลอด คือ สมาธิที่อบรมด้วยวิปัสสนา ที่จะเป็นไปเพื่อความ

หน่าย คลายจากกิเลส

     ธรรมญาณ (ความรู้ในธรรม) ได้แก่ ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ (ปัญญาที่เกิดร่วมกับ

มรรคจิต และ ผลจิต)

    อันวยญาณ (ความรู้ในการคล้อยตาม)   ได้แก่ ปัจจเวกขณญาณ   ซึ่งเป็นปัญญาที่

พิจารณาถึงกิเลสที่ดับได้แล้ว   กิเลสที่ยังเหลืออยู่ มรรค ผล และพระนิพพาน

     ปริจเฉทญาณ (ความรู้ในการกำหนด) ได้แก่ ปัญญาที่รู้จิตของผู้อื่น ตามความเป็น

จริง ปัญญาที่รู้ความเป็นจริง(ความเป็นธรรม)ของจิต

    สัมมติญาณ (ความรู้ในสมมติ) ได้แก่ ปัญญาที่สามารถเข้าใจพระธรรมตรงตามอรรถ. 

        (กราบขอบพระคุณอาจารย์อรรณพ  หอมจันทร์  ที่ได้ให้ความละเอียดเพิ่มเติม)

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
khampan.a
วันที่ 19 มี.ค. 2555 18:05 น.
 

         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

                                                ข้อความโดยสรุป

                                                     ทสุตตรสูตร

                                  (ว่าด้วยหมวดธรรมอันยิ่งไปจนถึงสิบ)        


     เมื่อครั้งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป ประทับ

ณ ฝั่งสระโบกขรณี ชื่อคัคครา ใกล้กรุงจัมปา   พระสารีบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย

โดยได้แสดงทสุตตรสูตร          อันเป็นธรรมเพื่อปลดเปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง

เพื่อบรรลุถึงพระนิพพาน เพื่อทำที่สุดทุกข์

   ซึ่งคำว่า ทสุตตระ มาจากคำว่า ทสะ(๑๐) + อุตตระ (เป็นอย่างยิ่ง)     แปลว่า มี ๑๐

เป็นอย่างยิ่ง คือ ไม่เกิน ๑๐      หมายความว่า ในพระสูตรนี้   ท่านพระสารีบุตร จำแนก

ธรรม เป็น ๑๐ หมวด คือ ตั้งแต่หมวดที่ ๑ ถึง หมวดที่ ๑๐     และ ในแต่ละหมวด ๆ นั้น 

ก็แบ่งออกเป็น ๑๐ ข้อยืนพื้น (คือ มีอุปการะมาก,  ควรเจริญ, ควรกำหนดรู้,      ควรละ, 

เป็นไปในส่วนเสื่อม, เป็นไปในส่วนวิเศษ, แทงตลอดได้ยาก, ควรให้เกิดขึ้น, ควรรู้ยิ่ง, 

ควรทำให้แจ้ง)  กล่าวคือ ธรรมหมวดหนึ่ง ก็จำแนกเป็น ๑๐ ข้อ  ธรรมหมวด ๒ ก็จำแนก

เป็น ๑๐ ข้อ  จนกระทั่งธรรมหมวด ๑๐ ก็จำแนกเป็น ๑๐ ข้อ

    สำหรับที่จะสนทนาในวันเสาร์ที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๕ นี้ ได้นำมาเฉพาะธรรมหมวด ๔

ว่า ธรรมหมวด ๔ ที่มีอุปการะมาก, ธรรมหมวด ๔ ควรเจริญ, ธรรมหมวด ๔ ควรกำหนดรู้,

ธรรมหมวด ๔ ควรละ, ธรรมหมวด ๔ เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม, ธรรมหมวด ๔ เป็นไปใน

ส่วนวิเศษ, ธรรมหมวด ๔แทงตลอดได้ยาก, ธรรมหมวด ๔ ควรให้เกิดขึ้น, ธรรมหมวด

๔ ควรรู้ยิ่ง, ธรรมหมวด ๔ ควรทำให้แจ้ง นั้น มีอะไรบ้าง (ดังที่ปรากฏในพระสูตร) 

     เมื่อท่านพระสารีบุตรได้แสดงทสุตตรสูตรจบ ภิกษุทั้งหลายก็ชื่นชมภาษิตของท่าน

พระสารีบุตร และในตอนท้ายของอรรถกถา ได้แสดงไว้ว่า พระภิกษุแม้ ๕๐๐   รูปเหล่า

นั้นนึกถึงอยู่ซึ่งพระสูตรนี้นั่นเอง ก็ดำรงอยู่ในพระอรหัตต์ พร้อมทั้งปฏิสัมภิทาทั้งหลาย.


                                 ขอเชิญคลิกอ่านข้อความเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ       

                                             เหตุที่ทำให้กุศลเจริญ                                          

                    ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี พึงหวังคุณข้อนี้ได้

                                      ตั้งตนไว้ชอบ [มังคลัตถทีปนีแปล ] 

                                  
โยคสูตร ... เสาร์ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๓ 
                    
                                              ก่อนจะถึง...สติ-ปัฏฐาน ! 

                                             อริยสัจ ๔ [อรหันตสูตร] 


                              ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ... 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
chatchai.k
วันที่ 19 มี.ค. 2555 21:46 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่าน

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
nong
วันที่ 20 มี.ค. 2555 05:25 น.
 

 ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
orawan.c
วันที่ 21 มี.ค. 2555 13:40 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
Wisaka
วันที่ 22 มี.ค. 2555 16:38 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
j.jim
วันที่ 23 มี.ค. 2555 09:11 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
Chalee
วันที่ 23 มี.ค. 2555 09:43 น.
 

สาธุ

ขออนุโมทนา

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่
keyword keyword : -

Back to Top