Print 
จิต คือ อะไร
 
วิเชียร
วันที่  12 ก.ย. 2549
หมายเลข  2075
อ่าน  30,693

จิต คือ อะไร อธิบายให้หน่อยครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
study
วันที่ 12 ก.ย. 2549
คำว่า " จิต " ตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   หมายถึง   สภาพรู้    อาการรู้ลักษณะรู้แจ้งอารมณ์  เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์  และคำว่า จิตนี้ยังมีชื่อที่ใช้แทนคำว่าจิตในบางแห่งอีกมาก  เช่น  ใจ  มโน  มานัส   ปัณฑระ  หทัย   วิญญาณวิญญาณขันธ์ มนายตนะ  เป็นต้น  ในชีวิตประจำวันของเรา จะทราบได้ว่าผู้ที่ยังไม่ตายมีชีวิตอยู่ เป็นผู้มีจิตเกิดดับต่อเนื่องไปจนกว่าจะตาย ฉะนั้น จิตคือ สภาพรู้ทางตา ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น  ทางกาย   ทางใจ
 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
pornchai.s
pornchai.s
วันที่ 13 ก.ย. 2549

จิตเกิดที่ไหน ก็ดับที่นั้น  เช่น  จิตเห็นเกิดที่จักขุปสาทะ (กลางตา) ก็ดับที่จักขุปสาทะจิตเกิดดับรวดเร็วมาก จิตเกิดดับ 17 ขณะเท่ากับรูปเกิดดับขณะเดียว ในภูมิที่มีขันธ์ 5 เช่น ในภูมิมนุษย์นี้ จิตต้องอาศัยรูปเกิด เช่น จิตเห็น ก็อาศัยตา คือ จักขุปาสาทรูปเกิด

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
คนรักหนัง
วันที่ 13 ก.ย. 2549

ถ้าคุณวิเชียร  หรือ สมาชิกท่านใด   สนใจ หัวข้อเรื่อง 01205  ถอดจิต   ก็ให้ พิมพ์  คำว่า   ถอดในช่อง   ค้นหา  (อยู่ที่มุมขวาด้านบน)  แล้วกด Enter ก็จะสามารถ อ่านกระทู้เรื่องถอดจิตได้ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
citta89121
วันที่ 13 ก.ย. 2549

ความหมายของจิต คือ เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ ในอรรถกถาบางแห่งกล่าวถึงอรรถของจิตว่าคิด  ท่านอธิบายขยายความต่อว่า คือ รู้แจ้งซึ่งอารมณ์ลักษณะที่คิดหรือจำ  เป็นเจตสิก ไม่ใช่จิต

 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
citta89121
วันที่ 13 ก.ย. 2549

จำแนกจิตอย่างไร  ถึง มี 89  หรือ 121
 
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรมทั้งปวง   ทรงเป็นพระสัพพัญญู คือ  รู้ธรรมทั้งปวงพระองค์ทรงแสดง  จิตที่มีอยู่ในสากลจักรวาลทั้งหมดทั้งจิตของปุถุชน และพระอริยะทั้งปวง    จิตของสัตว์ใน ๓๑ ภูมิทุกจักรวาล นับแล้ว    ไม่นับซ้ำอีกประมวลได้ ๘โดยพิสดาร ๑๒๑ ประเภท   จำแนกโดยระดับขั้นมี ๔ ระดับ คือ กามมาวจรจิต ๑  รูปาวจรจิต ๑  อรูปาวจรจิต ๑  โลกุตตรจิต ๑  จำแนกโดยชาติคือการเกิด มี ๔ คือ กุศลชาติ๑  อกุศลชาติ ๑  วิปากชาติ ๑   กิริยาชาติ ๑    ฯลฯ 

จิต  89  ประเภท  คือ

กามาวจรจิต    54  ดวง

รูปาวจรจิต      15  ดวง

อรูปาวจรจิต     12  ดวง

โลกุตตรจิต         8  ดวง

จิต  121  ประเภท  คือ

กามาวจรจิต     54  ดวง

รูปาวจรจิต       15  ดวง

อรูปาวจรจิต      12  ดวง

โลกุตตรจิต       40  ดวง

จาก  หนังสือ  ปรมัตถธรรมสังเขป   หน้า  353

โดย : มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา   

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
กลมวิเชียร
วันที่ 11 ธ.ค. 2549
คำว่า " จิต " ตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  หมายถึง สภาพรู้ อาการรู้ ลักษณะรู้แจ้งอารมณ์  เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์  อยากถามว่า แล้ว อะไร เป็น ตัวรู้ครับ เพราะ จิต เป็นเพียงสภาพการรู้เท่านั้น
 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
devout
วันที่ 13 ธ.ค. 2549

จิตและเจตสิกเป็นนามธรรมเป็นสภาพรู้    แต่จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้   เจตสิกเป็นสภาพรู้โดยอาการต่างๆ      ตามกิจหน้าที่ของเจตสิกนั้นๆ เช่น ผัสสะเจตสิกทำกิจกระทบอารมณ์  เป็นต้น  จิตจะเกิดขึ้นโดยปราศจากเจตสิกไม่ได้  และเจตสิกจะเกิดขึ้นโดยปราศจากจิตไม่ได้เช่นกัน  ดังนั้น สภาพรู้จึงหมายถึงจิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกัน  รู้อารมณ์เดียวกัน   ส่วนรูปรู้อารมณ์ไม่ได้ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
กลมวิเชียร
วันที่ 14 ธ.ค. 2549

คุณ devout  หรือ ผู้ใดก็ได้ ครับ    ตามที่กล่าวว่า  จิตและเจตสิก เป็นนามธรรม เป็น

สภาพรู้ นั้นคือ ผม ทราบแล้ว  แต่อยากทราบว่า  เมื่อ จิต เป็น  1. นามธรรม   2. เป็น

สภาพรู้ผมอยากรู้ว่า อะไร คือ สิ่ง หรือ ตัว ที่รับรู้ สภาวะ นี้ ครับ

ขอบคุณครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
study
วันที่ 15 ธ.ค. 2549
สภาพที่รับรู้จิต ก็คือ จิต และเจตสิก ที่เกิดหลังๆ คือเป็นจิตคนละขณะไม่ใช่จิตขณะเดียวกัน
 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
กลมวิเชียร
วันที่ 15 ธ.ค. 2549

จากข้อความที่ 10   ทำให้ผมงงมากครับ  จิต เป็น นามธรรม และ เป็นสภาพรู้  ดังนั้น สรุปได้ว่า สิ่งที่ถูกเรียกว่า นามธรรม มีความสามารถ รับ รู้ได้ เป็นอย่างนั้นใช่ไหมครับ  ช่วยอธิบายให้เข้าใจแบบง่าย หน่อย ได้ไหมครับ    ขอบคุณครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
study
วันที่ 16 ธ.ค. 2549

จิต และ เจตสิกเป็นนามธรรม   เป็นสภาพรู้   อาการรู้    กิริยาที่รู้   ลักษณะรู้

แต่อารมณ์  คือ  สิ่งที่ถูกรู้  มีทั้งนามและรูป   คือ  มีทั้งสภาพรู้  และไม่รู้   เป็นอารมณ์ของจิต และ เจตสิก

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
กลมวิเชียร
วันที่ 16 ธ.ค. 2549

เราสามารถ สรุป ได้ว่า

1.  จิต เจตสิก เป็น นามธรรม และสภาพรู้2.  รูป คือ สภาพไม่รู้3.  อารมณ์ เป็น สิ่งที่ถูกรู้ มีทั้งรูปและนาม     เป็นเช่นนี้ใช่ไหมครับ

อยากให้ช่วยยกตัวอย่าง  ให้เข้าใจมากขึ้นหน่อยครับ เช่น  เมื่อเราโดนมีดบาดเราจะอธิบายอย่างไรครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
study
วันที่ 17 ธ.ค. 2549

ที่คุณกมลวิเชียรสรุปถูกต้องแล้ว   แต่ต้องเข้าใจว่า  ร่างกายของเราเป็นรูปธรรมไม่รู้อะไร แต่เป็นที่อาศัยเกิดของสภาพรู้    เมื่อมือเราถูกมีดบาด    ส่วนของกายประกอบด้วยธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม และรูปอื่นๆ เป็นสภาพที่ไม่รู้อะไร  เป็นรูปธรรมส่วนสภาพรู้  มีความรู้สึกทุกข์  ความจำ เป็นต้น เป็นนามธรรม

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
กลมวิเชียร
วันที่ 21 ธ.ค. 2549

เมื่อ เราตาย จิต นั้นแตกดับ หรือ ไปไหนต่อครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
devout
วันที่ 21 ธ.ค. 2549

เมื่อเราตายคือขณะที่จุติจิตดับไปเป็นการสิ้นสุดความเป็นสัตว์/บุคคลนั้นๆ  เพราะหมดกรรมที่จะทำให้เป็นบุคคลนั้นอีกต่อไป    เป็นการตายที่เรียกว่าสมมุติมรณะในทางธรรมเพราะสังสารวัฏฏ์ยังไม่สิ้น  ยังต้องมีการเกิดอีก   เมื่อจุติจิตดับไปแล้ว  ปฏิสนธิจิตต้องเกิดสืบต่อทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่น   ส่วนจะเกิดที่ภพภูมิใดก็ขึ้นอยู่กับกรรมที่ได้กระทำมาแล้ว

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 22 ธ.ค. 2549
G00417    ทุกขณะที่จิตดับเป็นการตายของจิต
เนื้อหา

ที่เราเรียกว่าตายนั้น ความจริงไม่ได้ต่างอะไรกันเลยกับสภาพที่เป็นไปทุกขณะจิตนี้เอง ทุกขณะที่จิตดับไปก็เป็นการตายของจิต    จิตทุกดวงเกิดขึ้นแล้วก็ดับสิ้นไปซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดจิตดวงต่อไป    เมื่อจิตดวงสุดท้ายของชาตินี้ คือ จุติจิตดับไปแล้ว จิตดวงแรกในชาติต่อไป คือ ปฏิสนธิจิตก็เกิดต่อ ไม่มีตัวตนเลยสักขณะเดียวในชีวิต    ฉะนั้น จึงไม่มีอัตตาตัวตนที่ท่องเที่ยวไปจากชาตินี้สู่ชาติหน้า

 
  ความคิดเห็นที่ 18  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 22 ธ.ค. 2549
Q00445    มรณะหรือความตาย มีกีประเภท อะไรบ้าง
เนื้อหา

 

มรณะ หรือ ความตาย  มีกีประเภท  อะไรบ้าง?

มรณะหรือความตายนั้นมี ๓ ประเภท คือ

ขณิกมรณะ ๑    สมมุติมรณะ ๑   สมุจเฉทมรณะ ๑

ขณิกมรณะ คือ การเกิดขึ้นและดับไปของสังขารธรรมทั้งหลาย

สมมุติมรณะ คือ ความตายในภพหนึ่งชาติหนึ่ง

สมุจเฉทมรณะ คือ ปรินิพพาน การตายของพระอรหันต์ ซึ่งไม่มีการเกิดขึ้นอีกเลย

 
  ความคิดเห็นที่ 19  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 22 ธ.ค. 2549
Q00225    สัตว์โลกตายแล้วไปไหน และอะไรตาย
เนื้อหา


          สัตว์โลกตายแล้วไปไหน  และอะไรตาย?

          สัตว์โลกตาย   เมื่อจิต เจตสิก    ขณะสุดท้ายของชาตินี้ดับลงพร้อม

กัมมชรูป (รูปที่เกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน)  ทำให้สิ้นสภาพความเป็นบุคคล

นั้นทันที     ตราบใดที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์     เมื่อสัตวโลกตายแล้ว     กุศล

กรรมหนึ่ง   หรืออกุศลกรรมหนึ่งที่ได้กระทำไว้แล้ว      ก็เป็นปัจจัยให้เกิดใน

ภูมิหนึ่งภูมิใดใน  ๓๑  ภูมิ

 
  ความคิดเห็นที่ 20  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 22 ธ.ค. 2549
Q00157    ถามว่าคนเราเมื่อตายไปแล้ว มีอะไรติดตามไปด้วย
เนื้อหา

 

     ความเป็นบุคคลเก่าในชาติก่อน   ติดตามใครมา   เป็นบุคคลนั้นในชาติ

นี้อีกบ้าง   เมื่อจุติจิตดับ  สิ้นสุดสภาพความเป็นบุคคลในชาติก่อน ปฏิสนธิจิตชาตินี้     ก็เกิดสืบต่อจากจุติจิตชาติก่อน       ทำให้เป็นบุคคลใหม่ทันทีปฏิสนธิจิตเป็นวิบาก คือ ผลของกรรมหนึ่ง  ที่ได้กระทำแล้ว ในสังสารวัฏฏ์กรรมนั้นเป็นชนกกรรม คือ  เป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิจิต  และ  กัมมชรูป  (รูปซึ่งเกิดเพราะกรรมนั้นเป็นปัจจัย) เกิดขึ้น พร้อมกันในขณะที่ปฏิสนธิจิตเกิด        ด้วยเหตุนี้  แต่ละคนจึงต่างกัน  ทั้งในรูปร่าง  และลักษณะ  อุปนิสัยใจคอ   ความคิดนึกตามการสะสมของจิต      บางคนก็มีโลภะมาก   บางคนก็มีโทสะมาก

          เมื่อปฏิสนธิจิตสืบต่อจากจุตินั้น      ไม่ได้นำจิตของชาติก่อนตามมา

ด้วย    ไม่ได้นำรูปของชาติก่อนตามมาด้วย    เพราะจิต เจตสิก รูปใดดับไป

แล้ว      ก็ดับหมดสิ้นไปเลย       แต่การดับไปของจิตขณะสุดท้ายของชาติ

ก่อนเป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตชาตินี้เกิดขึ้น   พร้อมกับรูปซึ่งเกิดเพราะกรรม-หนึ่งที่ทำให้เกิดเป็นบุคคลนี้    เมื่อจุติจิตในชาตินี้เกิดขึ้น    และดับไปแล้ว

กรรมหนึ่งก็ทำให้ปฏิสนธิจิต   และปฏิสนธิกัมมชรูป   เกิดต่อเป็นบุคคลใหม่

ในชาติต่อไป    สิ้นสภาพความเป็นบุคคลในชาตินี้โดยสิ้นเชิง

 
  ความคิดเห็นที่ 22  
 
กลมวิเชียร
วันที่ 22 ธ.ค. 2549

มรณะหรือความตายนั้นมี ๓ ประเภท คือ  ขณิกมรณะ   สมมุติมรณะ  สมุจเฉทมรณะ1. ในนี้ ไม่มีการ เอ่ยถึง จิตเลย ดังนั้น  จะให้เข้าใจอย่างไรครับ2.  จิต นั้นเป็นนามธรรม  เป็นสภาวะ จะแตกดับ หรือ เกิดใหม่นั้น จะให้ทำความเข้าใจอย่างไรครับ     ช่วยอธิบายด้วยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 23  
 
wirat.k
wirat.k
วันที่ 23 ธ.ค. 2549

สวัสดีครับ คุณกลมวิเชียร          เบื้องต้นเพื่อให้มีความเข้าใจเรื่องจิต  รวมถึง    เจตสิก   รูป   และนิพพาน   ต่อไป   ผมขอแนะนำให้คุณศึกษาให้เข้าใจก่อนว่า "ธรรม"   คืออะไร      เกี่ยวข้องอย่างไรกับคำว่า "สิ่งที่มีจริง"  ซึ่งก็คือปรมัตถธรรมสี่อย่างคือ  จิต  เจตสิก รูป และนิพพาน  ถ้ายังไม่เข้าใจและหาความสัมพันธ์ของสิ่งที่มีจริงว่าประกอบด้วย จิต  เจตสิก  รูป อย่างไรแล้ว ก็ยากที่จะเข้าใจความหมายของธรรม ยากที่จะเข้าใจเรื่องการเกิดดับของจิต  นอกจากจะเข้าใจไปตามที่คิดนึกเอาเอง       ซึ่งอาจจะไม่ตรงตามพระธรรมคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า     แล้วก็จะเสียเวลาเปล่าไม่ได้ประโยชน์อะไร     ปัญญา คือสภาพความเข้าใจถูก  เห็นถูก  ก็ไม่เจริญ      ต้องอภัยที่จะขอแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการศึกษาว่า "ธรรม"  คือ สิ่งที่มีจริงสี่ประการ(ปรมัตถธรรมสี่)คืออะไรบ้าง     ให้พอมีพื้นฐานความเข้าใจก่อน      จากนั้นค่อยลงรายละเอียดแต่ละเรื่องไป ซึ่งเรื่องทั้งหมดเป็นสิ่งที่มีจริงในปัจจุบัน ไม่ใช่สิ่งที่เลื่อนลอยจับต้องไม่ได้ถ้าสามารถฟังได้จาก Net ขอแนะนำฟังจากชุด เริ่มด้วยความเข้าใจหรือ MP3ชุด ......ความเข้าใจพระธรรม,  ปรมัตถธรรมสี่  เป็นต้น   หรือ  อ่านหนังสือปรมัตถธรรมสังเขป (มีให้ Down Load อ่านในนี้)  ก็ได้           ธรรม เป็นเรื่องยากมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  นะครับ         แต่เป็นเรื่องจริง ขออนุโมทนาในกุศลจิต  ที่คุณกลมวิเชียรมีความสนใจใคร่ที่จะศึกษา    "หาความจริง"จึงได้มาพบ Web นี้  ขอให้โชคดีครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 24  
 
กลมวิเชียร
วันที่ 24 ธ.ค. 2549

เรียน คุณwirat.k      ผมต้องขอขอบคุณที่กรุณา ได้ให้คำแนะนำ  แต่ผมกำลังอยู่หนทางที่ท่านได้กรุณาแนะนำมาอยู่แล้ว ดังนั้น หากท่าน wirat.k หรือ ท่านอื่น จะกรุณาตอบคำถาม หรือชี้แจงให้ความกระจ่างแก่ผม  จะขอบคุณครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 25  
 
email
วันที่ 24 ธ.ค. 2549

ธรรมทัศนะ  ...

 

พระธรรมละเอียดลึกซึ้งจริงๆ ต้องฟังธรรมะไปจนวันตาย

ตอนนี้รู้สึกว่าเวลาช่วงที่ฟังธรรมะ    จะทำให้เกิดกุศลปิติได้บ่อยๆ   หลายครั้งที่

เกิดความตื้นตันจนน้ำตาไหล     รู้สึกดีใจที่ได้มาเกิดในศาสนาพุทธ   ได้มาพบ

พระมหาปัญญาอันเลิศล้ำยิ่งของพระพุทธเจ้า        เวลาที่ฟังแล้วไตร่ตรองด้วย

เหตุด้วยผล      ก็ยิ่งซาบซึ้ง         อยากให้คนอื่นได้ฟังด้วย    ได้เข้าใจด้วย ว่า

ศาสนาพุทธนั้นเป็นศาสนาแห่งปัญญาจริงๆ            พระธรรมของพระพุทธองค์

ละเอียดลึกซึ้งจริงๆ    ผมคงต้องฟังธรรมะไปจนวันตาย 

 

การเข้าใจพระธรรมเป็นเรื่องยากมากๆ จริงๆ

อนุโมทนา การเข้าใจพระธรรมเป็นเรื่องยากมากๆ จริงๆ  เพราะปัญญาเท่านั้นที่สามารถเข้าใจได้  อวิชชาไม่สามารถเข้าใจได้       เมื่อปัญญาขั้นฟังเรื่องธรรมะเกิด  ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย    แต่ปัญญาขั้นรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง   ยิ่งยากกว่าหลายเท่า   เพราะฉะนั้น  มีหนทางเดียวเท่านั้น คือ  ฟังพระธรรมให้มากๆ  ฟังให้เข้าใจจริงๆ ว่า  ทุกอย่างเป็นธรรมะ   และหมั่นพิจารณาไตร่ตรองในสิ่งที่ฟังเข้าใจ   ปัญญาก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น

 

เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่งค่ะ ที่อ่านแล้ว ยังไม่เข้าใจ

       เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่งค่ะ    ที่อ่านแล้ว     ยังไม่เข้าใจ     พระอภิธรรมไม่ใช่วิสัยที่ใครๆ     จะอ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย     หรือ    ตีความเองได้ง่ายเลยค่ะพระผู้มีพระภาคผู้ทรงพระปัญญาคุณอันเลิศ     ไม่มีใครเสมอ    ใช้เวลาถึง 4อสงไขยแสนกัป  กว่าจะทรงตรัสรู้ 

          อ่านไปเรื่อยๆ    ฟังมากๆ   เข้าใจบ้าง      ไม่เข้าใจบ้าง     ก็สอบถามติดตามไป  ค่อยๆ เข้าใจนิดๆ หน่อยๆ   เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ     อย่างเป็นธรรมชาติการฟัง    จะเป็นการช่วยขยายความได้ดีมากค่ะ      และจะยิ่งกระจ่างมากขึ้นหากได้ร่วมสนทนาธรรมกับผู้ที่ได้สดับมาก่อนเรา

 
  ความคิดเห็นที่ 26  
 
email
วันที่ 24 ธ.ค. 2549

      ถ้าคุณ กลมวิเชียร  อ่านข้อความต่างๆ ที่ท่านอื่นเขียนมาซ้ำหลายๆ ครั้ง หรือ  เปิดฟังไฟล์ฟังธรรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ก็จะมีความเข้าใจที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น แต่ต้องอาศัยเวลา และการฟังบ่อยๆ  จากคำถามที่ท่าน post มา

     มรณะหรือความตายนั้นมี ๓ ประเภท คือ  ขณิกมรณะ  สมมุติมรณะ  สมุจเฉทมรณะ1. ในนี้ ไม่มีการ เอ่ยถึง จิตเลย ดังนั้น  จะให้เข้าใจอย่างไรครับ
 
2.  จิต นั้นเป็นนามธรรม  เป็นสภาวะ จะแตกดับ หรือ เกิดใหม่นั้น  จะให้ทำความเข้าใจอย่างไรครับ  ช่วยอธิบายด้วยครับ

       ถ้าเข้าใจเรื่องจิตก็คงจะเข้าใจเรื่องการตาย   การตายไม่ใช่ตัวเราตาย  แต่เป็นการตายของนามธรรม คือ  จิตและเจตสิก  ซึ่งมีการเกิดดับสืบต่อกันเร็วมาก จิตที่ดับไป จะเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่น นี่คือ ขณิกมรณะ ซึ่งเป็นการตายทุกขณะจิต  สำหรับสมมุตติมรณะ คือ การสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้  เป็นการตายแบบที่เรารู้จักกันดี ก็ยังคงเป็นเรื่องของจิต คือ เมื่อจิตดวงสุดท้ายของชาตินี้ คือ จุติจิตเกิด ก็สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ทันที   แต่จุติจิตเป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่น  เป็นบุคคลใหม่ทันที ดังนั้น สมมุตติมรณะ เป็นการตายไม่จริง เพราะยังต้องมีการเกิดในภพชาติต่อไป  การตายจริงๆ คือ สมุจเฉทมรณะ เป็นการตายที่ไม่เกิดอีกเลย คือ จุติจิตของพระอรหันต์  ซึ่งท่านดับกิเลสหมดแล้ว  ดังนั้น  จุติจิตของท่าน  จึงไม่เป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่อ  แต่ไม่ใช่ตายแล้วสูญนะครับ

         จิตเป็นนามธรรมที่มีการเกิดดับสืบต่อ   เพราะยังมีเหตุปัจจัย  จึงมีการเกิดดับสืบต่อกันไปไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่าจะดับเหตุปัจจัยแล้ว

 
  ความคิดเห็นที่ 27  
 
JOB
วันที่ 24 ม.ค. 2550

อยากทราบว่าคนที่สามารถรู้ลักษณะนิสัยของผู้อี่นได้โดยการได้ยิน โดยสามารถรู้ได้ว่าคนๆ นั้นกำลังแกล้งโกรธ (หยอกเล่น) หรือกำลังโกธจจริง เขาเป็นคนมีหูทิพย์หรือเปล่า  แล้วคนที่มีหูทิพย์เป็นอย่างไรคะ  และจะมีไหมค่ะที่คนที่ปฎิบัติมากๆ  จะได้ฌาณถึงขั้นรู้จิตผู้อื่น จากการที่เห็นทางตา ได้ยินทางหูเพราะว่าเคยได้ยินธรรมะที่พระพุทธเจ้ากล่าวกับพระอานนท์ว่า  ไม่มีใครสามารถจะรู้จิตเช่นตถาคตนั้นไม่มี  (ในคิริมานนทสูตร) รบกวนช่วยตอบด้วยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 28  
 
study
วันที่ 26 ม.ค. 2550
ผู้ที่จะมีตาทิพย์หรือหูทิพย์ ต้องผ่านการเจริญฌานทั้งรูปฌานและอรูปฌานจนชำนาญ แล้วอบรมอภิญญาจิตให้เกิด ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก มีในสมัยครั้งพุทธกาล ในสมัยนี้ไม่มี
 
  ความคิดเห็นที่ 29  
 
เซจาน้อย
วันที่ 15 เม.ย. 2555 18:58 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 30  
 
ฐาณิญา
วันที่ 18 เม.ย. 2555 11:01 น.

อนุโมทนาบุญค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 32  
 
เจียมจิต
เจียมจิต
วันที่ 15 ต.ค. 2560 18:48 น.

กราบอนุโมทนา ทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 33  
 
เจียมจิต
เจียมจิต
วันที่ 25 พ.ย. 2560 10:26 น.

ขอบคุณทุกท่านที่เกื้อกูล

กราบอนุโมทนาทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 35  
 
pipatvip
pipatvip
วันที่ 19 พ.ค. 2561 13:21 น.

เชื่อคำสอนของพระองค์

 
  ความคิดเห็นที่ 36  
 
pipatvip
pipatvip
วันที่ 19 พ.ค. 2561 13:22 น.

กำลังศึกษา ปฏิจสมุปบาท

 
  ความคิดเห็นที่ 37  
 
pipatvip
pipatvip
วันที่ 19 พ.ค. 2561 13:23 น.

อิทัปจยตา

 
  ความคิดเห็นที่ 38  
 
ประสาน
วันที่ 10 มิ.ย. 2561 10:00 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ การศึกษาพระธรรมต้องเป็นผู้ละเอียด 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ