Loading...
  020742  รู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นพระโสดาบัน
Jeab333
วันที่ 9 มี.ค. 2555 22:29 น.
อ่าน 22,663
 
 

รู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นพระโสดาบัน สังเกตจากอะไร ยังไง

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
วันที่ 10 มี.ค. 2555 08:19 น.
 

        ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     พระโสดาบัน คือ พระอริยบุคคล คือ  บุคคลที่ประเสริฐ เป็นอริยะได้ด้วยปัญญา ที่

บรรลุมรรค ผล ประจักษ์พระนิพพาน จึงเป็นอริยะ ผู้ประเสริฐ เพราะประจักษ์ความจริง ที่

ประเสริฐ จึงชื่อว่า พระอริยะ

     พระโสดาบัน เป็นพระอริยบุคคลขั้นแรก ที่บรรลุ มรรค ผล และสามารถดับกิเลสได้

บางส่วน คือ ดับความเห็นผิด ความลังเลสงสัย และข้อประพฤติปฏิบัติที่ผิด และความ

อคติ เป็นต้น จนหมดสิ้นไม่เกิดอีก ครับ

     ตามที่กล่าวแล้วว่า พระโสดาบันที่เป็นพระอริยบุคคล   เป็นไปก็เพราะปัญญา ซึ่ง

ปัญญาเป็นสภาพธรรมที่มีจริง  แต่ปัญญา เป็นนามธรรม อันเป็นสภาพรู้   ซึ่งนามธรรม

ไม่สามารถปรากฎได้ทางตา มีแต่สีเท่านั้น  ที่สามารถปรากฎทางตาได้ ดังนั้น การตัด

สินว่าใคร เป็นพระโสดาบัน เป็นพระอริยบุคคล จึงไม่สามารถตัดสิน สังเกตได้ทางตา

เพราะทางตาเห็นเพียงสีเท่านั้น ไม่สามารถเห็นด้วยตาได้ครับ

     ซึ่งในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าทรงแสดงครับว่า ปัญญา พึงรู้ได้ด้วยการสนทนา ซึ่ง

เรื่องราวในพระสูตรก็มีเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ครับ ว่า

    พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ทรงส่งคนที่เป็นพวกสอดแนมไปสืบราชการลับ ในเมืองอื่นๆ

โดยให้ปลอมเป็นนักบวช เมื่อคนสอดแนมกลับมา  พระเจ้าปเสนทิโกศลก็แกล้งทำเป็น

ไหว้ คนสอดแนมที่แต่งตัวเป็นนักบวช ต่อหน้าพระพุทธเจ้า และกล่าวว่า คนเหล่านั้น

เป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าตรัสว่า การจะรู้ว่าผู้ใดเป็นพระอรหันต์ หรือ พระอริยบุคคล

เป็นเรื่องที่ยาก เพราะ พวกเธอ ยังยินดี บุตร ภรรยา ยังไม่มีปัญญาถึงระดับนั้น และการ

ดูภายนอกนั้น หรือ กิริยาภายนอก ย่อมไม่สามารถติดสินได้ เพราะ คนไม่ดี ย่อมมีกิริยา

ที่หลอกลวงได้  พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน ...ปัญญาพึงรู้

ได้ด้วยการสนทนา  ไม่ใช่เวลาเล็กน้อย สังเกตจึงจะรู้ได้ ผู้มีปัญญาเท่านั้นที่จะรู้ ครับ

เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะรู้ได้ว่าใครเป็นพระอริยบุคคล ผู้นั้นเองก็จะต้องมีปัญญาด้วย และ

เข้าใจหนทางการปฏิบัติเพื่อจะนำไปสู่การเป็นพระอริยบุคคล ครับ ดังนั้น ต้องมีปัญญา

ถึงจะรู้ได้      และมีปัญญาถึงระดับความเป็นพระอริยบุคคลเช่นกัน หรือ เสมอกว่า จึงจะ

รู้ได้ว่าเป็นพระอริยบุคคลหรือไม่ ครับ ด้วยการสนทนา สอบถาม เป็นสำคัญ ครับ

ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
aurasa
วันที่ 10 มี.ค. 2555 10:16 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ คุณเผดิม

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
homenumber5
วันที่ 10 มี.ค. 2555 14:44 น.
 

อนุโมทนาท่านเจ้าของกระทู้และท่านวิทยากร ถึงแม้ ปุถุชนเช่นเรามนุษย์ธรรมดา จะ

ไม่มีความสามารถทราบว่าท่านใดเป็นโสดาบัน ขอเรียนถามท่านวิทยากรดังนี้ค่ะ

1. ในปรมัตถธรรมนั้นได้แสดงไว้ถึง ทางเดินของ ปุถุชน ที่จะมี ปัญญาเข้าสู่ ระดับ

โสดาบันบุคคลอย่างแน่นอนใช่ไหมคะ

2.ดิฉันมั่นใจว่าต้องมีการแสดงไว้ แต่ เมื่อปุถุชนอ่านก็ไม่อาจเข้าใจและเดินตามได้อย่าง

ถูกต้อง จริงไหมคะ

3.แล้วการที่เราฟัง ธรรมเพื่อให้เกิดสภาพรู้ ตามสภาวะธรรมที่เป็นจริง ความรู้ตามสภาวะ

ธรรมที่เป็นจริงนั้น ผู้ฟังกับอาจารย์ที่อบรมธรรม จะ ทำอย่างไรจะเห็นสภาวะตามความ

เป็นจริงได้ตรงกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดิฉันสงสัยมากและได้คำตอบว่าต้องฟังบ่อยๆเนืองๆ

และอดทนฟังไปเรื่อยๆและต้องทำความเข้าใจว่า ที่เกิดสภาวะใดก็ตาม เราต้องระลึกว่า

ไม่มีตัวตนของเรา ไม่มีตัวตน สัตว์บุคคลในสภาวะธรรม มีแต่สภาวะธรรมเท่านั้นที่เกิดขึ้น

ซึ่งประโยคนี้ ดิฉันไม่เข้าใจ แต่ก็คิดว่า คงจะฟังยังไม่นานไม่ลึกซึ้งพอ หรือสะสมมาไม่ดี

พอ ต้องใช้เวลาอีกนานแสนนาน ข้อนี้ ท่านวิทยากร มีคำแนะนำเพิ่มเติมหรือไม่อย่างไร

4. และหากคำตอบข้อ 3 คือใช่ต้องฟังไปเรื่อยๆ ขอถามว่า จะมีเหตุการณ์ใดที่เรา

สามารถ รับรู้ว่า เราเข้าใจสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นตามเป็นจริงได้ถูกต้องบ้างไหม หรือว่า

ยากยิ่งในชาตินี้

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
paderm
วันที่ 10 มี.ค. 2555 14:55 น.
 

เรียนความเห็นที่ 3 ครับ จากคำถามที่ว่า

1. ในปรมัตถธรรมนั้นได้แสดงไว้ถึง ทางเดินของ ปุถุชน ที่จะมี ปัญญาเข้าสู่ ระดับ

โสดาบันบุคคลอย่างแน่นอนใช่ไหมคะ

   ใช่ครับ พระพุทธเจ้าทรงแสดง เรื่องพระอภิธรรม ปรมัตถธรรม ว่ามีแต่จิต เจตสิก รูป

นิพพาน และแสดง อริยมรรค มีองค์ 8 ว่าเป็นหนทางที่จะถึงความเป็นพระอริยบุคคล

ก้าวล่วงจากความเป็นปุถุชน ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน หรือ อริยมรรคมีองค์ 8 ครับ

---------------------------------------------------------------------------------

2.ดิฉันมั่นใจว่าต้องมีการแสดงไว้ แต่เมื่อปุถุชนอ่านก็ไม่อาจเข้าใจและเดินตามได้อย่าง

ถูกต้อง จริงไหมคะ

   ตามที่กล่าวแล้วครับว่า มีการแสดงไว้ คือ การเจริญสติปัฏฐาน หรือ อริยมรรคมีองค์ 8

ซึ่งก็คือ จิต เจตสิกฝ่ายดี ที่อยู่ในปรมัตถธรรมนั่นเอง แต่ไม่จำเป็นที่ทุกคนจะสามารถ

ปฏิบัติเดินตามได้ ผู้ใด สะสมความเห็นถูกมา ย่อมน้อมไปตามทางนี้ ผู้ที่ไม่สะสมปัญญา

และความเห็นถูกมา ก็ไม่สามารถจะปฏิบัติตาม อริยมรรค มีองค์ 8 ได้ ครับ เพราะฉะนั้น

ปุถุชนผู้ที่อบรมปัญญามา สามารถเข้าถึงและเดินตามอริยมรรคมีองค์ 8 ได้ครับ แต่ต้อง

ใช้เวลาและค่อย ๆ อบรมไป ครับ

-------------------------------------------------------------------------------------

3.แล้วการที่เราฟัง ธรรมเพื่อให้เกิดสภาพรู้ ตามสภาวะธรรมที่เป็นจริง ความรู้ตามสภาวะ

ธรรมที่เป็นจริงนั้น  ผู้ฟังกับอาจารย์ที่อบรมธรรม   จะทำอย่างไรจะเห็นสภาวะตามความ

เป็นจริงได้ตรงกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดิฉันสงสัยมากและได้คำตอบว่าต้องฟังบ่อยๆเนืองๆ

และอดทนฟังไปเรื่อยๆและต้องทำความเข้าใจว่า ที่เกิดสภาวะใดก็ตาม เราต้องระลึกว่า

ไม่มีตัวตนของเรา ไม่มีตัวตน สัตว์บุคคลในสภาวะธรรม มีแต่สภาวะธรรมเท่านั้นที่เกิด

ขึ้นซึ่งประโยคนี้ ดิฉันไม่เข้าใจ แต่ก็คิดว่า คงจะฟังยังไม่นานไม่ลึกซึ้งพอ หรือสะสมมา

ไม่ดีพอ   ต้องใช้เวลาอีกนานแสนนาน ข้อนี้    ท่านวิทยากร มีคำแนะนำเพิ่มเติมหรือไม่

อย่างไร

    ข้อแนะนำเพิ่มเติม คือ แน่นอนครับว่า เรายังไม่สามรถประจักษ์ความจริงตามที่กล่าว

ไว้ แต่จะถึงจุดนั้นได้ ก็ฟังพระธรรมไป  โดยเราจะต้องเริ่มจากความเข้าใจขั้นการฟังว่า

ไม่มีเรา มีแต่ธรรม เมื่อมีแต่ธรรม ธรรมจะปฏิบัติหน้าที่เอง อาศัยการอบรมเหตุที่ถูกต้อง

คือ การฟังพระธรรมที่ถูกต้อง ปัญญา คือ ธรรมจะปฏิบัติเกิดขึ้นเองทีละน้อย จนวันหนึ่ง

อีกนานแสนนาน ย่อมประจักษ์ความจริงตามที่เรียนกัน ครับ 

---------------------------------------------------------------------------------------

4. และหากคำตอบข้อ 3 คือใช่ต้องฟังไปเรื่อยๆ ขอถามว่า จะมีเหตุการณ์ใดที่เรา

สามารถ รับรู้ว่า เราเข้าใจสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นตามเป็นจจริงได้ถูกต้องบ้างไหม หรือว่า

ยากยิ่งในชาตินี้

    ต้องเข้าใจครับว่า เราสะสมอะไรมามาก สะสมอะไรมาน้อย เพียงแค่เห็นกิเลสเกิดขึ้น

เร็วทันทีโดยไม่รู้ตัวเลย จึงสะสมกิเลสมามาก สะสมความไม่รู้มามาก ปัญญาก็สะสมมา

น้อย ดังนั้น ปัญญาจึงเติบโตช้า เพราะอำนาจของกิเลสที่มีกำลัง ก็จะต้องค่อยๆเจริญ

ต่อไปในขั้นการฟังไปก่อน ทีละน้อย แต่ยังไม่สามารถที่จะประจักษ์ความจริงได้ เพราะ

สะสมมายังไม่มากพอ     แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราเห็นความแตกต่างระหว่างที่ยังไม่ได้

ศึกษาธรรม กับ ขณะนี้ที่เริ่มศึกษาแล้ว ความรู้ก็ต่างกันแล้วใช่ไหมครับ นี่ก็แสดงให้เห็น

ถึงความเจริญของปัญญาแล้ว แต่ทีละน้อยนั่นเองครับ 

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
khampan.a
วันที่ 10 มี.ค. 2555 18:08 น.
 

         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

    -พระโสดาบัน เป็นพระอริยบุคคลขั้นแรก ที่สามารถดับกิเลสได้ในระดับหนึ่ง ดับได้

เป็นเพียงบางประเภท   ยังไม่สามารถดับได้ทุกประการ  เพราะผู้ที่จะดับกิเลสได้อย่าง

หมดสิ้น ไม่มีเหลือนั้น คือ  พระอรหันต์      การเป็นพระอริยบุคคลทุกขั้น     เป็นได้ด้วย

ปัญญาและต้องดำเนินตามหนทางที่เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย

คือ  อริยมรรค มีองค์  ๘  ที่เริ่มด้วย ความเห็นที่ถูกต้อง      ไม่ใช่ว่า มีคนบอกว่าคนนั้น

คนนี้เป็นพระโสดาบัน  ก็จะเป็นตามนั้น   เพราะถ้าไม่มีปัญญา  ไม่ดำเนินตามหนทางที่

ถูกต้องแล้ว ไม่สามารถเป็นพระอริยบุคคลได้เลย  และที่สำคัญ การที่จะรู้ว่าใครเป็นพระ

อริยบุคคล  ต้องมีปัญญาเข้าใจถูกเห็นถูก  พร้อมทั้งเข้าใจด้วยว่าการเป็นพระอริยะเป็น

ได้ด้วยอะไร   และเป็นพระอริยบุคคลที่เสมอกัน หรือ สูงกว่า จึงจะรู้ได้          บุคคลผู้มี

ปัญญาเท่านั้นถึงจะรู้ได้ว่าใครเป็นพระอริยบุคคลหรือไม่เป็นพระอริยบุคคล         เพราะ

อะไร ๆ
ก็ไม่สามารถหลอกปัญญาได้

   -พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้และทรงแสดงนั้น มีความละเอียดลึกซึ้ง

ยากที่จะตรัสรู้ตามได้ เป็นธรรมอันบัณฑิตเท่านั้นที่จะรู้ได้ ธรรมจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะ

กว่าที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น       พระองค์ต้องใช้เวลาอัน

ยาวนานในการบำเพ็ญพระบารมีตลอดระยะเวลาสี่อสงไขยแสนกัปป์   ถ้าไม่ฟังไม่ศึกษา

เลย ปัญญาย่อมไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้เลย     เหตุที่จะทำให้ปัญญาเจริญขึ้น ก็คือ

ฟังพระธรรม ด้วยความเคารพ  ไตร่ตรองพิจารณาในเหตุในผลของธรรม  ธรรม ไม่พ้น

ไปจากชีวิตประจำวันเลย   ไม่ว่าจะฟังพระธรรมส่วนไหน  ก็ไม่พ้นไปจากเพื่อให้เข้าใจ

สภาพธรรมที่กำลังมีในขณะนี้   สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง    มีจริงในขณะนี้

จริง ๆ  

   ปัญญาไม่สามารถจะเจริญขึ้นได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ต้องค่อย ๆ ฟังค่อย ๆ ศึกษา

ไปตามลำดับ เพียงแค่วันนี้ พรุ่งนี้ หรือ ชาตินี้ ยังไม่พอ  ต้องสะสมความเข้าใจต่อไปอีก

เป็นเวลาอันยาวนาน(จิรกาลภาวนา)  ซึ่งมีข้ออุปมาเหมือนการจับด้ามมีด เมื่อจับบ่อย ๆ

นาน ๆ  รอยสึกย่อมปรากฏได้ ปัญญาก็เช่นกัน     ต้องอาศัยกาลเวลาอันยาวนานในการ

สะสม ในการอบรม จึงจะเจริญขึ้นได้ เพราะฉะนั้น  ในแต่ละภพในแต่ละชาติ มีชีวิตอยู่ก็

เพื่อได้ฟังพระธรรม ได้สะสมอบรมเจริญปัญญา เพื่อความเข้าใจถูก เห็นถูกยิ่งขึ้น    ไม่

ขาดการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม สะสมปัญญาต่อไป  ครับ

                              ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
เซจาน้อย
วันที่ 10 มี.ค. 2555 20:03 น.
 

   ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

                       ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน ...ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา

                    ไม่ใช่เวลาเล็กน้อย สังเกตจึงจะรู้ได้ ผู้มีปัญญาเท่านั้นที่จะรู้ ครับ

                 และมีปัญญาถึงระดับความเป็นพระอริยบุคคลเช่นกัน หรือ เสมอกว่า    

                                     จึงจะรู้ได้ว่าเป็นพระอริยบุคคลหรือไม่ ครับ

                                     " ด้วยการสนทนา สอบถาม เป็นสำคัญ ครับ"

 

 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาอ.เผดิมและทุกๆท่านด้วยครับ


 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
Graabphra
วันที่ 11 มี.ค. 2555 01:19 น.
 

                                  ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
homenumber5
วันที่ 11 มี.ค. 2555 09:39 น.
 

ขออนุโมทนาทุกท่าน คำตอบที่ได้ช่วยเพิ่มความเข้าใจมากขึ้นโดยเฉพาะ ที่ว่า

ธรรมที่ฟัง เมื่อมีแต่ธรรม ธรรมจะปฏิบัติหน้าที่เอง

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
wannee.s
วันที่ 13 มี.ค. 2555 14:26 น.
 

ในพระไตรปิฏกก็มีแสดงไว้       ปุถุชน  ไม่สามารถรู้ปัญญาของพระโสดาบัน     ต้องเป็น

พระโสดาบันด้วยกันจึงจะรู้ได้  และ พระโสดาบันก็ไม่สามารถรู้ปัญญาของพระสกทาคามี

พระสกทาคามีไม่สามารถรู้ปัญญาของพระอนาคามี   พระอนาคามีไม่สามารถรู้ปัญญาของ

พระอรหันต์      ต้องมีคุณธรรม  และ  ปัญญาเสมอกัน   จึงจะรู้ได้   ค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
orawan.c
วันที่ 14 มี.ค. 2555 09:35 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 12  
wanipa
วันที่ 14 มี.ค. 2555 14:32 น.
 

ขอขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 14  
ไตรสรณคมน์
วันที่ 18 ก.ค. 2555 20:57 น.
 
อ้างอิงจาก : หัวข้อ 20742 โดย Jeab333

รู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นพระโสดาบัน สังเกตจากอะไร ยังไง

 

ผู้นั้นจะต้องเป็นพระโสดาบัน  หรือพระอริยบุคคลขั้นที่สูงกว่าจึงจะรู้ได้ค่ะ

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 15  
josas
วันที่ 20 ก.ค. 2555 12:54 น.
 

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 16  
Komsan
วันที่ 23 ส.ค. 2555 13:46 น.
 

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 17  
chadcha
วันที่ 18 ก.ย. 2555 20:04 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 18  
ทำดีทูเดย์
วันที่ 19 ก.ย. 2555 00:22 น.
 
ขออนุโมทนาครับ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 19  
chaiporn
วันที่ 5 ต.ค. 2555 21:56 น.
 

สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 20  
isme404
วันที่ 12 ต.ค. 2555 19:13 น.
 
ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 21  
maxnakub2
วันที่ 23 ต.ค. 2555 21:46 น.
 

อนุโมทนาครับ :)

 
  

  ความคิดเห็นที่ 22  
napachant
วันที่ 24 ต.ค. 2555 11:57 น.
 

 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 23  
กฤต
วันที่ 26 ต.ค. 2555 12:49 น.
 

สาธุ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 24  
nopwong
วันที่ 20 พ.ย. 2555 09:21 น.
 

ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 25  
เคียงจันทร์
วันที่ 24 พ.ย. 2555 00:04 น.
 

    ขออนุโมทนาสำหรับทุกท่าน สาธุ สาธุ สาธุ

อริยจิตเกิดในจิตอัปปนา หมายความว่า เกิดในขณะจิตของสมาธิ สืบเนื่องมาต่อมาอีก ๕

ขณะะจิตหรือ  ที่เรียกว่า ปัญจเวกขณะญาณลักษณะเป็นเอกบุคคล  ทั้งขิปปาและทันทา

พระโสดาบันดูจากสังโยชน์ที่ละสามประการแรก  ดูจากความสำรวมในศีล  ที่เป็นวิรัติห้า

พระอริยะไม่พรองศีลโดยเจตนา ศีลเป็นธรรมชาติของท่าน

    บุรพกรรม+สัทธินทรีย์+สมาธินทรีย์+ปัญญินทรีย์ <ความสมดุลย์แห่งอินทรีย์ทั้งสาม

    สำคัญที่สุดคือ  "จิตนั้นหน่วงพระนิพพานเป็นอารมณ์"

    สัทธินทรีย์ ศรัทธาในทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส> ละทิฎฐิ  ถอนวิจิกิจฉาได้

    สมาธิละอุทธัจจะได้ ปัญญาละโลกธรรมบางส่วนด้วยพระไตรลักษณ์

ป.ล. เอกพีชีท่านเป็นเพียงพระโสดาบันท่านกำเนิดอีกชาติเดียวถึงผล

     สุกขวิปัสสนา กายพร้อม ศีลพร้อม ปัญญาพร้อม จิตไม่พร้อม

ขออนุโมทนา

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 27  
เคียงจันทร์
วันที่ 28 พ.ย. 2555 22:58 น.
 

อริยสัจจ์แปลได้หลายความหมาย

ความจริงที่เป็นอริยะ หนทางแห่งการดับทุกข์(อันนี้คงแปลจากลักษณะของธรรม)

ความสัจจ์ของพระอริยะ  ความจริงแห่งพระอริยะ

"ขาดพระอริยสัจจ์ ก็ขาดมัคค์  เมื่อขาดมัคค์ที่จะดับทุกข์ได้ จิตก็ยกไม่ขึ้น"

ภิกษุท่านที่บวชเพราะศรัทธานั้น วันแรกที่ท่านบวชก็เป็นผู้ละเรือนแล้ว

แค่ตรงนี้จิตท่านก็คงยกไปด้วยปัญญาจนอิ่มพร้อมแแล้ว    ส่วนท่านจะละได้แค่ไหนของ

เป็นกิจของท่านที่จะเพียร  สิ่งที่ผมมีความเห็น ก็คือพระภิกษุที่บวชด้วยศรัทธาส่วนมาก

ก็เป็นพระอริยทั้งนั้นส่วนระดับไหนนั้นคงสุดแต่ท่านจะเพียร  แต่อย่างไรก็สู้มายกจิตของ

เราเองขึ้นคงดีกว่า จริงมั้ยครับ

ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 28  
pornchai.s
วันที่ 29 พ.ย. 2555 07:54 น.
 

ผู้ใดมีปัญญามากหรือน้อยรู้ได้จากการสนทนากัน

โดยเฉพาะพระธรรมของพุทธองค์นั้นต้องอาศัยการสะสมมาของแต่ละบุคคล

ดังนั้นหลาย ๆ ท่านฟังมากเข้าใจน้อย

บางท่าน(เท่านั้น)ฟังน้อยเข้าใจได้มาก

แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม

ก็ควรตั้งอยู่ในความไม่ประมาทตามพระปัจฉิมโอวาทของพุทธองค์

คือไม่ขาดการฟัง(การอ่าน) และการศึกษาพิจารณาพระธรรม ครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 29  
wittawat
วันที่ 29 พ.ย. 2555 08:56 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

ขอร่วมสนทนาตามความเข้าใจครับ

เป็นคำถามที่น่าสนใจนะครับ แล้วรู้แล้ว เพื่ออะไร?

บางคนต้องการทำบุญ กับพระโสดาบันบ้าง

ต้องการเทียบเคียง ว่าตนเองเป็นหรือยังบ้าง ทั้งหมดก็ด้วยความต้องการ

แต่ก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อรู้ เหตุของการเป็นพระโสดาบัน

หรือเหตุใด พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงแสดงธรรม

เพราะสิ่งที่สำคัญ เพื่อความเข้าใจความจริง

จึงขอเชิญชวนให้ฟังธรรมก่อนครับ แล้วความเข้าใจนั้นเอง

เป็นปัจจัยให้ความเข้าใจละเอียดยิ่งขึ้น

การเป็นพระโสดาบันมีไม่ได้

ถ้าไม่ได้ฟังธรรมเลย เพราะไม่ใช่พระผู้มีพระภาคเจ้า หรือพระปัจเจกพุทธเจ้า  ที่สามารถ

เข้าใจธรรม แทงตลอดสภาพธรรมได้ โดยไม่ต้องฟังในชาติที่ตรัสรู้     ซึ่งจะอบรมบารมี

เช่นนั้นได้ก็ยากยิ่ง เพราะฉะนั้นก็ต้องอาศัยการฟังเข้าใจความจริงที่มีในขณะนี้       เป็น

ปัญญาที่เกิดจากการฟัง  เช่น  การฟังว่าขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตา      มีความจริงทีละ

หนึ่งๆ เป็นต้น ความจริงที่ทรงแสดงไว้ว่าธรรม เช่น เสียง เป็นต้น      เกิดขึ้นและดับไป

อย่างนี้ แต่แม้ทรงแสดงอย่างนี้ ผู้ที่ฟังก็ไม่ได้เห็นตามที่ทรงแสดงอย่างนี้  ยังเห็นว่าไม่มี

อะไรดับไปเลย ก็ยังเป็นพระโสดาบันไม่ได้ เพราะไม่ได้มีปัญญาที่รู้อย่างนั้น ปัญญาต้อง

อบรมเจริญขึ้นเป็นลำดับขั้น ตามที่ทรงแสดงไว้ คือ การฟังเข้าใจธรรม  ปัญญาที่เข้าใจ

ทำกิจที่รู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริงซึ่งละเอียดขึ้นๆ จากการฟังเข้าใจนั้น

และปัญญาที่ประจักษ์ในลักษณะของธรรมนั้น  และปัญญาที่จะถึงความเป็นพระโสดาบัน

ได้นั้นก็ไม่ใช่เพียงการประจักษ์แจ้งธรรมที่เกิดดับเท่านั้น   ต้องมีปัญญาที่ละเอียดกระทั่ง

การประจักษ์แจ้งธรรมที่ไม่เกิด ไม่ดับ    ซึ่งอกุศลธรรมที่สะสม นอนเนื่องมา     ตลอดทั้ง

สังสารวัฏฏ์ คือ  ความเห็นผิด  ความสงสัยในสภาพธรรม    การประพฤติในข้อปฏิบัติผิด

เพื่อการรู้แจ้ง เป็นต้น จะสามารถดับได้  ไม่เกิดอีกเลยในสังสารวัฏฏ์     ต้องด้วยปัญญา

พร้อมกุศลธรรมที่อบรมละเอียดขึ้นแล้ว ตามที่ทรงแสดงไว้   และที่จะเข้าใจความจริงได้

ทั้งหมดเป็นเรื่องของปัญญา   ซึ่งภาษาไทย       ก็คือ   การเข้าใจความจริงที่มีในขณะนี้

คัมภีร์วิสุทธิมรรค คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค รวมทั้งพระสูตรต่างๆ  เช่น      สามัญญผลสูตร

เป็นต้น มีการแสดงเรื่องของปัญญา ที่เจริญยิ่งขึ้นจากปุถุชน ตั้งแต่ขั้นการฟัง จนกระทั่ง

ปัญญาที่ถึงความเป็นพระโสดาบัน ซึ่งท่านผู้ที่ถามสามารถศึกษาได้

แต่ทั้งหมด เบื้องต้น คือ เริ่มจากการฟังธรรมเข้่าใจก่อน ว่ามีความจริงในขณะนี้ และ

เริ่มที่จะเป็นผู้ที่ละเอียดศึกษาเข้าใจความจริงในขณะนี้

ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 30  
Boonyavee
วันที่ 1 ธ.ค. 2555 23:58 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 31  
Graabphra
วันที่ 2 ธ.ค. 2555 12:08 น.
 

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 32  
Pratchaya
วันที่ 7 ม.ค. 2556 07:27 น.
 

                    ละสังโยชน์ขั้นต่ำ ๓ อย่างได้ คือสักกายทิฎฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส

จิตตกกระแสพระนิพพาน เป็นโสดาบันบุคคล

                    สังโยชน์ ๑๐  คือ ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ มี ๑๐ อย่าง 

                     ๑.สักกายทิฎฐิ คือ ความเห็นว่า เป็นตัว-เป็นตน เช่น เห็นรูป เวทนา

สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นตัว เป็นตน
                     

                     ๒.วิจิกิจฉา คือ ความสงสัย ความลังเล

                     ๓.สีลัพพตปรามาส คือ ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆกันไป

อย่างงมงาย เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร


                     ๔.กามราคะ คือ ความกำหนัดในกาม ความติดใจในกาม


                     ๕.ปฎิฆะ คือ ความกระทบกระทั่งใจ ความหงุดหงิด ขัดเคือง


                     ๖.รูปราคะ คือ ความติดใจในอารมณ์แห่งฌาน หรือรูปธรรมอันประณีต


                     ๗.อรูปราคะ คือ ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน


                     ๘.มานะ คือ ความสำคัญตน


                     ๙.อุทธัจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน


                     ๑๐. อวิชชา คือ ความไม่รู้จริง

 
  

  ความคิดเห็นที่ 33  
แมวทไวไลท์
วันที่ 15 ม.ค. 2556 02:21 น.
 

ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 34  
thanawat11
วันที่ 2 ก.พ. 2556 14:41 น.
 
อ้างอิงจาก : หัวข้อ 20742 ความคิดเห็นที่ 32 โดย Pratchaya

                    ละสังโยชน์ขั้นต่ำ ๓ อย่างได้ คือสักกายทิฎฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส จิตตกกระแสพระนิพพาน เป็นโสดาบันบุคคล
         สังโยชน์ ๑๐
                     คือธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ มี ๑๐ อย่าง 
                     ๑.สักกายทิฎฐิ คือ ความเห็นว่า เป็นตัว-เป็นตน เช่น เห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นตัว เป็นตน
                     ๒.วิจิกิจฉา คือ ความสงสัย ความลังเล
                     ๓.สีลัพพตปรามาส คือ ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆกันไปอย่างงมงาย เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร
                     ๔.กามราคะ คือ ความกำหนัดในกาม ความติดใจในกาม
                     ๕.ปฎิฆะ คือ ความกระทบกระทั่งใจ ความหงุดหงิด ขัดเคือง
                     ๖.รูปราคะ คือ ความติดใจในอารมณ์แห่งฌาน หรือรูปธรรมอันประณีต
                     ๗.อรูปราคะ คือ ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน
                     ๘.มานะ คือ ความสำคัญตน
                     ๙.อุทธัจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน
                     ๑๐. อวิชชา คือ ความไม่รู้จริง

ถูกแล้วครับ ถูกแล้ว อย่างนี้สิที่สมควรเรียกว่าเป็นบริษัทที่เลิศ

กล่าวคือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย : ภิกษุในบริษัทใดในธรรมวินัยนี้
สุตตันตะเหล่าใดที่กวีแต่ขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย  มีพยัญชนะอันวิจิตร  เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก(อรรถคาถา)
เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจักไม่ตั้งใจฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูลงสดับ ไม่เข้าไปตั้งจิตไว้เพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน           ดูกรภิกษุทั้งหลาย : ส่วนสุตตันตะเหล่าใด เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา เม่ือมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอย่อมฟังด้วยดี  ย่อมเงี่ยหูลงสดับ ย่อมเข้าไปตั้งจิตไว้เพื่อจะรู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน  อนึ่ง

ภิกษุเหล่านั้นเรียนธรรมนั้นแล้ว ย่อมสอบสวนเที่ยวไต่ถามกันและกันว่า พยัญชนะนี้
อย่างไร อรรถแห่งภาษิตนี้เป็นไฉน ภิกษุเหล่านั้นย่อมเปิดเผยอรรถที่ลี้ลับ ทำอรรถที่ลึกซึ้งให้ตื้น และบรรเทาความสงสัย  ในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลายอย่างเสีย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย : บริษัทนี้เรียกว่า บริษัทผู้ได้รับการสอบถามแนะนำ ไม่ดื้อด้าน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย : บริษัท ๒ จำพวกเหล่านี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย : บรรดาบริษัท ๒ จำพวกนี้ บริษัทที่ได้รับการสอบถามแนะ
นำ ไม่ดื้อด้าน เป็นเลิศ ฯ

พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต หน้าที่ ๖๘/๒๙๐ ข้อที่ ๒๙๒ - ๒๙๓

 
  

  ความคิดเห็นที่ 35  
thanawat11
วันที่ 2 ก.พ. 2556 15:10 น.
 

แก้ไขนิดหนึ่งครับ

คำว่า

๗.อรูปราคะ คือ ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน (ไม่ถูกต้อง)

ให้ถูกต้อง ต้องเป็นอย่างนี้ครับ

๗.อรูปราคะ คือ ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปสัญญา

พระผู้มีพระภาคเจ้า ตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธ ไม่ใช้คำว่า ณาน หรือ ณานะ ในสมาธิในระดับ อรูป แต่ใช้คำว่า ณาน หรือ ณานะ ในสมิธิ สี่ระดับ แรกเท่านั้นครับ  โดยสมาธิ มีทั้งหมด เก้าระดับ ดังนี้

ปฐมฌาน 

ทุติยฌาน

ตติยฌาน

จตุตถฌาน

อากาสนัญจายตนสมาบัติ หรือ อากาสนัญจายตนสัญญา

วิญญาณัญจายตนสมาบัติ  หรือ วิญญาณัญจายตนสัญญา

อากิญจัญญายตนสมาบัติ หรือ อากิญจัญญายตนสัญญา

เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ หรือ เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา

สัญญาเวทยิตนิโรธ ฯ

คำแต่ละคำ ชื่อแต่ละชื่อ ที่พระองค์ ทรงบัญญัต ล้วนมีความหมายในตัวเอง ทั้ง

เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 36  
thanawat11
วันที่ 2 ก.พ. 2556 15:29 น.
 
อ้างอิงจาก : หัวข้อ 20742 โดย Jeab333

รู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นพระโสดาบัน สังเกตจากอะไร ยังไง

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งทิฏฐิ
สัมปทา (โสดาบัน)  ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ

สักกายทิฐิ ๑

วิจิกิจฉา ๑

สีลัพพตปรามาส ๑

ราคะที่เป็นเหตุไปสู่อบาย ๑

โทสะที่เป็นเหตุไปสู่อบาย ๑

โมหะที่เป็นเหตุไปสู่อบาย ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๖ ประการนี้แลย่อมเป็นผู้ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งทิฏฐิสัมปทา ฯ (โสดาบัญ)

การศึกษาพระธรรมต้องเป็นผู้ละเอียด



 
  

  ความคิดเห็นที่ 37  
thanawat11
วันที่ 2 ก.พ. 2556 15:41 น.
 
อ้างอิงจาก : หัวข้อ 20742 โดย Jeab333

รู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นพระโสดาบัน สังเกตจากอะไร ยังไง

มีหลายนัย (นัย-ยะ)มาก

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้

ดูกรอานนท์ ก็ธรรมปริยายชื่อธรรมาทาส(แว่นธรรม) ที่อริยสาวกประกอบแล้ว เมื่อ
หวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เรามีนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย(วิสัยเเห่งเปรต) อบาย ทุคติวินิบาต สิ้นแล้ว เราเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า เป็นไฉน?(กล่าวคือ)

อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ...    ในพระธรรม ...

ในพระสงฆ์ ...

ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ... เป็นไปเพื่อสมาธิ นี้แล คือ ธรรมปริยายชื่อธรรมาทาส(แว่นธรรม) ที่อริยสาวกประกอบแล้ว เมื่อหวังอยู่
พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เรามีนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย  อบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว   เราเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
                   จบ สูตรที่ ๑๐
               จบ เวฬุทวารวรรคที่ ๒

พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค หน้าที่ ๓๖๐/๔๖๙ ข้อที่ ๑๔๘๐

เป็นหัวข้อที่ควรศึกษาอย่างละเอียด

 
  

  ความคิดเห็นที่ 39  
Nongnuch
วันที่ 8 มี.ค. 2556 19:23 น.
 

Adhumotana ka

 
  

  ความคิดเห็นที่ 44  
chalee234
วันที่ 23 ก.ค. 2556 23:13 น.
 

ผู้ที่จะทราบว่าใครเป็นโสดาบรรผู้นั้นย่อมเป็นและรู้ได้ด้วยปัญญาแห่งตนและรู้ได้ด้วย

ปัญญาที่เสมอกันหรือปัญญาที่สูงกว่าครับผู้ที่เข้าถึงเท่านั้นจึงทราบและรู้ได้

ถ้าเข้าถึงคำว่าทุกข์ไม่เกาะใจก็ใกล้แล้วละครับ

ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 45  
Kiwilemon
วันที่ 13 มี.ค. 2557 19:49 น.
 

ขอขอบคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top