Loading...
 20712   อนุสัย
นกขมิ้น
วันที่ 6 มี.ค. 2555 11:38 น.
อ่าน 674
 
 
 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
paderm
วันที่ 6 มี.ค. 2555 14:29 น.
 

        ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

จากคำถามที่ว่า อนุสัยคืออะไร  มีกี่ประเภท

   อนุสัยกิเลส  หมายถึง  กิเลสอย่างละเอียดที่ตามนอนเนื่องอยู่ในจิตไม่ปรากฏตัวออก

มา  หรือเป็นกิเลสที่มีกำลังที่ยังละไม่ได้   จะละได้ด้วยปัญญระดับมรรคจิตครับ

อนุสัย มี 7 ประการคือ

๑.  กามราคานุสัย  หมายถึง โลภะ ความติดข้องในกาม

๒.  ปฏิฆานุสัย  หมายถึง โทสะ ความโกรธ

๓.  ทิฏฐานุสัย    หมายถึง ความเห็นผิด             

๔.  วิจิกิจฉานุสัย  หมายถึง ความสงสัย

๕.  มานานุสัย หมายถึง ความถือตัว ความสำคัญตัว               

๖.  ภวราคานุสัย หมายถึง โลภะ  ความติดข้องในภพ

๗.  อวิชชานุสัย. หมายถึง โมหะ ความไม่รู้

กิเลสมี ๓ ขั้น คือ ... อนุสัยกิเลส  ปริยุฏฐานกิเลส  วีติกกมกิเลส


วีติกกมกิเลส   เป็นกิเลสอย่างหยาบ ทำให้ล่วงเป็นทุจริตกรรมทางกาย วาจา

                         วิรัติคือละเว้นวีติกกมกิเลส
ได้ด้วยศีล

ปริยุฏฐานกิเลส  เป็นกิเลสอย่างกลางที่เกิดร่วมกับอกุศลจิต   แต่ไม่ถึงขั้นล่วง

                         เป็นทุจริตกรรม ระงับปริยุฏ
ฐานกิเลสได้ชั่วคราว เป็นวิกขัมภ-

                         ณปหานด้วยฌานกุศลจิต

อนุสัยกิเลส      เป็นกิเลสอย่างละเอียด   เมื่อยังไม่ได้ดับกิเลส   อนุสัยกิเลสก็

                        นอนเนื่องอยู่ในจิตที่เกิดดับสืบ
ต่อกันเป็นเชื้อเป็นปัจจัยให้เกิด

                        ปริยุฏฐานกิเลส     กิเลสทั้งหลายจะดับหมดสิ้นเป็นสมุจเฉท-

                        ปหาน  ไม่เกิดอีกเลย  
เมื่อโลกุตตรมัคคจิตรู้แจ้งอริยสัจจธรรม

                        โดยประจักษ์แจ้งสภาพของพระนิพพาน      ตามลำดับขั้นของ

                        มัคคจิต   ซึ่ง
ปหานกิเลสเป็นสมุจเฉท ตามลำดับขั้นของมัคค-

                        จิตนั้นๆ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
paderm
paderm
วันที่ 6 มี.ค. 2555 14:36 น.
 

และจากคำถามที่ว่า จะมีวิธีการสังเกตอนุสัยกิเลสในชีวิตประจำวัันได้อย่างไร

   วีติกกมกิเลส เป็นกิเลสอย่างหยาบ สามารถปรากฎให้รู้ได้ในชีวิตประจำวันทั้งกับ

ตนเองและผู้อื่น เพราะมีการแสงดออกมาทางกายและวาจา  เช่น การพูดเท็จ การพูด

คำหยาบ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ เป็นต้น

   ปริยุฏฐานกิเลส เป็นกิเลสอย่างกลางที่เกิดร่วมกับอกุศลจิต มี นิวรณ์ เป็นต้น แต่

ไม่ได้แสดงออกมาทางกายและวาจา เพียงแต่เกิดกิเลสขึ้นมาภายในจิตใจ เช่น เกิด

ความยินดีพอใจในสิ่งที่ได้เห็น เกิดความขุ่นเคืองใจ แต่ไม่ได้ล่วงแสดงอกมาทางกาย

วาจา  ซึ่ง สามารถรู้ได้ในชีวิตประจำวัน กับผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน โดยผู้นั้นเองที่จะเป็น

ผู้รู้ ด้วยปัญญาเท่านั้นที่จะรู้ได้ ครับ

    อนุสัยกิเลส   เป็นกิเลสที่ละเอียด   นอนเนื่องในสันดาน ไม่ปรากฎให้รู้ได้ในชีวิต

ประจำวัน เพราะเป็นการสั่งสมไว้ในจิต เปรียบเหมือเชื้อโรคที่ฝังตัวอยู่ในร่างกาย ไม่

สามารถรู้ได้ ต่อเมื่อเกิดอาการของโรคแล้ว(ปริยุฏฐานกิเลสและวีติกมกิเลส) ย่อมรู้ได้

ว่ามีสาเหตุจากเชื้อโรค      ซึ่งอนุสัยกิเลสเป็นพืชเชื้อให้มีการเกิดขึ้นของกิเลสอย่าง

กลาง เช่น ความโกรธในใจ ดังนั้นอนุสัยกิเลส จึงเป็นกิเลสที่ละเอียดที่สุด ที่ไม่ปรากฎ

ให้รู้ได้ในชีวิตประจำวัน ครับ แต่ถึงแม้ไม่สามารถที่จะรู้อนุสัยกิเลสได้ แต่ก็สามารถอบรม

ปัญญา เพื่อละอนุสัยกิเลสได้ ด้วยการเจริญสติปัฏฐานระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่

มีจริงในขณะนี้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา ก็จะถึงปัญญาระดับสูงที่เป็นมรรคจิต ที่สามารถละ

อนุสัยกิเลสได้จริงๆครับ ปัญญาเท่านั้นที่จะรู้และละอนุสัยกิเลส ด้วยการอบรม ศึกษา

พระธรรม ครับ ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
khampan.a
วันที่ 6 มี.ค. 2555 17:43 น.
 

          ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

    อนุสัยกิเลสเป็นกิเลสที่ละเอียดมาก   เพราะเหตุว่า กิเลสมี  ๓ ระดับ คือ กิเลสขั้น

หยาบ เราเห็นได้จากการประพฤติทุจริตล่วงศีล  แสดงให้ทราบว่า กิเลสนั้นหยาบ และ

มีกำลัง,      กิเลสที่ไม่ถึงกับล่วงศีลที่ออกมาเป็นกายทุจริต วจีทุจริต    เมื่อเกิดแล้วแต่

ยังไม่แสดงออกให้รู้ได้ในขณะนั้นๆ เป็นกิเลสขั้นกลาง  เช่น ความขุ่นใจ  มี  แต่ไม่พูด 

ไม่แสดงออกทางกาย ทางวาจา    หรือ โลภะ มี  แต่ไม่แสดงออก ก็ไม่มีผู้อื่นรู้ว่ามีโลภะ

กิเลสที่เกิดขึ้นทำกิจการงานร่วมกับจิต    กิเลสขั้นกลางนี้เป็นกิเลสที่เกิดขึ้นกลุ้มรุมจิต

แต่ยังไม่ถึงกับล่วงศีลหรือกระทำทุจริตกรรม    แต่กิเลสขั้นหยาบ และกิเลสขั้นกลางจะ

เกิดได้ก็เพราะเหตุว่ามีกิเลสขั้นละเอียด    ซึ่งไม่มีใครรู้เลยนอกจากพระอรหันตสัมมา

สัมพุทธเจ้า      ที่ทรงตรัสรู้ว่าการที่จะดับกิเลสหมดสิ้นเป็นสมุจเฉท(ถอนขึ้นอย่างเด็ด

ขาด)
ได้นั้น ต้องดับอนุสัยกิเลสซึ่งเป็นพืชเชื้อที่เป็นเหตุให้กิเลสขั้นกลาง  และกิเลส


ขั้นหยาบเกิดขึ้นได้

    สำหรับผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์  กิเลสที่เป็นระดับที่ละเอียดมาก คือ อนุสัยกิเลส ยังไม่

ได้ดับเป็นสมุจเฉท      ส่วนพระอรหันต์ ไม่มีอนุสัยกิเลส และไม่มีกิเลสระดับใดๆทั้งสิ้น

พระอรหันต์ไม่ว่าจะได้เห็น ได้ยิน   ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส     ท่านไม่หวั่นไหวไป

ด้วยอำนาจของกิเลส  เพราะท่านดับกิเลสได้ทั้งหมดแล้ว       แต่ผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ 

ย่อมหวั่นไหวไปด้วยอำนาจของกิเลสประการต่าง ๆ  มีโลภะ  โทสะ  เป็นต้น

      จึงแสดงให้เห็นว่ากิเลสที่ปรากฏให้รู้ได้ในชีวิตประจำวัน   ก็เป็นกิเลสขั้นกลาง กับ 

ขั้นหยาบและ ที่รู้ว่ายังมีกิเลสขั้นละเอียดอยู่  ก็เพราะมีกิเลสขั้นกลาง คือ ขณะที่เกิดขึ้น

กลุ้มรุมจิต  และกิเลสขั้นหยาบ  คือ ล่วงออกมาเป็นทุจริตกรรมทางกาย  ทางวาจา นั่น

เอง,     เพราะยังมีกิเลสขั้นละเอียด           จึงเป็นเหตุให้มีกิเลสขั้นกลาง และกิเลสขั้น

หยาบ,   กิเลสขั้นละเอียดจะหมดไปได้ นั้น เมื่อมีการอบรมเจริญปัญญา รู้ชัดในลักษณะ

ของสภาพธรรมทั้งหลายที่ปรากฏตามความเป็นจริงของธรรมนั้น ๆ
           เมื่อปัญญารู้

แจ้งอริยสัจจธรรม   กิเลสขั้นละเอียดก็จะหมดสิ้นไปเป็นประเภทและหมดไปตามลำดับ

มรรคด้วย    กล่าวคือ

     โสตาปัตติมรรค   ดับ  ทิฏฐานุสัย และ วิจิกิจฉานุสัย

     อนาคามิมรรค  ดับ  กามราคานุสัย  และ  ปฏิฆานุสัย

     อรหัตตมรรค  ดับ  มานานุสัย     ภวราคานุสัย     และ อวิชชานุสัย    พระอรหันต์

เท่านั้น    ที่เป็นผู้ไม่มีอนุสัยกิเลสนอนเนื่องอยู่ในจิตอีกต่อไป

     กว่าจะดำเนินไปถึงการดับอนุสัยกิเลสได้นั้น ต้องเริ่มที่การฟังพระธรรม ศึกษาพระ

ธรรม สะสมปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ  ไม่ขาดการฟังพระธรรม  และ

จะต้องอาศัยกาลเวลาอันยาวนานในการอบรมเจริญปัญญา    ไม่ใช่เพียงแค่ชาติเดียว

หรือ สองชาติเท่านั้น  ครับ 

                              ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
เซจาน้อย
วันที่ 6 มี.ค. 2555 19:16 น.
 

   ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของอ.เผดิม อ.คำปั่นและทุกท่านครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
Yongyod
วันที่ 6 มี.ค. 2555 19:34 น.
 

คำตอบของท่านอาจารย์ทั้งสอง ละเอียด และทำความแจ่มแจ้งในความละเอียดของ

กิเลส ทำให้รู้จักกิเลสดีขึ้น เชื้อโรคที่นอนเนื่องติดอยู่กับเราคงนับชาติไม่ถ้วน โดยที่

ไม่รู้ตัวเลย ถ้าไม่ได้ฟังธรรมก็คงไม่รู้ เมื่อไม่รู้คิดว่าไม่มีอะไร จริงแท้นอนเนื่องอยู่ทุก

ขณะรอที่จะปรากฎอาการนั้นเอง อย่างกล่าว เมื่อไม่รู้ก็นึกว่าปกติ ไม่มีอะไร แบบนั้นก็

คงไม่คิดละ รู้อย่างนี้แล้ว เริ่มคิดละกันบ้างแล้วรึยัง ตามกำลังปัญญาจริงๆ

ขออนุโมทนาครับ

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
pat_jesty
วันที่ 7 มี.ค. 2555 11:01 น.
 

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
jaturong
วันที่ 8 มี.ค. 2555 14:27 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
นกขมิ้น
วันที่ 9 มี.ค. 2555 10:19 น.
 

ขอบคุณ   ขอบคุณและขออนุโมทนาสาธุๆๆ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่
keyword keyword : -

Back to Top