Loading...
 20261   สวดมนต์ข้ามปี
delan
วันที่ 30 ธ.ค. 2554 11:45 น.
อ่าน 2,236
 
 

อันที่จริงก็ไม่น่าจะมีความหมายอะไรกับผู้ฟังพระธรรมของ มศพ. ผู้ที่เข้าใจในธรรม

แต่ก็มีความแคลงใจสำหรับคนที่ไม่มีความมั่นคงในพระธรรมอย่างผม เพื่อนชวนไป

สวดมนต์ข้ามปี จึงมีความรู้สึกจะไปหรือไม่ไปดี    แล้วทำไมต้องสวด      สวดแล้วมี

ประโยชน์อะไร วิทยุโทรทัศน์ก็เชิญชวน  บอกว่าสวดแล้วจะเกิดกุศล  ก็ข้องใจว่าเกิด

กุศลได้ยังไง ไม่มีคำตอบจากใครและถูกต่อว่าเป็นประจำว่าคนไม่มีศาสนา เพราะชอบ

ถามเหตุผลจากกระทำสิ่งนั้นจากวิธีการกระทำทางศาสนา  ต้องขออภัยที่ระบายความ

รู้สึก

                      ขออนุโมทนาผู้มั่นคงต่อความเข้าใจของสภาพธรรม

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
khampan.a
วันที่ 30 ธ.ค. 2554 12:44 น.
 

          ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

    พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดงนั้น เป็นพระปัญญาตรัสรู้ของ

พระองค์    ที่เกิดจากการสะสมบำเพ็ญพระบารมีมาเป็นเวลาที่ยาวนาน    และเป็นสิ่งที่

ยากมากที่จะเข้าใจ แต่ก็ไม่เหลือวิสัยสำหรับผู้ที่มีความจริงใจตั้งใจที่จะศึกษา    ซึ่งจะ

ต้องมีความละเอียดรอบคอบในการศึกษา  เพื่อความเข้าใจอย่างถูกต้อง ตรงตามความ

เป็นจริง  โดย ไม่ใช่เพียงสวด หรือ ท่อง เท่านั้น   จะต้องเป็นผู้มีความเข้าใจด้วย  บท

สวดมนต์
ต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นมงคลสูตร   กรณียเมตตสูตร  รัตนสูตร เป็นต้น   ล้วนเป็น

พระธรรมที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง         ซึ่งจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อได้ศึกษาและ

เข้าใจอย่างถูก
ต้อง       ถ้านำมาสวดหรือท่องเพื่อได้  เพื่อต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใด  หวัง

ลาภสักการะ 
 ก็เป็นการผิดตั้งแต่ต้น         เป็นอกุศลตั้งแต่ต้นแล้ว   ไม่ได้เป็นไปเพื่อ

ความเจริญขึ้นของ
กุศลธรรม ไม่เป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลสในชีวิตประจำวัน   เพราะ

พระธรรมที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงแสดงทั้งหมดนั้น เป็นไปเพื่อละ  ไม่ใช่เพื่อความติด

ข้องต้องการสิ่ง
หนึ่งสิ่งใด  

    ถ้าจะมองในมุมกลับ  ถึงแม้ว่าจะไม่ได้สวด   แต่ศึกษาแล้วน้อมที่จะประพฤติปฏิบัติ

ตาม     ย่อมเป็นประโยชน์กว่าอย่างแท้จริง    แม้แต่คำว่า   "สวด"  ซึ่งเป็นคำไทย  ก็

ยังต้องแปลไทยเป็นไทยอีก   เพื่อจะได้สอดคล้องตรงกับความหมายเดิมในภาษาบาลี 

 คือ  มาจากคำว่า  "สาธยาย [สชฺฌาย]"   หมายถึง  การกล่าวทบทวน  เพื่อความเข้า

ใจที่ถูกต้องตรงตามพระธรรม    เมื่อได้ฟังแล้ว ก็มีการทบทวน    ด้วยความเข้าใจที่ถูก

ต้อง   เมื่อได้ฟังแล้ว  อย่างไรจึงจะไม่ลืม  ก็ด้วยการทบทวนไตร่ตรองในสิ่งที่ได้ยินได้

ฟัง   เก็บไว้ในหทัย  นั่นเอง    

   และที่ควรพิจารณาอีกประการหนึ่ง คือ  ในสมัยปัจจุบันนี้  มีบทสวดต่าง ๆ หลายบท

 ที่มีการแต่งขึ้นในภายหลัง           ซึ่งไม่ใช่พระธรรมคำสอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

แสดง  ก็ไม่ใช่ มนต์     ถึงแม้ว่าจะมีการนำคำว่า มนต์ มาใช้ ก็ตาม  

      พระธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว    จึงควรอย่างยิ่งที่พุทธศาสนิกชน

จะได้ศึกษา     เพื่อความเข้าใจถูก เห็นถูกเป็นปัญญาของตนเอง ต่อไป      ยิ่งฟังพระ

ธรรม   ก็ยิ่งเข้าใจ  ยิ่งเห็นพระมหากรุณาคุณของพระองค์    ถ้าพระองค์ไม่ทรงบำเพ็ญ

พระบารมีมา          ไม่มีทางเลยที่สัตว์โลกจะได้เข้าใจความจริง     ในฐานะของสาวก 

ประโยชน์สูงสุดที่ทุกคนจะพึงได้   คือความเข้าใจถูก เห็นถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏ  
ครับ

                          ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ  ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
pamali
วันที่ 30 ธ.ค. 2554 15:14 น.
 

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
เซจาน้อย
วันที่ 30 ธ.ค. 2554 16:24 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
วิริยะ
วันที่ 30 ธ.ค. 2554 16:45 น.
 

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
pat_jesty
วันที่ 30 ธ.ค. 2554 19:40 น.
 

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
paderm
วันที่ 30 ธ.ค. 2554 21:15 น.
 

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
นาวาเอกทองย้อย
วันที่ 30 ธ.ค. 2554 22:28 น.
 

       ตามเรื่องในคัมภีร์ สมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ก็เคยรับสั่งให้พระสงฆ์ไปสวดมนต์

ให้ชาวบ้านฟัง

      ข้อสำคัญอยู่ที่ต้องสวดด้วยความเข้าใจ ด้วยศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา และด้วย

ปัญญาที่ประกอบด้วยศรัทธา

       และควรตระหนักว่า มิใช่เพียงแค่สวดมนต์ก็พ้นทุกข์ได้

       แต่ก็ไม่ควรลืมด้วยว่า ผู้ที่ขึ้นสู่ทางไปสวรรค์และนิพพาน ก็เคยสวดมนต์กันมาแล้ว

       ถ้าว่ายน้ำยังไม่เป็น ใส่ห่วงยางก่อนจะลงน้ำ ก็ไม่เสียหายอะไร

       แต่ถ้าว่ายน้ำเป็นแล้ว จะถอดห่วงยางออก ก็ดีครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
kanchana.c
วันที่ 30 ธ.ค. 2554 22:46 น.
 

กำลังคิดจะเขียนเรื่องนี้อยู่พอดี  เมื่อสักครู่เปิดทีวี  ได้ยินเสียงพระสวดมนต์แปล ด้วยคำ

สวดเป็นภาษาไทย ฟังแล้วเข้าใจ ติดตามฟังไปเรื่อยๆ เป็นเรื่องในพระสูตรต่างๆ และบท

สรรเสริญพระรัตนตรัยนั้น      ถ้าได้เข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดงบ้าง     ก็จะเข้่าถึงความ

นอบน้อมที่ควรมีอย่างยิ่งในพระบริสุทธิคุณ พระปัญญาคุณและพระมหากรุณาคุณที่ทรง

ตรัสรู้และทรงแสดงพระธรรมไว้ให้พวกเราได้ศึกษา

เคยไปฟังเทศน์ทั้งคืนในวันวิสาขบูชา แต่ไม่เกิดกุุศลเลย เพราะง่วงนอนมาก จนหลับไป

เสียหลายชั่วโมงระหว่างฟังพระเทศน์ (บาปมากหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ที่ไปเพราะอยากได้

บุญ)

เคยไปสวดมนต์อิติปิโส 108 จบตลอดคืน แต่จิตก็ไม่เป็นกุศลเช่นกัน เพราะปากก็ท่องไป

ใจก็คิดเรื่องอื่นๆไป

ตอนนี้คนก็เอาธรรมเนียมฝรั่ง count down รับปีใหม่ มาผสมกับไทย    เลยจัดให้มีการ

สวดมนต์ข้ามปี เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ก็คงแล้วแต่ว่าใครจะเกิดกุศลจิตมากน้อยแค่ไหน

แต่สำหรับตัวดิฉันเอง คิดว่าถ้าได้เข้่าใจพระธรรมที่ทรงแสดงเพ่ิ่มขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย ก็

จะสะสมสืบต่อไปในจิตขณะต่อๆไป คงเป็นสิริมงคลกับชีวิตมากกว่า

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
paderm
วันที่ 30 ธ.ค. 2554 22:46 น.
 

เรียนสนทนาในความเห็นที่ 7 ครับ และขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องสวดมนต์ข้ามปี

      ต้องเข้าใจนะครับว่า สมัยพุทธกาล ชาวบ้านและผู้คนสมัยนั้น เป็นชาวมคธ ก็เป็น

ภาษาท้องถิ่น ที่ฟังแล้วรู้เรื่องทันที ไม่ต้องมาแปลแบบคนไทยที่ฟังบาลี โดยส่วนมาก

ไม่รู้เรื่องครับ  ดังนั้น พระที่ไปแสดงธรรม ท่านไม่ได้ ด้วยการสวดมนต์  แต่ท่านแสดง

ธรรมให้ชาวบ้านฟังกัน  แต่เรา ชนรุ่นหลัง ก็ไปสำคัญว่า ต้องเป็นบทสวดและไปท่อง

กัน 3 จบ 100 จบ  อะไรประมาณนั้น แต่สมัยพุทธกาล มุ่งที่จะแสดงธรรมให้ชาวบ้าน

ฟัง ที่เป็นภาษาบาลี ก็เป็นภาษาที่ชาวบ้านใช้พูดกันอยู่แล้วและฟังรู้เรื่องทันที  ดังนั้น

จุดประสงค์ที่พระสมัยนั้น กล่าวธรรม แสดงธรรมที่เป็นภาษาท้องถิ่น เพื่ออะไรครับ ไม่

ใช่เพื่อความแคล้วคลาดจากอันตรายของอุบาสก อุบาสิกา หรือเพื่อความเป็นสิริมงคล

กับตนเองในปีใหม่ แต่พระอริยสาวก    และพระภิกษุในสมัยพุทธกาล กล่าวธรรมเป็น

ภาษาท้องถิ่น ก็คือ ให้อุบาสก อุบาสิกา ได้เข้าใจพระธรรม  เกิดกุศลและเกิดปัญญา

เป็นสำคัญครับ ดังเมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าแรกตรัสรู้ มี พระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก แล้ว

ไม่ถึง 100 รูป พระพุทธองค์ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า เธอจงเที่ยวในทิศต่างๆ ประกาศ

ธรรม เพื่อให้สัตว์โลกที่สะสม ศรัทธาและปัญญามาได้เข้าใจพรธรรม แต่ไม่ใช่เพื่อให้

เกิดความเป็นสิริมงคลแก่เขาในวันปีใหม่  นี่ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าเลยครับ

ประโยชน์คือ ไม่ใช่ให้สวดมนต์ ให้ชาวบ้านสวดมนต์  แต่ให้ฟังพระธรรมและเกิดกุศล

เกิดปัญญา นี่คือ ที่ถูกต้อง ตามพระพุทธประสงค์และตามพระวินัยครับ

     ขอแสดงความคิดเห็น การสวดมนต์ข้ามปี ตามที่กล่าวแล้ว ในสมัยพุทธกาล พระ

ภิกษุทั้งหลาย ไม่ได้ให้ชาวบ้านสวดมนต์     แต่กล่าวภาษาท้องถิ่นเป็นภาษาบาลีนั่น

แหละ แต่ชาวบ้านรู้เรื่องเพราะใช้ภาษานั้นอยู่แล้ว พระภิกษุท่านกล่าวธรรมให้ชาวบ้าน

ได้เกิดความเข้าใจพระธรรมครับ ดังนั้นสิ่งใด เพื่อเป็นไปเพื่อได้ เพื่อติดข้อง เช่น ทำ

เพื่อได้ความสิริมงคลกับชีวิต นั่นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า  เพราะเป็นไปเพื่อได้

เพื่อติดข้องครับ ดังนั้น พระธรรมก็ค่อย ๆ ผิดเพี้ยนไปเรื่อย ๆ  ตามอายุของพระพุทธ

ศาสนาที่ผ่านไปสองพันห้าร้อยกว่าปีครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
วันชัย๒๕๐๔
วันที่ 31 ธ.ค. 2554 11:15 น.
 

ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
สมศรี
วันที่ 31 ธ.ค. 2554 15:16 น.
 
ขอบคุณและอนุโมทนาค่ะ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 12  
เมตตา
วันที่ 31 ธ.ค. 2554 16:11 น.
 

                                                                                                      .........ซึ่งจะ

ต้องมีความละเอียดรอบคอบในการศึกษา  เพื่อความเข้าใจอย่างถูกต้อง ตรงตามความ

เป็นจริง  โดย  ไม่ใช่เพียงสวด หรือท่อง เท่านั้น   จะต้องเป็นผู้มีความเข้าใจด้วย  บท

สวดมนต์
ต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นมงคลสูตร   กรณียเมตตสูตร  รัตนสูตร เป็นต้น  ล้วนเป็น

พระธรรมที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง       ซึ่งจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อได้ศึกษาและ

เข้าใจอย่างถูก
ต้อง      ถ้านำมาสวดหรือท่องเพื่อได้  เพื่อต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใด  หวัง

ลาภสักการะ 
 ก็เป็นการผิดตั้งแต่ต้น        เป็นอกุศลตั้งแต่ต้นแล้ว   ไม่ได้เป็นไปเพื่อ

ความเจริญขึ้นของ
กุศลธรรม ไม่เป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลสในชีวิตประจำวัน  เพราะ

พระธรรมที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงแสดงทั้งหมดนั้น เป็นไปเพื่อละ  ไม่ใช่เพื่อความติด

ข้องต้องการสิ่ง
หนึ่งสิ่งใด  

     

       ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของ อ.คำปั่นอย่างยิ่งค่ะ...และต้องขอ

อนุโมทนา คุณdelan ผู้มั่นคงต่อความเข้าใจของสภาพธรรมด้วย เช่นกันค่ะ  เมื่อหลาย

วันก่อน   ก็มีเพื่อนที่ขายของด้วยกันชวนเพื่อนไปสวดมนต์ที่ วัดแห่งหนึ่งตอนคืนวันส่ง

ท้ายปีคืนที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔  ฟังดูก็มีคนจะไปสวดมนต์กันมากอยู่   แม้ว่าเราจะพูด

ถึงเรื่องของบุญ เรื่องของกุศลจิตให้ฟังว่าขณะใดที่เป็นไปในทาน  ศีล  ภาวนา(คือขณะ

ที่ศึกษา สนทนาธรรมแล้วเข้าใจ ความเข้าใจนี้เอง  จะนำไปสู่การประพฤติปฏิบัติที่เป็น

กุศลขั้นต่าง ๆ) ถ้าไม่มีความเข้าใจขณะสวดมนต์ กุศลจะเกิดได้อย่างไรกัน  แต่ต้องยอม

รับว่า คนส่วนใหญ่จะไปสวดมนต์โดยไม่มีความเข้าใจ  "บุญ  หรืออกุศล"  อย่างถูกต้อง

ตรงตามที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้  บางคนบอกว่าไปสวดมนต์แล้วจะ

ได้ส่งส่วนบุญให้มารดา (เพราะมีปัญหากับมารดา)   โดยมากที่ผู้คนไปสวดมนต์กันจะ

หวังผลกัน  ไม่ใช่เพื่อละ  ข้าพเจ้าได้ยกตัวอย่างให้เพื่อนฟังว่า   เวลาที่ข้าพเจ้าจะไป

ฟังธรรมที่มูลนิธิ ไปเพื่อความเข้าใจพระธรรม  ไม่ได้หวังผลใด ๆ  ขณะที่ฟังเข้าใจขณะ

นั้นเป็นความดี เป็นกุศล เป็นบุญ    ข้าพเจ้าจะบอกคุณแม่ว่า  จะไปฟังพระธรรมแล้วนะ 

คุณแม่ก็จะอนุโมทนาในกุศลของข้าพเจ้า  ที่ไปศึกษาพระธรรมทุกครั้ง  เพราะบุญ

หรือกุศล นั้นส่งให้ใครไม่ได้  ผู้นั้นต้องเข้าใจว่าบุญเป็นอย่างไร  แล้วมีจิตที่เป็นกุศล

อนุโมทนาในบุญนั้นเอง

 

ขอเชิญคลิกอ่านได้ที่...

อยากทราบถึงวิธีสวดมนต์ที่ถูกต้องครับ

อยากทราบเรื่องการสวดมนต์

....ขออนุโมทนาในกุศลจิตของ อ.kanchana.c  อ. ผเดิมและของทุกๆ ท่าน ด้วยค่ะ...  

 
  

  ความคิดเห็นที่ 13  
ผิน
วันที่ 31 ธ.ค. 2554 18:16 น.
 

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 14  
intra
วันที่ 31 ธ.ค. 2554 19:11 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 15  
jaturong
วันที่ 5 ม.ค. 2555 12:19 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 16  
homenumber5
วันที่ 7 ม.ค. 2555 13:57 น.
 

      ขออนุโมทนาทุกท่าน ในความเห็นดิฉัน เนื่องจากปัจจุบัน ชาวโลกย่อมหลีกไม่

พ้นกระแส ที่ชาวโลกชักชวนกันทำตามๆกัน เมื่อก่อน ชาวไทยก็ไม่มี coount down

จากวันสิ้นปีขึ้นวันปีใหม่ ต่อมาก็จัดแบบฝรั่งคือดื่ม กินด้วยความสนุกสนาน มาถึงชาว

พุทธที่ปรารถนาให้คืนสิ้นปีมีความหมายจึงเชิญชวนมาสวดมนต์ข้ามปี เมื่อเราทราบ

ที่มาที่ไปแล้ว ความจริงจะสวดมนต์ที่ไหนเมื่อไรย่อมได้ แต่ที่สำคัญ สวดมนต์อะไร

สำหรับดิฉันหากขาดวิทยากรที่จะสนทนาธรรม สอนสั่ง ดิฉันเห็นว่าการสวดพระพุทธ

พจน์ คือคำเทศนาสั่งสอนของพระพุทธองค์ทั้ง 84000 พระธรรมขันธ์เป็นเรื่องมงคล

และเป็นการเพิ่มธรรมสัญญาแก่จิตของตน เรื่องความหมาย ลำบากมากเพราะเป็น

ภาษาที่ต้องอาศัยผู้ชำนาญมาแปลและก็อาจไม่ได้ใจความตามภาษาธรรมที่พระพุทธ

องค์มุ่งหมายให้สาวกทราบก็เป็นได้ ๑. แต่ว่าไปเรายังสวดมนต์ทิเบต จีน เวียดนามกัน

ได้    แล้วทำไม เราไม่สวดภาษามคธของพระพุทธเจ้าตามพระไตรปิฎกกันมิดีกว่ารึ

เคยเรียนถามภิกษุที่สิกขาเปรียญธรรมว่าทำไมท่านต้องเรียนบาลี  ท่านว่าเผื่อว่าเมื่อ

อ่านพระไตรปิฎกแล้วสงสัยจะได้ไปอ่านฉบับบาลีเพื่อความเข้าใจมากขึ้น นี่เป็นเหตุผล

หนึ่ง ๒. สิ่งหนึ่งที่ดิฉันอดสงสัยไม่ได้คือวันก่อนสิ้นปีได้ไปวัดใหญ่ใจกลางกทม. เขา

จัดสถานที่เตรียมสวดมนต์ข้ามปี เห็นผูกยันต์กับสายสินญ์ และยันต์เหล่านั้ ดูๆไปคล้าย

กับที่ชาวชายไทยโบราณชอบสักไว้ตามผิวหนังบนแผ่นหลัง แต่เวลาไปสังเวชนียสถาน

ชาวพุทธไทยบางส่วนก็พิมพ์พระไตรปิฎกเช่น บทธัมมจักกัปปวัตนสูตร   ลงในผ้า

สี่เหลี่ยมขนาด ครึ่งa4  แล้วผูกโยงยาว ๆ ไปประดับรอบสถูป เจดีย์ที่อินเดีย จึงขอ

ทราบที่มาที่ไปของการกระทำทั้งสองที่ และขอเรียยนถามว่า แบบไหน จึงจะถูกต้อง

ตามหลักพุทธศาสนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 17  
Noparat
วันที่ 8 ม.ค. 2555 06:56 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 18  
captpok
วันที่ 8 ม.ค. 2555 12:57 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 20  
paderm
วันที่ 9 ม.ค. 2555 21:40 น.
 

เรียนความเห็นที่ 16 ครับ

      จากที่กล่าวมา ก็ยังสวดมนต์ทิเบต เวียดนามกันได้ การสวดภาษาบาลีก็ควรสวด 

ก็ต้องคิดพิจารณาครับว่า ที่ว่า สวดมนต์ทิเบต เวียดนาม สวดกันได้   แต่ที่สวดนั้นถูก

ต้องหรือเปล่าครับ เป็นเพื่อความเจริญขึ้นของกุศล หรือ เพื่อได้อานิสงส์ผลบุญ หรือ

ได้ความคุ้มครอง ซึ่งเป็นโลภะในขณะนั้น และแม้สวดบาลี สวดเพื่อไร และหวังอะไร

หรือไม่ แม้หวังความเป็นสิริมงคล หรือหวังผลของบุญหรือหวังให้บุญเกิด ก็เป็นโลภะ

อีกเช่นกันครับ

   ส่วนการสวดมนต์  มียันต์ สายสินญ์ ก็ไม่ถูกต้องตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า

เพราะสิ่งที่เป็นมงคล คือ นามธรรม ไม่ใช่ สายสินญ์ พิธีกรรม ขณะใดที่กุศลจิตเกิด

ขณะนั้นเป็นมงคลแล้วครับ โดยไม่ต้องอาศัยพิธีกรรม และสายสินญ์ เป็นต้นเลยครับ

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 21  
ผู้รู้น้อย
วันที่ 11 ม.ค. 2555 08:48 น.
 

การสวดมนต์ มียันต์ สายสินญ์ ก็ไม่ถูกต้องตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะสิ่ง

ที่เป็นมงคล คือ นามธรรม ไม่ใช่ สายสินญ์ พิธีกรรม ขณะใดที่กุศลจิตเกิด ขณะนั้นเป็น

มงคลแล้วครับ โดยไม่ต้องอาศัยพิธีกรรม และสายสินญ์ เป็นต้น ********** ขอน้อม

จิตอนุโมทนาในกุศลจิต ของทุกๆ ท่านด้วยเศียรเกล้าครับ*******ตราบใดที่ยังมี

ความไม่รู้..ก็ยังทำในสิ่งนั้นโดยคิดว่าถูก..ว่าดี*****ตราบเมื่อมีความเข้าใจถูก..ก็จะไม่

กระทำในสิ่งที่ผิด******   เพราะฉะนั้นเราต้องไม่ละเลยที่จะสะสมความเข้าใจถูก ใน

สภาพของธรรมที่ถูกต้อง.....

 
  

  ความคิดเห็นที่ 22  
homenumber5
วันที่ 14 ม.ค. 2555 10:02 น.
 

     เรียนความเห็นที่20 ขอบพระคุณที่แนะนำ ดิฉันมีข้อซักถามเพื่อความเข้าใจดังนี้

การฟังธรรมการสวดมนต์ ถึงอย่างไรก็เป็นโลภะ ฟังธรรมต้องการปัญญาไปปหาน

อวิชชา โลภะ จะไปถูกปหานที่โลกุตตรธรรมขั้นอนาคามีใช่ไหมคะ ดังนั้นการฟังธรรม

การสวดมนต์ที่เป็นพระพุทธพจน์ ด้วยความปรารถนา สะสมองค์ธรรมเพื่อเข้าสู่โลกุตตร

ธรรมย่อมไม่พ้นโลภะ แต่ดีกว่า อกุศลเจตนาอื่น ๆ ที่มากับโลภะ ใช่ไหมคะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 23  
paderm
วันที่ 14 ม.ค. 2555 13:12 น.
 

เรียนความเห็นที่ 22 ครับ

โลภะ ไม่ว่าจะเป็นโลภะด้วยเหตุผลใด โลภะ ไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะ เป็นอกุศล เป็น

สิ่งที่ไม่ดี ดังนั้น การฟังธรรมด้วยกุศล ก็มี อกุศลก็มี กล่าวสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัย

ด้วยกุศลก็มี ด้วยความต้องการ อยากได้บุญก็มี ดังนั้น สำคัญที่ใจ และปัญญาที่เข้าใจ

ว่าการกระทำนั้น ทำด้วยความต้องการ ที่เป็นโลภะ หรือ ด้วยกุศลจิตครับ ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 24  
nopwong
วันที่ 30 ต.ค. 2555 15:01 น.
 

ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 25  
JANYAPINPARD
วันที่ 24 ก.ค. 2556 13:01 น.
 

ขออนุโมทนาคะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 26  
thilda
วันที่ 22 ส.ค. 2556 22:13 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 27  
ใหญ่ราชบุรี
วันที่ 28 ธ.ค. 2556 22:27 น.
 

สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top