Print 
ขอความอนุเคราะห์ค่ะ.
 
พุทธรักษา
วันที่  27 ธ.ค. 2554
หมายเลข  20246
อ่าน  2,100

เรียน ท่านวิทยากร ที่นับถือ

๑. ดิฉันขอความอนุเคราะห์ช่วยค้นคว้า พระสูตรและอรรถกถาที่มีข้อความ (ฟังจากวิทยุ..ประมาณว่า) .... การฝึกม้า... มีการฝึกโดยละมุนละม่อม การฝึกโดยรุนแรง... ถ้าฝึกไม่ได้ ก็ฆ่าเสีย(ไม่คบ) ฯลฯ (เขียนคลาดเคลื่อนประการใด ขออภัยด้วยนะคะ) ................

๒. ขอเรียนถามว่า ความตั้งใจจดจ่ออยู่ "เฉพาะ" ขณะที่หายใจเข้า และขณะที่หายใจออก "เท่านั้น"และสังเกตได้ว่า ขณะที่กระทำเช่นนั้น จิตไม่ฟุ้งซ่านไปด้วยโลภะ โทสะการกระทำอย่างนั้น เป็น "สมถภาวนา" หรือไม่ อย่างไร คะ.?


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 14:30 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
จากคำถามที่ว่า  ดิฉันขอความอนุเคราะห์ช่วยค้นคว้า พระสูตรและอรรถกถาที่มีข้อความ (ฟังจากวิทยุ..ประมาณว่า) ...การฝึกม้า... มีการฝึกโดยละมุนละม่อม การฝึกโดยรุนแรง... ถ้าฝึกไม่ได้ ก็ฆ่าเสีย (ไม่คบ) ฯลฯเชิญคลิกอ่านพระสูตรนี้ที่นี่ครับ......
เกสีสูตร .. เรื่องนายเกสีผู้ฝึกม้า  
ฝึกบุรุษผู้ควรฝึก [เกสีสูตรที่ ๑] 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 14:31 น.

ขอเรียนถามว่า ความตั้งใจจดจ่ออยู่ "เฉพาะ" ขณะที่หายใจเข้า และขณะที่หายใจออก "เท่านั้น"และสังเกตได้ว่า ขณะที่กระทำเช่นนั้น จิตไม่ฟุ้งซ่านไปด้วยโลภะ โทสะการกระทำอย่างนั้น เป็น "สมถภาวนา" หรือไม่ อย่างไร คะ.? ------------------

     ก่อนอื่นก็เข้าใจคำว่า สมถภาวนา ให้เข้าใจ ก็จะเข้าใจ การกระทำต่างๆ ว่าเป็นสมถภาวนา หรือไม่ครับ
     สมถภาวนาหมายถึง การอบรมเจริญความสงบ ความสงบในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความสงบคือ สมาธิ ความไม่คิดฟุ้งซ่าน มีสมาธิ จะเป็นความสงบนะครับ แต่ความสงบในที่นี้มุ่งหมายถึง สงบจากกิเลส คือ เป็นกุศลในขณะนั้นนั่นเอง ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงการเจริญสมถภาวนา จึงมุ่งหมายถึง การเจริญความสงบ ที่เป็นฝ่ายกุศลเท่านั้นครับ คือ เจริญความสงบ คือ เกิดกุศลนั้นบ่อย ๆ จนมีความตั้งมั่นในกุศล เป็นสัมมาสมาธิในขณะนั้น และก็เป็นความสงบที่เป็นกุศลด้วยครับ  ที่สำคัญที่สุด สมถภาวนา เป็นเรื่องของปัญญาคือ ผู้ที่จะอบรมสมถภาวนา จะต้องเห็นโทษของกิเลส  ไม่ใช่เพียงจะอยากจะสงบ หลีกเร้นจากความวุ่นวาย แต่ต้องเป็นการเห็นโทษของกิเลสทุกประการ คือ เห็นโทษแม้แต่โลภะ ความติดข้องในชีวิตประจำวัน จึงอบรมเจริญสมถภาวนา  และต้องมีปัญญาว่าจะอบรมอย่างไร และมีปัญญา  รู้ว่าขณะใดเป็นกุศล  อกุศลในขณะไหนในชีวิตประจำวัน ถ้าไม่รู้ ก็ทำให้อาจอบรม เจริญในสิ่งที่เป็นอกุศลได้ครับ  เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องของปัญญาจริง ๆ แม้แต่การอบรมสมถภาวนา  ดังนั้นจากคำถามที่ว่า  ความตั้งใจจดจ่ออยู่ "เฉพาะ" ขณะที่หายใจเข้า และขณะที่หายใจออก "เท่านั้น" และ สังเกตได้ว่า ขณะที่กระทำเช่นนั้น จิตไม่ฟุ้งซ่านไปด้วยโลภะ โทสะ  การกระทำอย่างนั้นเป็น "สมถภาวนา" หรือไม่ อย่างไร คะ.?
----------------------------------------------------------------------------------

     การตั้งใจดจ่อ อยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ขณะที่หายใจ เป็นลักษณะของสมาธิ ซึ่งเราควรเข้าใจ คำว่าสมาธิให้ถูกต้องก่อนว่า คืออะไร และเป็นอย่างเดียวกับ  สมถภาวนาหรือไม่ครับ  เราจะต้องแยก คำว่า สมาธิ กับ การเจริญสมถภาวนา ออกจากกันครับคือแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

     สมาธิคือ ความตั้งมั่นของจิต ซึ่งสมาธิ เป็นได้ทั้งกุศล อกุศลดังนั้น จึงมีความตั้งมั่นที่เป็นไปในอกุศล ก็มีเรียกว่า มิจฉาสมาธิ และมีความตั้งมั่นที่เป็นไปในกุศลก็มี ที่เรียกว่า สัมมาสมาธิครับ ดังนั้น หากกล่าวคำว่า สมาธิ จึงไม่ได้ตัดสินเลยทันทีครับว่า เมื่อมีสมาธิแล้วจะเป็นสิ่งที่ดีครับ  คือ ไม่ได้หมายความว่าขณะที่มีสมาธิ จิตไม่ซัดส่ายไปในสิ่งใด สิ่งหนึ่ง หรือจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ จะเป็นความสงบ ที่เป็นกุศลนะครับ  ความจดจ่อตั้งมั่น สิ่งใด สิ่งหนึ่ง สรุปว่า สงบไม่ได้ครับ เพราะ สมาธิ คือ ความซัดส่ายไปของจิต เกิดกับจิตที่เป็นอกุศลก็ได้

     ดังนั้นที่กล่าวว่า สงบจากโลภะ โทสะในขณะนั้น และ โมหะ สงบไหม ขณะนั้นที่ทำปัญญารู้อะไร หรือ เพียงนิ่งครับ หากไม่รู้อะไรในขณะนั้น ได้เพียงนิ่ง จิตไม่ซัดส่าย  อยู่แต่ลมหายใจ นั่นก็เท่ากับว่าการไม่รู้อะไรก็ไม่สงบจากโมหะ คือ มีโมหะ  ความไม่รู้ในขณะนั้น ดังนั้นจะกล่าวว่าสงบไม่ได้เลยครับ  เพียงเพราะ ความตั้งมั่น จดจ่ออยู่กับลมหายใจ จึงไม่เป็นสมถภาวนา เพราะไม่มีัปัญญารู้อะไรในขณะนั้น เพราะสมถภาวนาเป็นเรื่องของปัญญาครับ และต้องเป็นความสงบจากกิเลสที่เกิดจากความเห็นถูก คือ ปัญญาเป็นสำคัญครับ ขออนุโมทนา
เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ
อานาปานสติ คืออะไร ทำอย่างไร ได้ประโยชน์อย่างไร
เชิญคลิกฟังคำบรรยายของท่านอาจารย์สุจินต์ที่นี่ครับ
การจดจ้องที่ลมหายใจทำให้จิตสงบได้ไหม
ลมหายใจเป็นเรื่องละเอียด ปราณีต
การเจริญอานาปานสติไม่ใช่เรื่องง่าย
อานาปานสติไม่ใช่รู้เฉพาะลมอย่างเดียว

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
วิริยะ
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 15:55 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 17:27 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

    -จากข้อความในเกสีสูตร นั้น สรุปวิธีฝึกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ดังนี้ วิธีละมุนละม่อม  ทรงแสดงกุศล  ผลของกุศล  ทรงแสดงสวรรค์ เป็นต้น  อันเป็นแดนเกิดของผู้ที่กระทำกุศล  

     วิธีรุนแรง  ทรงแสดงอกุศล  ผลของอกุศล  ทรงแสดงนรก  เป็นต้น อันเป็นแดนเกิดของผู้กระทำอกุศล  วิธีละม่อมและรุนแรง  ทรงแสดงกุศล  ผลของกุศล  ทรงแสดงสวรรค์ ทรงแสดง อกุศล  ผลของอกุศล  ทรงแสดงนรก เปรต เป็นต้น ตามความเป็นจริง 

     ถ้าสอนไม่ได้  ก็ไม่ทรงพร่ำสอนอีกต่อไป  เป็นการฆ่าอย่างดีในวินัยของพระอริยะ.
     พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นผู้ฝึกบุคคลผู้สมควรฝึก ได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า

ทรงฝึกด้วยพระธรรม   
     พระองค์ทรงแสดงพระธรรม สอนให้เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย เป็นคนดี มีคุณธรรม รู้บาปบุญคุณโทษ และสอนให้ผู้ที่ไม่มีปัญญา เกิดปัญญา (ความเข้าใจถูกเห็นถูก) จนละกิเลสอันเป็นสาเหตุของความไม่ดีทั้งหมดได้ ถึงแม้ว่าบุคคลบางคน แต่ก่อนอาจจะเป็นคนไม่ดี มีพฤติกรรมที่ไม่ดีหลาย ๆ ประการ  แต่เมื่อได้ฟังพระธรรมที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว ย่อมเป็นผู้รู้ว่า สิ่งใดควรกระทำ สิ่งใดควรเว้น และสามารถฝึกตนให้เป็นคนดีทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจได้ ดังนั้น พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษา จึงเป็นเครื่อง ฝึกที่ดี เพราะทำให้ผู้ที่ได้รับการฝึก มีความเข้าใจถูก เห็นถูกตามความเป็นจริง ในสิ่ง ที่พระองค์ทรงแสดง และสามารถดับกิเลสทั้งหลายทั้งปวงได้ในที่สุด  แต่ถ้าเป็นผู้ไม่เห็นประโยชน์ของพระธรรม  ย่อมไม่ได้รับประโยชน์จากพระธรรมแม้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จอุบัติขึ้นในโลกและทรงแสดงพระธรรมก็ตาม บุคคลที่ไม่เห็นประโยชน์ของพระธรรม  ก็ยังเป็นคนไม่เห็นประโยชน์ และไม่มีทางที่จะได้รับประโยชน์จากพระธรรม เลย       

    -การอบรมเจริญสมถภาวนา  เป็นเรื่องของปัญญา  ที่เข้าใจความต่างกันระหว่างกุศลกับอกุศล พร้อมทั้งรู้้ด้วยว่าจิตจะสงบด้วยอารมณ์อะไร ไม่ใช่ไปทำอะไรด้วยความจดจ้องต้องการ  ด้วยความเป็นตัวตน  เพราะถ้าไม่เริ่มที่ความเข้าใจถูกเห็นถูกแล้ว ก็เป็นการเพิ่มอกุศลให้มีมากขึ้น  ขณะที่จดจ่ออยู่ที่สิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น  ที่ลมหายใจก็เข้าใจว่าจิตสงบจากอกุศล  แต่แท้ที่จริงแล้ว  เป็นเรื่องของโลภะ  ความติดข้องต้องการ  ประกอบด้วยความรู้สึกที่เป็นโสมนัสเวทน จึงไม่รู้สึกว่ามีความวุ่นวายเดือดร้อนใจอะไร ซึ่งในขณะนั้น เป็นอกุศลจิต  มีอกุศลเจตสิกประการต่าง ๆ เกิดร่วมด้วยรวมไปถึง อุทธัจจะ ซึ่งเป็นความไม่สงบ เกิดร่วมด้วย ไม่ได้ทำให้จิตสงบจากอกุศลได้เลย  สำคัญที่ความเข้าใจถูกเห็นถูกจริง ๆ  เพราะภาวนาทั้งสองอย่าง  คือ  สมถภาวนา  และ  วิปัสสนาภาวนา ล้วนเป็นเรื่องของปัญญา ทั้งสิ้น ครับ                               
...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
เซจาน้อย
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 20:14 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
พุทธรักษา
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 23:23 น.

เรียนถามต่อนะคะ.๑.คำถามอยู่ตามลิงนี้ค่ะ...เกสีสูตร .. เรื่องนายเกสีผู้ฝึกม้า  
...............................................
๒.สมถภาวนา  และ  วิปัสสนาภาวนา เป็นเรื่องของปัญญาทั้งสิ้น.แต่ เป็น "ปัญญาที่ต่างกัน" อย่างไรคะ.?
เท่าที่ทราบ....พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญทั้งสมถภาวนา และ วิปัสสนาภาวนาเป็นไปตามการสะสมของบุคคลที่เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย แต่ทรงแสดงเหตุและผลที่ต่างกัน ระหว่างการภาวนาทั้งสองอย่าง.พระอรหันต์บางท่าน ดับกิเลสได้เป็นสมุจเฉทแล้ว ท่านก็ยังมีการเจริญสมถภาวนา.
...ขอความกรุณาอัญเชิญพระสูตร ที่ทรงแสดงในเรื่องนี้ด้วยเพื่อเทียบเคียงความถูกต้องตามพระไตรปิฎก.

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
paderm
paderm
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 23:24 น.

เรียนความเห็นที่ 6 ครับ

จากคำถามข้อที่ 1 ตามลิ้งที่ให้ไว้ เป็นดังนี้ครับ ถามว่า ขออนุญาตเรียนถามต่อนะคะหมายความว่า ถ้าแม้ปัญญาขั้น  ศีล คือ กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริตและ ความเชื่อในเรื่องกรรม และ ผลของกรรม ยังไม่สามาถฝึกได้แล้ว พระองค์จะไม่ทรงตรัสสอนพระธรรมขั้น สมถภาวนา และ วิปัสสนาภาวนาเป็นความสำคัญของปัญญาขั้นศึลเข้าใจอย่างนี้ ถูกผิดประการใด กรุณาแนะนำด้วยค่ะ.
--------------------------
     จากที่ผู้ถามกล่าวไว้ เรื่องการสอนของพระพุทธเจ้า ก็ต้องละเอียดในข้อความที่พระองค์ทรงแสดง ในส่วนที่เป็นสุจริต 3 คือ กายสุจริต วจีสุจริตและมโนสุจริต กินความแค่ไหน แค่เพียงศีลหรือไม่ครับ ใน สุจริต 3 กายสุจริต และวจีสุริต หมายถึงศีล
ครับ เพราะ ศีลหมายถึง กายและวาจา ส่วน มโนสุจริต มี 3 ข้อ มโนสุจริต หมายถึง ความดีทางใจ มี ๓  ได้แก่
ความไม่เพ่งเล็งอยากได้  (อนภิชฌา)  ๑
ความไม่พยาบาทป้องร้าย  (อัพยาปาท)  ๑   
ความเห็นชอบ  (สัมมาทิฏฐิ)  ๑  

     จะเห็นนะครับว่า มีสัมมาทิฏฐิด้วย คือ ความเห็นถูก หรือ ปัญญานั่นเอง ดังนั้นสัมมาทิฏฐิ ในสุจริต 3 ที่พระองค์ทรงตรัสสอน คือ ด้วยวิธีละมุนละม่อม ก็หมายถึงการสอนเรื่อง สมถภาวนา และ วิปัสสนา ที่เป็นสติปัฏฐาน หรือ อริยมรรค ด้วยครับรวมถึงปัญญาทุกระดับเลยครับ เพราะ สัมมาทิฏฐิ ย่อมครอบคลุม การอบรมปัญญาทุกอย่าง ดังนั้นผู้ใดฝึกได้ คือ ได้สะสม อบรมปัญญามาแล้ว ก็ทรงสอนด้วย สุจริต 3

รวม สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นถูก ทั้งในเรื่องสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา พระองค์ก็ทรงสั่งสอนสาวกครับ ส่วนผู้ใด ไม่ได้สะสมปัญญามา  และหากเป็นผู้เห็นผิด ไม่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา พระองค์ก็ไม่แสดงธรรม เพราะไม่สามารถฝึกได้ครับ ส่วนผู้ที่สะสมปัญญามา แต่เป็นผู้ที่หนาด้วยกิเลสมาก พระองค์ก็ทรงแสดง โทษของ สุจริต 3 คือ การฆ่าสัตว์... ความเห็นผิด ว่ามีโทษอย่างไร  เพื่อให้ผู้ฟังนั้นเห็นโทษเมื่อเห็นโทษแล้ว ก็ทรงแสดงเรื่อง สุจริต 3 ก็รวมทั้งการอบรมปัญญาที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ใน มโนสุจริตด้วย เพื่อให้เข้าใจพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงครับ
*******************************************************
คำถามที่ 2 ที่ว่า สมถภาวนา  และ วิปัสสนาภาวนา เป็นเรื่องของปัญญาทั้งสิ้น.แต่ เป็น "ปัญญาที่ต่างกัน" อย่างไรคะ.?
-------------------------------------------------------------

     สมถภาวนา และ วิปัสสนา ภาวนา ต่างก็ต้องมีปัญญาถึงจะอบรม เจริญได้ ซึ่ง สมถภาวนา เป็นการเจริญอบรม กุศลให้เกิดขึ้นบ่อยๆ จนแนบแน่น ตั้งมั่น จนถึงได้ฌาน ปกติในชีวิตประจำวัน กุศลก็เกิดขึ้นเป็นปกติใช่ไหมครับ เช่น ให้ทาน ระลึกถึงพระธรรมฟังพระธรรม คิดหวังดีต่อผู้อื่น คือ มีเมตตา แต่กุศลที่เกิดนั้น เพียงชั่วขณะ สั้น เล็กน้อยและก็ดับไป ไม่ได้เกิดติดต่อบ่อยๆ แต่ สำหรับการอบรมสมถภาวนา คือ การอบรมให้กุศล ในแต่ละประเภท เช่น เมตตาเกิดขึ้นบ่อยๆ ติดต่อกันไป ดังนั้น การอบรมสมถ ภาวนา จึงต้องมีปัญญาที่จะรู้ว่า อบรมอย่างไร ให้กุศลเกิดขึ้นบ่อยๆ ดังนั้น สมถภาวนาจึงเป็นปัญญา ที่ระลึกถึงกุศลที่เกิดขึ้นแล้วบ่อยๆ ให้เกิดขึ้นต่อเนื่องติดต่อกันไป แต่ปัญญาระดับนี้ ไม่ได้รู้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา คือ ไม่ได้ละความเห็นผิดว่าเป็นสัตว์ บุคคลตัวตนครับ

     ส่วนวิปัสสนาภาวนา ก็มีปัญญา แต่เป็นปัญาระดับสูงกว่าและแตกต่างกว่า ปัญญาที่เป็นสมถภาวนา ปัญญาที่เป็นสมถภาวนา คือ รู้วิธีในการอบรมกุศลเกิดขึ้นบ่อยๆ ต่อเนื่องกันไปจนแนบแน่นได้ฌาน แต่วิปัสสนาภาวนา คือ ปัญญาที่รู้ ความจริงของตัวสภาพธรรมที่กลังปรากฎ ด้วยการรู้ความจริงว่า เป็นธรรมไม่เใช่เรา คือ รู้ที่ตรงลักษณะของสภาพธรรม (เพ่งลักษณะ) แต่ถ้าเป็นสมถภาวนา คือ เพ่ง อารมณ์ คือ จดจ่อ ระลึกเป็นไปในอารมณ์ที่เป็นกุศลบ่อย ๆ นั่นเอง ดังนั้น ปัญญาที่เป็นวิปัสสนา จึงรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฎนี้ตามความเป็นจริง ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตาคือ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล แต่รู้ว่าเป็นแต่เพียงสภาพธรรมครับ ดังนั้น ปัญญาที่เป็นวิปัสสนา จึงเป็นหนทางละคลายกิเลสที่แท้จริง  เพราะค่อย ๆ ละความไม่รู้ ละความเห็นผิดที่ยึดถือว่าเป็นสัตว์ บุคคล เป็นเรา แต่สมถภาวนา ไมได้ละ ไถ่ถอน ความเห็นผิดและความไม่รู้ เพียงแต่สงบจากกิเลส ชั่วขณะที่อบรมสมถภาวนาครับ ปัญญาจึงแตกต่างกัน ตามที่กล่าวมา คือ สมถภาวนา เป็นปัญญาที่รู้วิธีที่จะอบรมให้กุศลเกิดต่อเนื่องแต่ไมได้ละกิเลส ละความเห็นผิด เป็นต้น แต่วิปัสสนา เป็นปัญญาที่รู้ตัวสภาพธรรมตามความเป็นจริง ว่าไม่ใช่เรา เป็นต้น ซึ่งละความเห็นผิด  และละความไม่รู้ อันเป็นหนทางดับกิเลสครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
paderm
paderm
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 23:54 น.

เรียนต่อในความเห็นที่  6 ครับ
จากคำถามที่ว่า
เท่าที่ทราบ.....พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญทั้งสมถภาวนา และ วิปัสสนาภาวนาเป็นไปตามการสะสมของบุคคลที่เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย แต่ทรงแสดงเหตุและผลที่ต่างกัน ระหว่างการภาวนาทั้งสองอย่าง.พระอรหันต์บางท่าน ดับกิเลสได้เป็นสมุจเฉทแล้ว ท่านก็ยังมีการเจริญสมถภาวนา. .........ขอความกรุณาอัญเชิญพระสูตร ที่ทรงแสดงในเรื่องนี้ด้วยเพื่อเทียบเคียงความถูกต้องตามพระไตรปิฎก.
------------------------------------------------------------------------------
     พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญกุศล คือ ความดีทุกๆประการ แม้แต่กุศลขั้นทาน ก็ทรงสรรเสริญ สิ่งใดเป็นกุศล พระองค์ทรงสรรเสริญหมด แต่พระองค์ก็ทรงแสดงถึง ความจริงของกุศลแต่ละประเภท ว่าทำหน้าที่แตกต่างกันไป คือ กุศลบางอย่างไม่สามารถละกิเลส ถึงการดับกิเลส  แต่กุศลบางอย่าง ก็สามารถทำให้ถึงการดับกิเลสได้ สมถภาวนาก่อนพุทธกาล ก็มีการอบรม เจริญกันจนได้ฌานสูงสุด มีอาจารย์ของพระโพธิ-สัตว์ เป็นต้น เช่น อุทกดาบส  แต่ก็ไม่ใช่หนทางดับกิเลส แต่กุศลที่สามารถดับกิเลสได้ คือวิปัสสนา การรู้ความจริงของสภาพธรรมที่มีในขณะนี้  ดังนั้นทรงแสดงเหตุและผล ตามความเป็นจริงของกุศลแต่ละประเภทครับ ซึ่งสมัยพุทธกาล เป็นกาลสมบัติ  ผู้ที่สะสมบุญบารมีมีมาก จึงเป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วย สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา  ดับกิเลสเป็นพระอรหันต์ได้ฌานด้วย แต่ท่านไม่สำคัญผิดว่าจะต้องอบรมสมถภาวนาก่อนเพื่อเจริญวิปัสสนา อันนี้ไม่ใช่  เพราะผู้ที่ไม่ได้เจริญสมถภาวนา  แต่บรรลุธรรมมีมากมาย เช่น ท่านอนาถ นางวิสาขา เป็นต้น ดังนั้น กุศลทุกประการควรเจริญ  แต่จะต้องมีความเห็นถูก ว่ากุศลแต่ละประเภท เป็นอย่างไร และก็จะต้องเข้าใจหนทางการอบรมให้ถูกต้องด้วยครับ ซึ่งจะขอยกพระสูตร ในเรื่องการเจริญสมถภาวนา  ไม่ใช่หนทางดับกิเลส ดังต่อไปนี้ครับ

     ในมหาโควินทสูตร พระโพธิสัตว์เกิดเป็นมหาโควินทพราหมณ์ สั่งสอนสาวกให้เจริญฌาน ได้ไปพรหมโลกมากมาย แต่พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมเมื่อครั้งที่เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่า เมื่อครั้งนั้นเราสอนสาวกให้เจริญฌานได้ไปพรหมโลก แต่ทางนั้นไม่ใช่ทางเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ไม่ใช่ทางหลุดพ้น  แต่สมัยนี้เราแสดงอริยมรรคมีองค์ 8 กับเธอ อันเป็นหนทางดับกิเลส เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย  คลายกำหนัด หลุดพ้น

เชิญคลิกอ่านข้อความพระไตรปิฎกที่นี่ครับ
ฌานดับกิเลสไม่ได้ มรรคมีองค์ 8 ดับกิเลสได้ [มหาโควินทสูตร] 
     ส่วนในสัลเลขสูตร พระองค์ทรงแสดงว่า ฌานขั้นต่างๆ ไม่ใช่ธรรมเครื่องขัดเกลากิเลสเพียงแต่เป็นธรรมที่อยู่เป็นสุขในปัจจุบันนี้เท่านั้นครับ

เชิญคลิกอ่านข้อความพระไตรปิฎกที่นี่ครับ
ฌานไม่ใช่หนทางในการดับกิเลส [สัลเลขสูตร]

     ดังนั้น เจริญสมถภาวนาได้ถ้ามีความเข้าใจถูกว่ากุศลควรเจริญ และเห็นโทษของกิเลสแต่ก็ต้องมีปัญญาที่รู้ว่าจะอบรมอย่างไร ไม่ใช่เข้าใจผิดว่า จะเจริญวิปัสสนาแล้วจะต้องเจริญสมถภาวนาควบคู่กันไป หรือต้องเจริญสมถภาวนาก่อน  อันนี้ไม่ถูกต้องครับ  ดังนั้นพระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องฌาน สมถภาวนาไว้ก็จริง แต่พุทธบริษัทผู้ศึกษาธรรมต้องมีความละเอียดว่า ทรงแสดงสมถภาวนาไว้เพราะเหตุผลใดด้วย  คือกุศลควรเจริญทุกประการแต่ สมถภาวนา ไม่ใช่หนทางดับกิเลส และไม่ใช่ว่าในการเจริญวิปัสสนาจะต้องเจริญสมถภาวนาก่อน หรือควบคู่กันไป และพระอรหันต์ในพุทธกาลที่ถึงพร้อมด้วยบุญบารมีอันสูง ท่านสะสมอุปนิสัยมาที่จะเจริญสมถภาวนาด้วย พุทธบริษัทในปัจจุบัน ในยุคที่เสื่อมจากความเข้าใจและปัญญา เมื่อเทียบกับพุทธกาล จึงควรเข้าใจว่า เราสะสมมาที่จะเป็นอย่างท่าานอนาถบิณฑิกเศรษฐีและนางวิสาขา ที่ไม่ได้เจริญสมถภาวนา ได้ฌาน  หรือ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ที่ได้ฌานและเจริญวิปัสสนาด้วยครับ

     เราจะต้องมีความเข้าใจถูกเบื้องต้นว่า สมถภาวนาไม่สามารถดับกิเลสได้ และการเจริญวิปัสสนาไม่ได้หมายความว่าจะต้องเจริญสมถภาวนาให้ได้ฌานก่อน  เพราะขณะที่เจริญวิปัสสนา ก็มี สมถะที่เป็นองค์ธรรมของความสงบ  มีสัมมาวายามะ สัมมาสติ  และสัมมาสมาธิ ที่เป็นฝักฝ่าย สมถะ อยู่แล้วครับ
เชิญคลิกอ่านข้อความพระไตรปิฎกที่นี่ครับ
มรรคหรือสติปัฏฐาน เป็นทั้งสมถและวิปัสนนา
ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
พุทธรักษา
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 00:03 น.

สมถภาวนา...ผู้เจริญ ยังมี "ความเป็นเรา" ที่เจริญแต่ วิปัสสนาภาวนา ผู้เจริญ เข้าใจลักษณะสภาพธรรมว่าไม่ใช่เรา.ถูกต้องไหมคะ.?

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
paderm
paderm
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 00:09 น.

เรียนความเห็นที่ 9 ครับ

     ถูกต้องครับ สมถภาวนา ยังมีความเป็นเรา คือ ไม่ได้ละความยึดถือว่าเป็นเรา เพราะขณะที่กำลังเจริญสมถภาวนา ขณะนั้น ไม่ได้รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฎ เพื่อรู้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เราครับ แต่ขณะที่เจริญวิปัสสนา  เป็นการรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฎ จึงทำให้รู้ในขณะที่สติและปัญญาขั้นวิปัสสนาเกิดว่าเป็นธรรมไม่ใช่เราในขณะนั้นครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
bsomsuda
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 15:10 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
jaturong
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 16:00 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 29 ธ.ค. 2554 11:58 น.

ถ้าเข้าใจธรรมะจริง ๆ การอบรมเจริญสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา  แม้จะอบรมเจริญสมภาวนาควบคู่ไปด้วย ก็ไม่มีความเห็นผิด ที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน  กุศลทุกประเภทควรอบรม  ควรเจริญทั้งนั้น  ตามการสะสมของแต่ละคนค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
pat_jesty
วันที่ 29 ธ.ค. 2554 12:46 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
พุทธรักษา
วันที่ 29 ธ.ค. 2554 22:49 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ