Loading...
  020242  เรื่องของสติปัญญา
tookta
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 21:46 น.
อ่าน 2,887
 
 

  ทำไมคนเราเกิดมาสติปัญญาไม่เท่ากัน บางคนก็ฉลาดหลักแหลมมาก บางคนก็ฉลาด

ปานกลาง บางคนก็ไม่ฉลาดเอาเสียเลย  บางคนที่รู้ตัวว่าตัวเองไม่ฉลาดก็ได้พยามและ

มีความเพียรที่จะสะสมความฉลาดก็ยังฉลาดน้อยอยู๋ดี   แต่คนที่ฉลาดหลักแหลมมากไม่

ต้องทำอะไรเขาก็ฉลาดมากเหมือนเดิม    ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เขาทำบุญอะไรมาคะ

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 22:07 น.
 

           ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

   ความแตกต่างกันของแต่ละสิ่ง แต่ละอย่าง แต่ละประเภท ทุกอย่างมีเหตุทั้งสิ้นครับ

ซึ่งก่อนอื่นเมื่อพูดถึงเรื่องของ ความฉลาดที่เป็นปัญญา ก็ต้องแยกระหว่างปัญญาทาง

โลกและทางธรรมก่อนครับ  ปัญญญาทางโลก ก็คือ ความฉลาดที่คิดเป็นเหตุเป็นผล

ความชำนาญในเรื่องราว วิชาการต่าง ๆ นั่นเป็น ความฉลาดทางโลก ที่ไม่ใช่  ปัญญา

จริง ๆ ที่เป็นปัญญาเจตสิก เพราะแม้คิดเป็นเหตุเป็นผลในทางโลกได้ แต่ขณะนั้นเป็น

อกุศลจิต หรือ ขณะนั้นไม่ได้ตรงตามความเป็นจริงที่เป็นสัจจะ ดังนั้น ฉลาดด้วย วิตก

มนสิการ ด้วย อกุศลจิต มีโลภะ เป็นต้นได้ครับ

   แต่ความฉลาดที่เป็นปัญญาจริง ๆ ที่เป็นปัญญาเจตสิกคือ ความเห็นถูกตามความ

เป็นจริง ตามสัจจะของธรรมชาติ เช่น ปัญญาที่เข้าใจในเรื่องกรรมและผลของกรรม

ปัญญาที่เป็นการอบรมปัญญา เพื่อความเจริญขึ้นของสิ่งที่ดีคือ กุศล อันเป็นปัญญา

ที่เป็นสมถภาวนา หรือปัญญา คือ ความเห็นถูกที่เข้าใจความจริงของสภาพธรรมที่มี

ในขณะนี้ตามความเป็นจริง ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา ดังนั้น ปัญญาความ

ฉลาดที่ถูกต้อง ที่เป็นปัญญาเจตสิก จึงเป็นกุศลธรรม และเป็นการเห็นทุกสิ่งถูกต้อง

ตามความเป็นจริงครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
paderm
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 22:07 น.
 

    เมื่อเราแยก ความฉลาด ปัญญาทางโลก และทางธรรมออกตามความเป็นจริงแล้ว

ก็มาพูดถึงประเด็น ความฉลาด ที่แตกต่างกัน ว่าเกิดจากอะไรครับ  ซึ่งจะขอกล่าวถึง

ความฉลาดทางโลกที่เป็น ความคิดมีเหตุผล ในเรื่องราวของสมมติทางโลก  ที่แต่ละ

คนมีความฉลาดแตกต่างกันเพราะเหตุใด ที่แตกต่างกัน เพราะแต่ละคนสะสมเรื่องราว

เหตุผลในวิชา เรื่องนั้นมาแตกต่างกันครับ ผู้ที่สะสมเรื่องราว ความคิดเป็นเหตุ เป็นผล

บ่อยๆ ในอดีต แม้ในอดีตชาติด้วย ก็ทำให้ เป็นผู้มีหลักคิด ฉลาดในเรื่องราวทางโลก

ได้ดีกว่า มากกว่าผู้ที่ไม่ได้สะสมเรื่องราว การคิดเป็นเหตุ เป็นผลในเรื่องนั้นบ่อยๆครับ

ดังนั้น สำคัญที่สะสมมาไม่เท่ากัน คือ ผู้ที่สะสมสิ่งนั้น ในเรื่องนั้นมาบ่อยกว่า ย่อมจะ

ชำนาญในเรื่องนั้นมากกว่า อาจจะมองว่า บางคนเพิ่งเข้ามา แต่เรียนรู้ได้เร็วกว่า คนที่

ฝึกมาตั้งนาน แต่เรามองเพียงชาตินี้ ปัจจุบันนี้เท่านั้น ในความเป็นจริง สัตว์โลกมีการ

เกิด ตายนับไม่ถ้วน ดังนั้นชาติก่อนๆ คนที่เข้ามาเข้ารับงานใหม่ แต่เป็นผู้ฉลาด เรียน

รู้ได้เร็ว กว่าคนที่เข้ามานาน ฝึกมานาน เพราะผู้ที่ฉลาด เรียนรู้ได้เร็วนั้น ในอดีตชาติ

มากมายนับไม่ถ้วน ได้มีการอบรมสะสม สิ่งนั้น เรื่องราวนั้น และการคิดด้วยเหตุผลมา

นับชาติไม่ถ้วน มากกว่า คนที่ไม่ฉลาด ที่เรียนรู้ได้ช้ากว่านั่นเองครับ ดังนั้น เหตุผลที่

ทำให้มีความฉลาดทางโลกแตกต่างกัน เพราะสะสมเรื่องนั้น วิชาการนั้น ความคิดเป็น

เหตุเป็นผลมามากกว่า จึงเป็นผู้ฉลาดในทางโลกมากกว่าผู้อื่นครับ ซึ่งไม่ใช่เพียงชาติ

นี้ ในอดีตชาตินับไม่ถ้วนครับ ทำให้แต่ละคนมีความถนัด แต่ละอย่างไม่เท่ากันครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
paderm
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 22:22 น.
 


ซึ่งจากคำกล่าวที่ว่า

 บางคนที่รู้ตัวว่าตัวเองไม่ฉลาดก็ได้พยามและมีความเพียรที่จะสะสมความฉลาดก็ยัง

ฉลาดน้อยอยู่ดีแต่คนที่ฉลาดหลักแหลมมากไม่ต้องทำอะไรเขาก็ฉลาดมากเหมือนเดิม

--------------------------------------------------------------------------

       ตามที่กล่าวแล้วครับ คนที่ฉลาดน้อยในทางโลก เพราะสะสมมาน้อยในเรื่องนั้น

ตามที่กล่าวมา และเมื่อพยายามฝึกฝน ก็ยังน้อยอยู่ดี เพราะเพียงสะสมเพิ่มเพียงชาตินี้

เท่านั้น ก็ยังสะสมไม่มาก จึงทำให้ความฉลาดทางโลก    ไม่ได้ก้าวกระโดดทันทีครับ

เพราะเริ่มสะสมไปทีละน้อย ส่วนคนที่ฉลาดอยู่แล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะก้าวกระโดดมาฉลาด

ทันทีครับ แต่เขาสะสมความฉลาด หลักคิด เรื่องราวทางโลกมานับชาติไม่ถ้วนในอดีต

ชาติ จึงทำให้ฉลาดมาก เมื่อพบกับสิ่งที่เคยเรียนรู้ สะสมมาแล้วก็เรียนรู้ได้เร็ว ไม่ต้อง

ฝึกมากก็เข้าใจได้เร็วครับ เพราะสะสมมามากแล้วในอดีตชาตินั่นเองครับ

 

      คราวนี้พูดถึงประเด็น ความแตกต่างของ ปัญญาทางธรรมที่เป็นปัญญาจริงๆ ที่

เป็นปัญญาเจตสิก คือ ความเห็นถูกตามความเป็นจริง ทำไมถึงแต่ละคนถึงแตกต่าง

กัน บางคนมีปัญญามาก มีปัญญาน้อย หรือ ไม่มีปัญญา

     ทุกอย่างก็ต้องมีเหตุครับ โดยนัยเดียวกันครับ ก็เพราะมีการสะสมสิ่งนั้น คือ สะสม

ความเข้าใจพระธรรม สะสมความเห็นถูกมามากน้อยแตกต่างกันไปครับ

           ซึ่งเราก็ต้องเข้าใจก่อนครับว่า เหตุปัจจัยให้เกิดปัญญา นั้น คืออะไร

    เหตุให้เกิดปัญญา แสดงหลายนัย ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้คือ การฟังพระธรรม ศึกษา

พระธรรม การสอบถาม และการสนทนา เป็นเหตุให้เกิดปัญญา ซึ่งก็ต้องการฟัง การ

ศึกษาในสิ่งที่ถูกต้องคือ พระธรรมที่ถูกต้องด้วย ผู้ที่ในชาตินี้ ฟังพระธรรมเข้าใจได้เร็ว

หรือสามารถบรรลุธรรมได้ แสดงว่าเป็นผู้สะสมปัญญามามาก ก็เพราะในอดีตชาติ นับ

ไม่ถ้วน มีการสะสม เหตุของปัญญา คือ การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมและสอบถาม

สนทนา บ่อยๆ ในอดีตชาติมามากมาย นับไม่ถ้วน จึงทำให้ชาตินี้มีปัญญามากนั่นเอง 

ส่วนผู้มีปัญญา ความเข้าใจน้อย ก็เพราะในอดีตชาติ สะสมการฟัง สอบถาม สนทนา

ในพระธรรมที่ถูกต้อง ยังไม่มาก ก็เป็นเหตุให้ปัญญายังมีไม่มาก ส่วนผู้ที่ไม่ได้สะสม

เหตุ คือ การฟังพระธรรมที่ถูกต้องเลย ก็ไม่มีปัญญาที่เป็น ความเห็นถูก แต่สะสมแต่

ความเห็นผิดครับ ดังนั้น ปัญญาแตกต่างกันเพราะ สะสมเหตุให้เกิดปัญญา แตกต่าง

กัน คือ สะสมมามาก ก็มีปัญญามาก สะสมมาน้อยก็มีปัญญาน้อย ไม่ได้สะสมมา ก็

ไม่มีปัญญา แต่มีความเห็นผิดอย่างเดียวครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
paderm
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 22:26 น.
 

  ซึ่งในพระไตรปิฎกแสดงไว้ชัดเจน ในเรื่องนี้ครับ ว่า ทำไม สัตว์โลก ถึงมีความแตก

ต่างกันเพราอะไร และทำไมบางคนมีปัญญามาก ทำไมบางคนมีปัญญาน้อย แตกต่าง

กันเพราะอะไร ซึ่งในจูฬกัมมวิภังคสูตร แสดงความแตกต่างของสัตว์โลกคือ สุภมาณพ 

ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ทำไมมนุษย์ในโลกนี้ถึงปรากฎความแตกต่างกัน คือ มีอายุยืน

อายุสั้น มีโรคมาก มีโรคน้อย รวยและจน มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม มีปัญญา และ

ไม่มีปัญญา เป็นต้น

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ที่สัตว์แตกต่างกันเช่นนี้ เพราะเหตุ คือ กรรมที่แตกต่างกันครับ

    เช่น คนที่อายุยืน เพราะทำกรรม คือ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ส่วนคนที่อายุสั้น ก็

ทำกรรม คือ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ เมื่อกรรมให้ผล ก็ทำให้อายุสั้น ดังนั้น สัตว์แตกต่างกัน ก็

เพราะกรรมจำแนก ให้สัตว์แตกต่างกันไป ตามกรรมที่ทำมาและก็มาถึงความแตกต่าง

ของปัญญา พระพุทธเจ้าก็ได้แสดงครับว่า ที่ มนุษย์บางคนมีปัญญามาก บางคนมี

ปัญญาน้อยเพราะ ความแตกต่างกัน คือ ทำเหตุมาต่างๆกัน คือ บุคคลบางคนในโลกนี้

ไม่เข้าไปสอบถามผู้รู้ ผู้มีปัญญา ถึงความจริงเป็นเช่นไร เช่น อะไรเป็นกุศล อะไรเป็น

อกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ เมื่อไม่สอบถาม ก็ไมได้สะสมปัญญา ความเข้าใจ

ก็ทำให้เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ในโลกนี้ ก็ไม่มีปัญญา หรือ มีปัญญาน้อย เพราะไม่ได้

สะสมเหตุ ของปัญญา คือ  การสอบถาม เพื่อที่จะได้ฟังพระธรรมอันเป็นสิ่งที่ทำให้

ปัญญาเจริญครับ แต่บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปสอบถาม สนทนา กับผู้รู้และได้ฟัง

พระธรรมที่ทำให้เกิดปัญญา ทำให้เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ กรรมนั่น คือ การสอบถาม

สนทนาในสิ่งที่ทำให้เกิดปัญญา เพราะได้ฟังสิ่งที่ถูก ก็ทำให้คนนั้น มีปัญญา เข้าใจ

ธรรมมากกว่า ผู้ที่ไม่สอบถาม สนทนาและได้ฟังพระธรรมครับ นี่คือเหตุที่แตกต่างกัน

ทำให้มีปัญญาแตกต่างกันครับ ก็เป็นเรื่องของกรรม การกระทำคือ การทำเหตุให้เกิด

ปัญญา คือ สอบถาม สนทนาและฟังในสิ่งที่ถูกต้องจากผู้รู้นั่นเองครับ

เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ....ปัญญาแตกต่างกันเพราะอะไร [จูฬกัมมวิภังคสูตร] 

ส่วนคำกล่าวที่ว่า

   บางคนที่รู้ตัวว่าตัวเองไม่ฉลาดก็ได้พยายามและมีความเพียรที่จะสะสมความฉลาดก็

ยังฉลาดน้อยอยู๋ดี แต่คนที่ฉลาดหลักแหลมมากไม่ต้องทำอะไรเขาก็ฉลาดมากเหมือน

เดิม ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

    ผู้ที่รู้ตัวว่าไม่ฉลาดมีปัญญาน้อย ก็สามารถเป็นบัณฑิต คือ มีปัญญาได้ เพราะรู้ว่า

ตนเองปัญญายังน้อย ก็อบรมปัญญา ศึกษาพระธรรม สอบถาม สนทนาในสิ่งที่ถูกต้อง

แต่ไม่ใช่ความรู้จะก้าวกระโดดทันที เพราะสะสมอวิชชา ความไม่รู้มามาก จึงต้องค่อยๆ

สะสมไป และเมื่อสะสมไปเรื่อยๆ ก็สามารถทำให้เป็นผู้มีปัญญามากได้ แต่ต้องใช้เวลา

นับชาติไม่ถ้วนครับ แต่ผู้ที่ไม่ฉลาด สำคัญว่าฉลาดมีปัญญา ก็ยากที่จะมีปัญญาได้

เพราะสำคัญผิด จึงไม่ศึกษาและสอบถาม สนทนา เพราะเข้าใจว่ารู้แล้ว ก็ทำให้เสื่อม

จากปัญญาครับ

    ดังนั้นทุกอย่างต้องมีเหตุ และเป็นเรื่องของการสะสมมา ทำให้แตกต่างกันไป เมื่อ

รู้ถึงเหตุที่ดี ที่ทำให้เกิดปัญญาแล้ว คือ การสอบถาม สนทนา ฟังพระธรรม   ก็อบรม

เหตุต่อไป พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านก็ต้องมีปัญญาจากน้อยมาก่อน แล้วค่อยมากขึ้น

เพราะใช้เวลายาวนานในการอบรมปัญญา ฉันใดผู้ที่ใฝ่ธรรมทั้งหลาย ก็สามารถอบรม

ปัญญาทีละน้อย แต่ด้วยหนทางที่ถูกต้องก็สามารถถึงความเป็นผู้มีปัญญามากได้ครับ

ที่สำคัญไม่ต้องห่วงจะมากหรือจะน้อย หน้าที่คือ อบรมเหตุเท่านั้นครับ ขออนุโมทนา

ที่ร่วมสนทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
khampan.a
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 22:59 น.
 

         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

      ความเฉลียวฉลาดหลักแหลมในทางโลก  เป็นศิลปะ  ความชำนาญในด้านนั้น ๆ  

ซึ่งต้องอาศัยความเพียรพยายามในการประกอบสะสมบ่อย ๆ เนือง ๆ เมื่อว่าโดยสภาพ

ธรรมแล้วก็ไม่พ้นไปจากความเกิดขึ้นเป็นไปของจิตและเจตสิกเลย ความเฉลียวฉลาด

ในทางโลก  ไม่ใช่ปัญญา  ไม่ใช่สภาพธรรมที่จะเป็นไปเพื่อการดับกิเลสได้เลย  ต้อง

เป็นปัญญาในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ถึงจะสามารถดับกิเลสได้   

    สำหรับปัญญา ความเข้าใจถูกเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง

นั้น  ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เป็นไปเพื่อการดับกิเลส นั้น  จะมีขึ้นได้   เจริญขึ้นได้   ต้อง

อาศัยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม  สนทนา สอบถามจากกัลยาณมิตรผู้ที่มีปัญญา

เป็นต้น   ซึ่งจะต้องเป็นผู้เคยเห็นประโยชน์ของปัญญามาแล้ว   ในชาติก่อน ๆ  ก็ต้อง

เคยเป็นผู้เข้าไปนั่งใกล้กัลยาณมิตรผู้มีปัญญาเพื่อฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม สะสม

ความเข้าใจถูกเห็นถูก มาแล้ว  จึงทำให้ชาตินี้ เป็นผู้เห็นประโยชน์ของปัญญา  สนใจ

ที่ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกต่อไป     เมื่อฟังพระธรรม

ต่อไปบ่อย ๆ เนือง ๆ  ปัญญาก็จะค่อย ๆ เจริญขึ้นไปตามลำดับ  ครับ

                           ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ... 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
ผู้รู้น้อย
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 08:39 น.
 

ขอน้อมจิต อนุโมทนาบุญด้วยเศียรเกล้าครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
เซจาน้อย
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 08:39 น.
 

  ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
pat_jesty
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 10:45 น.
 

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
jaturong
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 11:09 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
วิริยะ
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 12:08 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
JANYAPINPARD
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 14:26 น.
 

ฉลาดทางโลกไม่พ้นวัฏฏะฉลาดทางธรรมมีสิทธิพ้นวัฏฏะ

ขออนุโมทนาคะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 12  
wannee.s
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 16:46 น.
 

เพราะสะสมมาต่างกัน   แม้แต่รูปร่างหน้าตา   ผิวพรรณ   ยศ   ทรัพย์  ชาติตระกูล   ก็ไม่

เหมือนกัน    ทั้งหมดมาจากเหตุปัจจัยที่ได้กระทำแล้วแต่ในอดีตชาตินับชาติไม่ได้ ค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 13  
intra
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 19:15 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 14  
tookta
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 21:07 น.
 

ขอขอบคุณ คุณผเดิม , คุณคำปั่นนะคะ

และขอบคุณทุกท่านที่แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ นะคะ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top