Loading...
  020241  พิจารณาอสุภะ นึกว่าเอาอยู่ แต่เอาไม่อยู่ครับ ช่วยที
นักเดินทาง
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 19:05 น.
อ่าน 6,411
 
 

อวัยวะภายในทั้งหลาย ตอนไม่มีความรัก มันน่ากลัวมาก

พอมีความรัก มันทำให้ไม่น่ากลัวขึ้นมาเลย

ผมเคยเห็นคนไม่กลัวอสุภะ เอาศพแม่ เอาศพคนรัก ไปไว้ที่บ้านไม่ยอมเผา จนศพ

เหลือแต่กระดูกก็มี ไม่มีรังเกียจเดียดฉันท์เลย ความรักมันเอาชนะอสุภะได้ครับ

ทีนี่บางช่วงเวลาพิจารณาอสุภะ จิตก็ผึงไปคิดว่าเทวดาไม่มีอสุภะ เวลาจะตายก็หาย

ไปเลย ร่างกายเป็นทิพย์ จิตมันหลงเข้าไปอีก มีคำถามในใจ เอานะไปเป็นเทวดาก็ได้

อุดมสุขสักระัยะ ค่อยพิจารณาขันธ์ในขันธ์แทนอสุภะเอา เลยทิ้งพิจารณาอสุภะของ

มนุษย์ ไปอย่างงั้น

นี่ความหลงไปในเทวดา ชนะอสุภะอีกแล้ว

เป็นอย่างนี้ จะจับกิเลสหลงรูปหลงรัก ขึ้นเขียงสับมันยังไงดี

รู้สึกจิตมันแสวงหาข้อแก้การพิจารณาอสุภะไปเรื่อยๆ

 

 

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 20:21 น.
 

       ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

  ธรรมเป็นเรื่องละเอียด แม้แต่การจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็ต้องเริ่มจาก ความเข้าใจถูกว่า

สิ่งนั้นคืออะไร ทำเพื่ออะไร และหนทางที่ถูกต้องในการละกิเลสใช่สิ่งนั้นหรือไม่

     การพิจารณา ความเป็นอสุภะ คือ ไม่งาม  ซึ่งก็ต้องมีปัญญาเป็นสำคัญ หากไม่มี

ปัญญา แทนที่จะเป็นกุศล ก็เป็นอกุศล เพราะไม่มีความเข้าใจเบื้องต้น    แม้แต่คำว่า

อสุภะ คือไม่งามอย่างไร

       ที่สำคัญที่สุด การละกิเลส ละคลายกิเลส ไม่ใช่การเลือกอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด

ตามความพอใจ  เพราะการอบรมปัญญา ไม่ใช่ว่าจะต้องมาพิจารณาอสุภะครับ เพราะ

หนทางการอบรมปัญญาที่จะละกิเลส คือ การรู้ความจริงของสภาพธรรมที่มีในขณะนี้

ว่าเป็นธรรม  ไม่ใช่เรา กิเลสที่ต้องละเป็นอันดับแรก คือ ความเห็นผิดที่ยึดถือว่ามีเรา

  การพิจารณาอสุภะ ก็มีสัตว์ เป็นเราที่ไม่งาม เป็นเขาที่ไม่งาม ไม่ได้ละความยึดถือว่า

เป็นเรา เป็นเขา ไม่ได้รู้ตามความเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงธรรม  ไม่ใช่เราครับ 

  ดังนั้นขอให้เริ่มกลับมาสู่ ความเข้าใจเบื้องต้น ในหนทางการอบรมปัญญาที่ถูกต้อง

ว่าไม่ใช่จะต้องไปพิจารณาอสุภะ ความไม่งาม เพราะขณะนี้ มีสภาพธรรม ก็ไม่รู้จักว่า

เป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา เริ่มเข้าใจหนทางการอบรมปัญญาที่ถูกต้องใหม่ครับ ว่าจะ

ต้องรู้จักตัวธรรมที่มีในขณะนี้ก่อน เข้าใจว่า ธรรมคืออะไร เพื่อไถ่ถอนความยึดถือว่า

เป็นสัตว์ บุคคล ตัวตนครับ ซึ่งหากอบรมปัญญาเบื้องต้นอย่างนี้ คือ เข้าใจว่าเป็นธรรม

ไม่ใช่เรา ย่อมเห็นตามความเป็นจริงของสภาพธรรม ที่ไม่งาม ปฏิกูลอย่างแท้จริงครับ

เพราะความปฏิกูล ไม่งามของสภาพธรรม คือ สิ่งใดเกิดขึ้นและดับไปไม่เที่ยง สิ่งนั้น

ไม่งาม เป็นปฏิกูลครับ ดังนั้นไม่ว่า มนุษย์ แม้แต่เทวดา ที่เป็นการประชุมรวมกัน คือ

ขันธ์ 5 ที่ไม่เที่ยง ก็ไม่งาม ปฏิกูล เพราะ ความไม่เที่ยงของสภาพธรรมที่เกิดขึ้นและ

ดับไปนั่นเอง แสดงถึงความปฏิกูล ไม่งามแล้วครับ แม้ร่างกายจะประณีตเพียงไร ก็

เป็นเพียงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นและดับไป จึงปฏิกูลครับ 

      จะเห็นนะครับว่า หากเราเข้าใจหนทางการอบรมปัญญาที่ถูกต้องคือ เข้าใจความ

จริงของสภาพธรรมที่ไม่ใช่เราเป็นแต่เพียงธรรม การอบรมปัญญาเช่นนี้ ปัญญาที่เจริญ

ขึ้น ย่อมละกิเลส ความไม่รู้ และเห็นตามควาเมป็นจริงของสภาพธรรม ที่ไม่งามปฏิกูล

เสมอกันหมด ไม่ว่าอยู่ในภพภูมิไหน เกิดเป็นอะไร    เมื่อเป็นสภาพธรรมที่ไม่เที่ยงก็

ปฏิกูลโดยประการทั้งปวง โดยที่ไม่ต้องไปพิจารณาอสุภะและไม่สามารถที่จะละกิเลส

ได้ เพราะไม่มีความเข้าใจเบื้องต้นนั่นเองครับ    กลับมาเริ่มต้นในหนทางที่ถูก ดีกว่า

การเข้าใจผิด และไม่สามารถละกิเลสได้ครับ ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
khampan.a
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 21:13 น.
 

          ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

 
  ถ้าเริ่มต้นจากความไม่รู้   แล้วไปทำอะไรด้วยความไม่รู้    (โดยที่เข้าใจผิดว่ารู้แล้ว

ถูกต้องแล้ว)   ก็มีแต่จะสะสมความไม่รู้  สะสมความเห็นผิดมากยิ่งขึ้น  พอกพูนอกุศล

ให้มีมากขึ้น      เพราะเหตุว่า   พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงตลอด ๔๕

พรรษา     เป็นไปเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังมีกำลัง

ปรากฏตามความเป็นจริง  ไม่ใช่เพื่อความไม่รู้    ผู้ที่ได้ฟังได้ศึกษาเท่านั้นถึงจะเข้าใจ

ไปตามลำดับ      แต่ถ้าไม่ได้ฟัง   ไม่ได้ศึกษาเลย  ย่อมไม่มีทางที่จะเข้าใจ   

    แม้แต่ในเรื่องของอสุภกรรมฐาน ที่เป็นสมถภาวนานั้น  ไม่ใช่เรื่องง่าย    เพราะเป็น

เรื่องของปัญญา  ต้องมีปัญญาที่เข้าใจความต่างของกุศลและกุศลพร้อมทั้งรู้ด้วยว่าจิต

จะสงบได้ด้วยอารมณ์ประเภทใด  แต่ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจแล้วไปเพ่งอสุภะ  เพ่งซากศพ ก็

ไม่เป็นไปเพื่อละคลายกิเลส  และถึงแม้ว่าจะเจริญถูกต้องในเรื่องอสุภกรรมฐาน ที่เป็น

สมถภาวนา  ก็ไม่สามารถดับกิเลสได้เป็นสมุจเฉท เพียงแต่ระงับกิเลสไว้ด้วยกำลังแห่ง

ความสงบของจิตเท่านั้น            แต่ถ้าเป็นการเจริญสติปัฏฐานที่ระลึกรู้สภาพธรรมที่

ปรากฏตามความเป็นจริง  ไม่ว่าสภาพธรรมใดปรากฏ   สติและปัญญาก็เกิดขึ้นระลึกรู้

ตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา   ที่เริ่มจากการสะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกใน

เรื่องของสภาพธรรมที่มีจริงที่กำลังปรากฏ ย่อมจะเป็นไปเพื่อละกิเลสได้ในที่สุดสำคัญ

ที่ความเข้าใจถูกเห็นถูกตั้งแต่ต้นจริง ๆ    ควรอย่างยิ่งที่จะได้เริ่มต้นที่การฟังพระธรรม

ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ   ครับ   

                          ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ... 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
Admax
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 03:01 น.
 

ขอนอบน้อมแด่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

อย่างที่ท่าน paderm และ ท่าน khampan.a กล่าวดีแล้ว

ผมขออนุญาติกล่าวความตามความคิดปรุงแต่งของผมดังนี้ว่า

  อสุภะ คือ ไม่สวย ไม่งาม การที่เราเพ่งอสุเพื่อละความหลง เพื่อความเบื่อหน่ายใน

ขันธ์ 5  คือ กาย-ใจ เรานี้แหละ เพื่อให้ใจมันละความพอใจยินดีในกามตัณหา เป็นต้น

ความยึดมั่น ถือมั่นว่านี่เขานี่เราเป็นต้น

การที่คุณนั้นหลุดสมถะที่เรียกว่า อสุภะกรรมฐานนี้ แล้วหลงอยู่ตั้งอยู่ในสิ่งที่คุณเรียกว่า

กายทิพย์นั้น เพราะคุณพอใจยินดีในรูปแบบของกายทิพย์ที่คุณกล่าว เมื่อพอใจอยู่ก็คิด

ปรุงไปเรื่อย ระคนกับความอยากได้ต้องการ ทะยานอยากของคุณ จนหลุดจากสภาพ

ความเป็นจริง

เพราะไม่รู้จึงหลง เพราะหลงจึงฟุ้งไป แม้กายทิพย์ที่คุณกล่าวว่าเป็นเทวดานั้นก็ไม่คง

อยู่นาน มีความเสื่อมสลายเป็นธรรมดา มีความเกิดมา ตั้งอยู่ ดับไป เป็นสัจจ์จริงแท้

แน่นอน ให้คุณลดละความพอใจยินดีในกายทิพย์นั้นเสีย พึงวางใจกลางๆไว้เพื่อความ

ไม่หลง แต่ไม่อาจจะฝืนใจให้ไม่คิดได้ใช่มั้ยครับ ที่ทำได้คือรู้สภาพจริงว่า นี่ความคือ

คิดปรุงแต่ง สมมติไปตามความพอใจยินดีของคุณว่า กายทิพย์เทวดาต้องเป็นอย่างนั้น

แน่ ต้องมีสภาพอย่างนี้แน่ ทั้งๆที่สภาพความจริงมันไม่มีกายทิพย์มาหาคุณ ไม่ได้มา

ให้คุณเห็น  คุณไม่เคยได้รับรู้ความจริงว่าเป็นเช่นไร ได้แต่รับฟังแล้วคิดสมมติบัญญัติ

ปรุงแต่งไป ที่ตั้งอยู่นั้นมันมีแต่ความคิดของคุณที่พอใจยินดีกับกายแบบนั้นเท่านั้นเอง

เมื่อสติกลับมา  ให้มองดูว่าร่างกายที่คุณอาศัยอยู่ ที่มีรูปธาตุทั้งหลายรวมกันเป็น

รูปร่างแล้วคุณบัญญัติเรียกมันว่ากายนี้ แล้วพิจารณาดูว่าความเป็นจริงแล้ว สภาพกาย

คุณที่เป็นอยู่นั้นมันประกอบด้วยขันธ์ 5 ส่วนกายทิพย์ที่ตรึกนึกนั้นมันเป็นความคิดปรุง

แต่งจากความพอใจ  ยินดีของคุณเอง มันฟุ้งไป มันหลงไป เพราะความคิดพอใจยินดี

คุณเอง โดยสภาพความเป็นจริงแล้วที่คุณสิงสถิตอยู่มันคือขันธ์ 5 มี รูป-นาม ที่เกิด

มา ตั้งอยู่ ดับไป

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
paderm
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 08:16 น.
 

เรียนสนทนาในความเห็นที่ 4 ครับ

   การละความพอใจ ติดข้องในรูปร่างกาย ที่เป็นกามตัณหา กับการละความยึดถือว่า

เป็นเรา เป็นสัตว์ บุคคลแตกต่างกันครับ   แต่สำคัญที่มีปัญญาทั้งคู่ ซึ่งผู้ที่จะละความ

ยินดีพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส สิ่งที่กระทบสัมผัส และความเป็นเรา ยินดีในความเป็น

เราจนหมดสิ้น คือ ถึงความเป็นพระอรหันต์ แต่ก่อนถึง ความเป็นพระอรหันต์  จึงต้อง

อบรมปัญญาขั้นต้น  ซึ่งกิเลสที่ต้องละเป็นอันดับแรกคือ ละความยึดถือว่าเป็นเรา เป็น

สัตว์ บุคคล ตัวตน   ซึ่งหนทางเดียว   ที่จะละความยึดถือว่าเป็นเรา  เป็นสัตว์  บุคคล

ไม่ใช่การเจริญ อสุภะ แต่เป็นการเจริญสติปัฏฐานระลึกลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริง

ในขณะนี้ครับ ดังนั้นเราจะต้องเริ่มจากความเห็นถูกว่า ปัญญารู้อะไรในเบื้องต้น คือ  รู้

ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เราครับ ไม่ใช่จะไปละคลายความเป็นเราด้วยอสุภะ ซึ่งไม่ใช่หนทาง

ละคลาย ความเป็นเราได้ครับ ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
เซจาน้อย
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 08:26 น.
 

  ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
jaturong
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 11:25 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
wannee.s
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 16:32 น.
 

ถ้าพิจารณาตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า   อย่างถูกต้องและแยบคาย  

จนมีความสงบถึงอุปจาระและอัปปนา   ถึงจะข่มกามราคะคือความติดข้องได้ค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
intra
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 19:23 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านค่ะ  

คงต้องฟังไปเรื่อยๆจนกว่าปัญญาจะเจริญค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 13  
boonpoj
วันที่ 18 เม.ย. 2556 09:03 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top