Print 
สมาธิ สติ
 
debit_a
วันที่  25 ธ.ค. 2554
หมายเลข  20236
อ่าน  2,766

1.สมาธิ สามารถฝึกได้ใช่มั้ย โดยการเพ่ง เช่น เพ่งลมหายใจส่วน สติ ไม่จำเป็นต้องฝึกใช่มั้ยคะ คือทำตัวตามปกติ เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมที่จะระลึกสติก็จะเกิดเองใช่มั้ยคะคือบางทีต้องการความสงบของจิต ก็คือทำสมาธิใช่มั้ยคะ
2. แล้วอย่างพระอริยะสมัยพุทธกาล เช่น พระนางพิมพา พระพุทธเจ้าตรัสกรรมฐานให้  สงสัยว่าสมถกรรมฐาน เจริญไปสู่ วิปัสสนาอย่างไรคะ หรือ ได้มั้ยคะ หรือว่าเป็นคนละเรื่องกันเลย
ขอบคุณค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 25 ธ.ค. 2554 20:27 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

1.สมาธิ สามารถฝึกได้ใช่มั้ย โดยการเพ่ง เช่น เพ่งลมหายใจ ส่วนสติ ไม่จำเป็นต้องฝึกใช่มั้ยคะ คือทำตัวตามปกติ เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมที่จะระลึก สติก็จะเกิดเองใช่มั้ยคะคือบางทีต้องการความสงบของจิต ก็คือทำสมาธิใช่มั้ยคะ------------------------

     สมาธิ คือ ความตั้งมั่นแห่งจิต ซึ่งหากศึกษาโดยความละเอียดแล้ว สมาธิ องค์ธรรมคือ เอกัคคตาเจตสิก ซึ่งเป็นเจตสิกที่แสดงถึงลักษณะของความตั้งมั่นในขณะนั้น ซึ่งเอกัคคตาเจตสิก เกิดกับจิตทุกประเภท ดังนั้นเกิดกับ จิตที่เป็นกุศลก็ได้ อกุศลก็ได้ครับ เพราะฉะนั้น ขณะมีมีสมาธิอยู่แล้ว ไม่ต้องฝึก เพราะ เอกัคคตาเจตสิก เกิดกับจิตทุกประเภทและทุกขณะ เป็น ขณิกสมาธิ สมาธิชั่วขณะนั่นเอง จึงไม่ต้องฝึกก็มีสมาธิชั่วขณะอยู่แล้วครับ และที่สำคัญ เราจะต้องแยก คำว่า สมาธิ กับ การเจริญสมถภาวนา ออกจากกันครับ คือ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

     สมาธิ คือ ความตั้งมั่นของจิต ซึ่งตามที่กล่าวแล้ว สมาธิ เป็นได้ทั้งกุศล อกุศลดังนั้น จึงมีความตั้งมั่นที่เป็นไปในอกุศล ก็มี เรียกว่า มิจฉาสมาธิ และมีความตั้งมั่นที่เป็นไปในกุศลก็มี ที่เรียกว่า สัมมาสมาธิครับ ดังนั้น หากกล่าวคำว่า สมาธิ จึงไม่ได้ตัดสินเลยทันทีครับว่า เมื่อมีสมาธิแล้ว จะเป็นสิ่งที่ดีครับ    

     ส่วน ถ้าเป็นสมถภาวนาหมายถึง การอบรมเจริญความสงบ ความสงบในที่นี้ไมได้หมายถึงความสงบ คือ สมาธิ ความไม่คิดฟุ้งซ่าน มีสมาธิ จะเป็นความสงบนะครับแต่ ความสงบในที่นี้ มุ่งหมายถึง สงบจากกิเลส คือ เป็นกุศลในขณะนั้นนั่นเอง ดังนั้นเมื่อกล่าวถึง การเจริญสมถภาวนาจึงมุ่งหมายถึง การเจริญความสงบ ที่เป็นฝ่ายกุศลเท่านั้นครับ คือ เจริญความสงบ คือ เกิดกุศลนั้นบ่อย ๆ จนมีความตั้งมั่นในกุศล เป็นสัมมาสมาธิในขณะนั้นและก็เป็นความสงบที่เป็นกุศลด้วยครับ

     สมาธิและสมถภาวนา จึงแยกกันตามที่กล่าวมา ซึ่งการระลึกรู้ลมหายใจ จึงไม่ใช่เรื่องของการฝึกสมาธิ แต่เป็นการเจริญสมถภาวนา และวิปัสสนาด้วยในการะลึกรู้ลมหายใจ และต้องเป็นปัญญา ระดับสูงมาก ในการระลึกรู้ลมหายใจครับ เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปไหนไกล เริ่มจากความเข้าใจพื้นฐานทีละเล็กละน้อย แม้แต่คำว่า ธรรมคืออะไรให้เข้าใจครับ ก็จะค่อย ๆ เข้าใจหนทางที่ถูกต้องครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 25 ธ.ค. 2554 20:33 น.

     ส่วน สติ คือ สภาพธรรมฝ่ายดี ทำหน้าที่ระลึก เมื่อกุศลจิตเกิดขึ้น สติก็เกิดร่วมด้วยเสมอครับ ดังนั้น สติไม่ต้องฝึก สมาธิก็ไม่ต้องฝึก แต่อาศัยการฟังพระธรรม ค่อยๆเข้าใจธรรมจะทำหน้าที่เจริญขึ้นเอง แม้ไม่ใช้คำว่าฝึกหรือจะทำ แต่ธรรมเกิดแล้ว เจริญแล้วตามความเข้าใจพระธรรมที่เพิ่มขึ้น หรือ ตามปัญญาที่เพิ่มขึ้นครับส่วนคำถามที่ว่าบางทีต้องการความสงบของจิต ก็คือทำสมาธิใช่มั้ยคะ

     ตามที่กล่าวแล้ว ความสงบของจิต ต้องสงบจากกิเลส คือ กุศลธรรมเกิดขึ้นและเจริญบ่อยๆ เป็นเรื่องของการเจริญสมถภาวนา ไม่ใช่การทำสมาธิครับ และขณะที่ต้องการสงบ ขณะนั้นไม่สงบ เพราะมีความต้องการ คือ โลภะเกิดขึ้น โลภะ เป็นอกุศลจะสงบไม่ได้เลยครับ***

2. แล้วอย่างพระอริยะสมัยพุทธกาล เช่น พระนางพิมพา พระพุทธเจ้าตรัสกรรมฐานให้ สงสัยว่าสมถกรรมฐาน เจริญไปสู่ วิปัสสนาอย่างไรคะ หรือ ได้มั้ยคะ หรือว่าเป็นคนละเรื่องกันเลยขอบคุณค่ะ
-------------------------------------------------------------------------
     สมถกรรมฐานก็คือ สมถภาวนา นั่นเองครับ สมถกรรมฐานก็คือ การเจริญ ความสงบหรือการเจริญ กุศลธรรม จนแนบแน่นได้ถึงฌาน เป็นต้น แต่สมถภาวนา ไม่ใช่หนทางดับกิเลส เพียง ข่มกิเลสไม่ให้เกิดขึ้นในขณะที่เป็นฌานเท่านั้นครับ และเมื่อออกจากฌาน กิเลสก็เกิดขึ้นอีกได้เป็นธรรมดาครับ ซึ่งก่อนที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติ ก็มีการเจริญสมถภาวนาอยู่แล้ว แต่เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติ ทรงแสดงว่าสมถภาวนา ไม่ใช่หนทางดับกิเลส เพราะพระองค์ตรัสรู้ความจริง คือ หนทางดับกิเลส ทีเป็นวิปัสสนาภาวนา คือเจริญ อริยมรรค ครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
paderm
paderm
วันที่ 25 ธ.ค. 2554 20:51 น.

     ดังนั้น ผู้ที่เจริญ สมถภาวนา แต่ไม่มีความเข้าใจ วิปัสสนา หนทางดับกิเลส แม้จะได้ถึงฌานสูงสุด ก็ไม่สามารถดับกิเลส และนำไปสู่ วิปัสสนาได้เลย เพราะวิปัสสนา และสมถภาวนาแยกกัน แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ เป็นคนละเรื่องกันครับ แต่ถ้าเป็นผู้มีความเข้าใจเรื่องการเจริญวิปัสสนา มีการเจริญวิปัสสนาอยู่แล้ว ผู้ที่มีปัญญามาก ท่านก็เจริญสมถภาวนาด้วย ซึ่งจิตที่เป็นฌาน ที่เป็นสมถภาวนา เป็นอารมณ์ หรือเป็นสิ่งที่ให้สติและปัญญาที่เป็นวิปัสสนา รู้ความจริงได้ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตาครับ

     ที่เรามักได้ยินคำว่า เอาสมถภาวนามาเป็นบาท วิปัสสนา ไม่ใช่หมายถึง ต้องเจริญสมถภาวนาก่อนแล้วถึงเจริญวิปัสสนา  แต่ความหมายคือ สมถภาวนาที่เจริญอยู่ ก็ต้องมีจิต จิตที่เป็นสมถภาวนาอยู่นั้น เป็นอารมณ์ หรือ เป็นที่ตั้งให้สติและปัญญาของวิปัสสนาได้ครับ  ดังนั้น ถ้าหากขาดการศึกษาขั้นการฟัง ในเรื่องของสภาพธรรม ในส่วนของการเจริญวิปัสสนาแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะดับกิเลสได้เลย แม้จะเจริญสมถภาวนามากเพียงไรก็ตามครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
debit_a
วันที่ 25 ธ.ค. 2554 22:03 น.

ขอบคุณค่ะ มันเป็นคนละความหมาย คือเจริญสมถะกับได้มิจฉาก็ได้ อย่างนี้เราก็ทำควบคู่ไปก็ได้ใช่มั้ยคะ แต่ต้องเป็นความสงบจริงๆ คือบางทีทำแล้วมันฟุ้งซ่าน สักพักมันก็กลับมาอยู่ที่ลมอัติโนมัติ เมื่อเห็นความฟุ้งซ่าน
-----------------------------------------------------------------------
คือบางทีเรากำลังบ่น อยู่ดีๆ มันก็เห็นว่าอกุศลเกิดขึ้น คำที่เราบ่นก็หยุดทันที แบบไม่ได้บังคับเลยหรือบางที ฟังธรรมบ่อยๆ แล้วรู้สึกว่าเห็นอกุศลธรรมบ่อยขึ้นหรือบางทีนั่งพิมพ์คอมอยู่ อยู่ดีๆ ก็เห็นกาย (รูป) นี้เป็นก้อนๆ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราเห็นว่าไม่มีเรามีแต่ก้อนๆ หรือท่อนอย่างนี้มันใช่สติระลึกสภาพธรรมรึเปล่าคะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 25 ธ.ค. 2554 22:04 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น   
     หนทางเดียวที่จะทำให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในลักษณะของสภาพธรรม ที่กำลังมีกำลังปรากฏ ตามความเป็นจริงนั้น  ต้องฟังพระธรรม  ต้องศึกษาพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง  ด้วยความตั้งใจจริง ๆ  เพราะพระธรรมทั้งหมดนั้นแสดงให้ผู้ฟังผู้ศึกษาได้เข้าใจตามความเป็นจริง และสภาพธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงนั้น มีจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องไปทำอะไรที่ผิดปกติขึ้นมาในการที่จะรู้ธรรม ต้องเป็นปกติจริง ๆ ไม่ใช่ผิดปกติ  แม้แต่ในเรื่องของ สมาธิ ก็เช่นเดียวกัน      ซึ่งถ้าได้ศึกษาอย่างละเอียดแล้ว  จะไม่เข้าใจผิดเลย จะไม่เข้าใจผิดว่าสมาธิเป็นรูปแบบของการปฏิบัติ
   
  สำคัญที่ความเข้าใจอย่างถูกต้องจริง ๆ เพราะเหตุว่า สมาธิ  เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เป็นธรรมที่มีจริงเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย มีทั้งมิจฉาสมาธิ และสัมมา-สมาธิ ซึ่งถ้าไปทำอะไรด้วยความเป็นตัวตนด้วยความจดจ้องต้องการ นั่นไม่ใช่การอบรมความสงบของจิต แต่เป็นมิจฉาสมาธิทั้งหมด เป็นไปเพื่อพอกพูนกิเลส พอกพูนสังสารวัฏฏ์ให้ยืดยาวต่อไป ส่วนสมาธิที่เป็นกุศลก็มีเพราะสมาธิ เป็นเจตสิกประการหนึ่งที่เกิดกับจิตทุกประเภท (เอกัคคตาเจตสิก) ขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดกับจิตประเภทใด ถ้าเกิดกับอกุศล (ซึ่งมีมากเป็นอย่างยิ่ง) เป็นอกุศลสมาธิ หรือ เป็นมิจฉาสมาธิ แต่ถ้าเกิดกับกุศลจิตก็เป็นกุศลสมาธิ 
    สำหรับสติ  เป็นสภาพธรรมที่ดีงาม  เป็นสภาพธรรมที่ระลึกเป็นไปในกุศลธรรม  เกิดร่วมกับจิตที่ดีงาม  เท่านั้น จะไม่เกิดกับจิตชาติอกุศลเลย สติเป็นธรรมที่มีจริง เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น บังคับให้สติเกิดก็ไม่ได้ ถ้าเป็นผู้ได้สะสมกุศลเห็นประโยชน์ของกุศลธรรม กุศลจิตเกิดขึ้น  นั่นมีสติเกิดร่วมด้วยแล้ว แต่ถ้าเป็นสติปัฏฐาน ที่เป็นการระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง ต้องมีพื้นฐานมาจากการได้ฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมสะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกในเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริงบ่อย ๆ เนือง ๆ จึงจะเป็นเหตุให้สติปัฏฐานเกิดได้ ซึ่งในขณะที่สติปัฏฐานเกิดนั้น สติก็มี ปัญญา ก็มี สมาธิ ก็มี รวมไปถึงสภาพธรรมที่ดีงามอื่น ๆ ด้วย  

     พระอริยสาวกทั้งหลาย ท่านเป็นผู้มีปกติอบรมเจริญสติปัฏฐาน (วิปัสสนา) ระลึกรู้สภาพธรรมที่มีจริงในชีวิตประจำวัน โดยอาศัยการได้ฟังพระธรรม จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ ไม่ใช่ว่าท่านเหล่านั้นเป็นผู้ไม่รู้อะไรแล้วไปทำอะไรด้วยความเป็นตัวตน
แม้ว่าท่านเหล่านั้น (บางท่าน) จะได้อบรมเจริญสมถภาวนาด้วย ก็มีความเข้าใจที่ถูกต้องตามความเป็นจริง ในความเป็นจริงของสภาพธรรม พราะฌานจิต และองค์ฌานทั้งหลาย มี มีวิตักกะ วิจาระ เป็นต้น เป็นธรรมที่มีจริง ก็เป็นที่ตั้งที่จะให้ท่านเหล่านันเข้าใจตามความเป็นจริง ละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ได้ ทั้งหมดทั้งปวงนั้น ต้องเริ่มที่การฟัง การศึกษาด้วยความละเอียดรอบคอบจริง ๆ  ธรรมทุกคำมีค่ามาก  ถ้ามีความตั้งใจที่จะฟัง ที่จะศึกษาด้วยความจริงใจแล้ว ความเข้าใจก็จะค่อย ๆ เจริญขึ้นไปตามลำดับ ครับ.
...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
paderm
paderm
วันที่ 25 ธ.ค. 2554 22:07 น.

เรียนความเห็นที่ 4 ครับ

     ทุกอย่าง เจริญอบรมได้ ถ้ามีความเห็นถูก เป็นเบื้องต้น คือ มีปัญญา ความเข้าใจเป็นเบื้องต้น ดังนั้น การอบรมสมถภาวนา ผู้ที่อบรม คือ เห็นโทษของกิเลสในชีวิตประจำวันแม้แต่โลภะ คือ ความยินดีพอใจ ได้ในสิ่งทีดีก็ติดข้อง ก็เห็นโทษที่จะละ แต่ไม่ใช่เพราะอยากได้ความสงบ ไม่อยากจะวุ่นวาย เป็นต้น อยากจะสงบ นั่นก็เป็นโลภะ ความต้องการที่อยากจะสงบ ก็เริ่มจากความไม่สงบ ก็ไม่สามารถถึงความสงบได้เลยครับไม่เป็นสมถภาวนา ดังนั้น การอบรมสมถภาวนา ต้องเริ่มจากการเห็นโทษของกิเลสและก็ต้องมีปัญญาที่รู้ความจริงว่าขณะไหน เป็นกุศล เป็นอกุศล ไม่เช่นนั้น เราก็ไม่รู้เลยว่า ขณะที่กำลังทำอยู่ เป็น กุศลหรือไม่ อกุศลหรือไม่ครับ สมถภาวนาจึงเป็นเรื่องของปัญญาตั้งแต่ต้น และการอบรมปัญญา ที่เป็นสมถภาวนา ก็ไม่ได้หมายความว่าให้ไปตามรู้ลมหายใจครับ เพราะเราสำคัญว่า ถ้าขณะที่รู้ลมหายใจ จิตไม่คิดเรื่องอื่นคือ ไม่ฟุ้งซ่าน คือ ความสงบ เราต้องแยกระหว่าง สมาธิ กับความสงบ สงบในที่นี้ คือสงบจากกิเลส คือ เป็นกุศล ขณะที่รู้ลมหายใจ ที่เป็นสมถภาวนา คำถาม คือ ขณะที่จิตไม่ซัดส่ายไปเรื่องอะไร ขณะนั้นปัญญารู้อะไร หากแค่ว่ามันนิ่งไม่คิดเรื่องอื่น แต่ก็ไม่รู้อะไรเพิ่มเติม ไม่มีความเข้าใจถูกเพิ่มขึ้น ว่าขณะนั้นรู้อะไรก็แสดงว่า ไม่ใช่การเจริญสมถภาวนาแล้วครับ แม้จะกล่าวว่า ตามรู้ลมหายใจอยู่  เพราะต้องเป็นเรื่องของปัญญา และขณะที่ มี สมาธิ ไมได้หมายความว่าสงบครับ เพราะ สมาธิ เกิดกับอกุศลก็ได้ การไม่ฟุ้งซ่าน จึงไม่ใช่ตัววัดว่า เป็นกุศลครับ ที่เป็นความสงบที่เป้นสมถภาวนา สำคัญ คือขณะนั้นปัญญารู้อะไรครับ

     และขณะที่ สงสัยว่า ใช่สติหรือไม่ นั่นแสดงว่า ขณะนั้นไม่ใช่ปัญญา เพราะ ถ้าเป็นปัญญาเกิด ขณะนั้นจะไม่สงสัยในขณะนั้น เพราะในความเป็นจริง ไม่ใช่เพียง สติเกิดเท่านั้น ต้องมีปัญญาด้วย คือ ปัญญาที่รู้ความจริงในขณะนั้น  เพราะฉะนั้น ขอให้กลับไปสู่ความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ต้องทำ แต่เริ่มจากการฟังพระธรรมเบื้องต้น แม้แต่คำว่าธรรมคืออะไร ช้า แต่เริ่มถูกดีกว่า เร็ว แต่ไม่เข้าใจและสงสัยเพิ่มขึ้น สิ่งที่ทำครับ
ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
debit_a
วันที่ 25 ธ.ค. 2554 22:45 น.

ขอบคุณค่ะ เข้าใจมากขึ้นเลยค่ะ เหมือนช่วยให้เราตรงขึ้นในพระธรรมมากกว่าเดิม ^ ^ คือขณะนั้นไม่สงสัยค่ะ อยู่ดีๆ มันระลึก แต่มันสั้นมากๆๆเหมือนมันเป็นลักษณะสภาพที่ไม่มีคำอธิบาย แต่เมื่อไปเปิดพระไตรปิฎก แล้วอ่านความหมายก็ถึงทำให้เราเข้าใจสภาพนี้ เหมือนกับว่าเราต้องมีศัพท์เพื่อช่วยให้เราเข้าใจในสภาพให้ตรงกัน เข้าใจประมาณนี้ค่ะ
----------------------------------------
แล้วในสมถะ จะมีสัมมาสมาธิเท่านั้น ถูกมั้ยคะ (ตามธรรมสังคณีปกรณ์) ส่วนวิปัสสนา จะมีสัมมาทิฏฐิ เท่านั้น ถูกมั้ยคะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
paderm
paderm
วันที่ 25 ธ.ค. 2554 22:45 น.

เรียนความเห็นที่ 7 ครับ

     สมถะ หมายถึง ความสงบ คือ สงบจากกิเลส เป็นกุศล ซึ่ง เมื่อเป็นการเจริญ สมถภาวนา ก็ต้องเป็นการเจริญกุศล แต่ต้องประกอบด้วยปัญญา ดังนั้น ขณะที่เจริญสมถภาวนา ไม่ใช่มีเพียง สัมมาสมาธิ ที่เป็นความตั้งมั่นที่ชอบเท่านั้นครับ แต่มีสัมมาทิฏฐิคือความเห็นถูก คือ มีปัญญาด้วย ถ้าไมีปัญญา ก็ไม่ใช่้การเจริญสมถภาวนาแน่นอนครับมีสัมมาสังกัปปะ มีสัมมาวายามะ เพียรชอบ มีสัมมาสติ ระลึกชอบและมีสัมมาสมาธิ แต่ก็ต้องแยกนะครับ่ว่า สัมมาแต่ละข้อที่กล่าว ไม่ใช่ สัมมามรรคในการอบรมเจริญวิปัสสนาเพราะเป็นปัญญาคนระดับขั้นครับ

     ส่วนวิปัสสนา คือ การเจริญอบรมปัญญาที่ระลึกลักษณะของสภาพธรรม ตามความเป็นจริง ก็มีสัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบ ที่เป็นปัญญา และก็มีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ สัมมาสติ คือ มีสติระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรม และมีสัมมาสมาธิ ความตั้งมั่นชอบ อย่างน้อย มี 5 ประการครับบ ดังนั้นจึงไม่ใช่มีเพียงสัมมาทิฏฐิเท่านั้น ในขณะที่เจริญวิปัสสนา มี สติปัฏฐานเกิด เป็นต้นครับ

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
debit_a
วันที่ 25 ธ.ค. 2554 23:23 น.

ขอบคุณค่ะ ที่ช่วยขยายความให้อีกค่ะ พอดีเห็นในพระไตรปิฎก เขียนแค่ว่า
[๘๖๗] สมถะ เป็นไฉน? ความตั้งอยู่แห่งจิต ฯลฯ สัมมาสมาธิ อันใด นี้เรียกว่า สมถะ. วิปัสสนา เป็นไฉน?  ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด นี้เรียกว่าวิปัสสนา.
---------------------------------------------------------------------------
     สงสัยอีกนิดค่ะ ว่าแล้วอย่างการจำได้ว่าของไว้ตรงโน้น ตรงนี้ ไม่ใช่เป็นสติที่ระลึกสภาพธรรม แต่เป็นความไม่ลืม เป็นสติคนละประเภทใช่มั้ยคะ ตามข้อความนี้ค่ะ

  [๘๖๕] สติ เป็นไฉน?  สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่ เลื่อนลอยความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ อันใดนี้เรียกว่า สติ

--------------------------------------------------------------------
คำว่า สติ กับ สตินทรีย์ โดยอรรถะ มีความหมายเดียวกันรึเปล่าคะ
 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
paderm
paderm
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 07:49 น.

เรียนความเห็นที่ 9 ครับ

 [๘๖๗] สมถะ เป็นไฉน? ความตั้งอยู่แห่งจิต ฯลฯ สัมมาสมาธิ อันใด นี้เรียกว่า สมถะ.วิปัสสนา เป็นไฉน? ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด นี้เรียกว่าวิปัสสนา.
--------------------------------------------------------------------------
สงสัยอีกนิดค่ะ ว่าแล้วอย่างการจำได้ว่าของไว้ตรงโน้น ตรงนี้ ไม่ใช่เป็นสติที่ระลึก สภาพธรรม แต่เป็นความไม่ลืม เป็นสติคนละประเภทใช่มั้ยคะ ตามข้อความนี้ค่ะ ----------------------------------------------------------------
หากได้ศึกษาในส่วนพระอภิธรรม สติเจตสิก เป็นสภาพธรรมฝ่ายดี เกิดกับจิตที่ดีงาม ที่เป็น โสภณจิตเท่านั้น มีกุศลจิต เป็นต้น แต่จะไม่เกิดกับ จิตที่ไมดี คือ อกุศลจิตเลยครับ ดังนั้น การจำได้โดยนัยนี้  ว่าของวางไว้ตรงไหน เช่น จำได้ว่าวางปากกาไว้ตรงนี้ ขณะนั้น จิตเป็นกุศลหรือไม่ เพราะ ตามที่กล่าวมา คือ สติเจตสิก จะต้องเกิดกับจิตที่ดีงาม มี กุศลจิต เป็นต้น ดังนั้น ขณะใดที่เป็นกุศล ขณะนั้น มีสติเกิดร่วมด้วย ซึ่งขณะที่เป็นกุศล คือ ขณะที่ให้ทาน รักษาศีล เจริญสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนาเพราะฉะนั้น ขณะที่จำได้ว่าของวางไว้ตรงไหน เป็นกุศลขั้นไหน ทาน ศีล สมถภาวนาวิปัสสนา คำตอบ คือ ไม่ใช่กุศลขั้นไหนเลยครับ เพียงจำได้ หมายรู้ว่าของวางไว้ตรงนี้ดังนั้น ขณะนั้น ไม่ได้มีสติเกิดร่วมด้วย หรือแม่ค้า จำได้ ว่า จะต้องใส่มะเขือกี่ลูก ในการทำแกงไก่ จำได้ ว่ามีดวางไว้ตรงไหน จำได้ จะต้องใส่เครื่องปรุงเท่าไหร่ ถ้าเป็นเช่นนั้นแม่ค้าก็รวยกุศล คือ กุศลเกิดบ่อยในขณะที่ทำแกงไก่ เพราะสติเกิดกับกุศลจิตครับ แต่การจำได้ ระลึกได้ ที่เป็นกุศล คือ จำได้ ระลึกได้ที่จะทำกุศล เช่น เมื่อวานตั้งใจที่จะใส่บาตรกับพระภิกษุในวันพรุ่งนี้ พอถึงวันพรุ่งนี้ สติก็เกิด จำได้ระลึกได้ ว่า วันนี้ต้องให้ทาน ใส่บาตร นี่คือ จำได้ ระลึกได้ ที่เป็นไปในทางกุศล จึงมีสติเกิดร่วมด้วยในขณะนั้นครับ เพราะฉะนั้น การศึกษาพระธรรม ก็ต้องโยงโดยทุกนัย ทั้งพระอภิธรรม และ พระสูตรเพื่อความไม่เข้าใจผิดในพยัญชนะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง แม้แต่การจำได้หมายรู้ที่เป็นเรื่องของสติครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
paderm
paderm
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 08:04 น.

และจากคำถามต่อที่ว่า
[๘๖๕] สติ เป็นไฉน?  สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอยความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ อันใดนี้เรียกว่า สติ
-----------------------------------------------------------------------------------

คำว่า สติ กับ สตินทรีย์ โดยอรรถะ มีความหมายเดียวกันรึเปล่าคะ
----------------------------------------------------------------------
สติ และ สตินทรีย์ มีความแตกต่างกัน ดังนี้ สติเป็นสภาพธรรมที่ระลึก เกิดกับจิตที่เป็นกุศลทุกประเภท ทั้งกุศลขั้นทาน ศีล และภาวนา เช่น ขณะที่ให้ทาน ก็มีสติระลึกที่จะให้ เป็นสติขั้นทาน ขณะ รักษาศีล หรือ งดเว้นที่จะไม่ฆ่า ก็มีสติระลึกที่จะงดเว้นจากบาปใขณะนั้น เป็น สติขั้นศีล  ขณะที่เจริญสมถภาวนา ขณะนั้น ก็มีสติ เช่น ระลึกเป็นไปในการระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า เป็น พุทธานุสสติ และขณะที่เจริญวิปัสสนา มีสติเกิดร่วมด้วย ระลึกเป็นไปในการรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา แต่ สติ บางขั้น เป็นสตินทรีย์ และ สติบางขั้น ไม่เป็นสตินทรีย์ สติที่เป็นกุศลขั้นทาน ศีล ไม่มีกำลัง ยังไม่แก่กล้า ไม่ใช่ สตินทรีย์ เพราะไม่ได้ประกอบด้วยปัญญาในการเจริญอบรมภาวนา แต่ ถ้าเป็น สติ ในการเจริญ สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนาสตินั้น ประกอบด้วยปัญญาระดับสูง สติ นั้นจึงเป็น สตินทรีย์ เป็นใหญ่ และมีกำลังเพราะประกอบด้วยปัญญา และเป็นการเจริญภาวนาครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
debit_a
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 09:43 น.

ขอบคุณค่ะ ขออนุโมทนา

สรุปคือสติที่ทำให้ถึงพระนิพพาน คือ ต้องเป็นสติที่ประกอบด้วยปัญญา (สตินทรีย์) ส่วนสติขั้นทาน ศีล เป็นสติที่ยังไม่ถึงขั้นที่ใช้ในการเจริญวิปัสสนาระลึกสภาพธรรม ถูกมั้ยคะ
--------------------------------------------------------------------------
คือเมื่อเช้าฟังวิทยุของมูลนิธิ ได้ยินอ. เล่าเรื่องเกี่ยวกับชายคนนึงที่ระลึกถึงเรื่องเงินที่มีคนไม่ได้คืนมา ผ่านมาเป็นสิบปี แล้วก็ระลึกได้  อย่างนี้มันเป็นสติขั้นไหนคะ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
เซจาน้อย
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 09:45 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
paderm
paderm
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 10:31 น.

เรียนความเห็นที่ 12 ครับ
จากที่ คุณ debit_a กล่าวมาที่ว่า  สรุปคือสติที่ทำให้ถึงพระนิพพาน คือ ต้องเป็นสติที่ประกอบด้วยปัญญา (สตินทรีย์) ส่วน สติขั้นทาน ศีล เป็นสติที่ยังไม่ถึงขั้นที่ใช้ในการเจริญวิปัสสนาระลึกสภาพธรรม ถูกมั้ยคะ
---------------------------------------------------------------------
คุณ debit_a  มีความเข้าใจถูกต้องแล้วครับ ในเรื่องสติ ตามที่กล่าวมา ขออนุโมทนา ด้วยครับ ในความเห็นถูก
*************************************************
คือเมื่อเช้าฟังวิทยุของมูลนิธิ ได้ยินอ. เล่าเรื่องเกี่ยวกับชายคนนึงที่ระลึกถึงเรื่องเงิน ที่มีคนไม่ได้คืนมา ผ่านมาเป็นสิบปี แล้วก็ระลึกได้อย่างนี้มันเป็นสติขั้นไหนคะ
-------------------------------------------------------------------
     สำหรับเรื่องราวที่ได้ฟังมานั้น คือ ชายคนนี้เป็นพ่อค้า และก็มีคนนำใบเรียกเก็บเงินมาให้ ซึ่ง ใบเรียกเก็บเงินนั้น ขาดไป หนึ่งพันบาท แต่พ่อค้าคนนั้น ก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร(ซึ่งที่จริงพ่อค้าคนนั้นจะต้องทักท้วงและจ่ายเพิ่มตามจริงอีก หนึ่งพันบาท) พ่อค้าท่านนั้นก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร เวลาผ่านไปหลายปี พ่อค้าท่านนั้นก็ได้ฟังรายการแนวทางเจริญวิปัสสนา ได้ฟังพระธรรมเพิ่มขึ้น ครั้งที่  1 ครั้งที่ 2 หลายๆครั้งเข้า จนเวลาผ่านไป 10 ปี ท่านก็ระลึกได้ว่า ควรบอก ในสิ่งที่ตัวท่านยังไม่ได้ให้เงิน อีก หนึ่งพันบาท  ท่านจึงเรียกคนที่ส่งใบเก็บเงินมา และบอกความจริงว่า ยอดใบเก็บเงินยังขาดไปอีกหนึ่งพันบาท ท่านผู้เก็บเงิน ดีใจมาก และกล่าวว่า เป็นผู้มีความจำดี เวลาผ่านไปหลายปียังจำได้ พ่อค้าท่านนั้นก็เลย จ่ายเงิน หนึ่งพัน คืนไป ในส่วนที่ขาด 

      คำถาม คือ การที่พ่อค้าจำได้ และระลึกได้ว่าควรจ่ายส่วนที่เหลือ เป็นสติไหม  เป็นสติ เพราะ เป็นกุศลจิตที่คิดจะใช้ ในส่วนที่ตัวเองติดไว้ เป็นการงดเว้นจากบาปที่ไม่ยอมคิดจ่ายตอนแรก เกิด หิริ โอตตัปปะ จึงจ่าย ส่วนที่เหลือครับ ด้วยกุศลจิตนั่นเองก็สรุปว่า เป็นผู้มีสติในขณะนั้น โดยเป็นสติขั้นทานที่คิดจะให้ ในขณะนั้น และ ขณะที่คิดที่จะงดเว้นจากการถือเอาทรัพย์ของคนอื่น ที่เป็นอทินนาทาน โดยการใช้คืน ก็เป็นสติขั้นศีลในขณะนั้นด้วยครับ ซึ่งอาศัยการฟังพระธรรมรายการแนวทางเจริญวิปัสสนาและเป็นผู้มีปกติเจริญสติปัฏฐาน จึงเกื้อกูลต่อ การเกิดสติที่ระลึกได้ในสิ่งที่ผ่านไปแล้วในทางกุศลธรรมครับ และ สรุปว่า แต่การระลึกได้ในทางอกุศล ไม่ใช่สติครับ

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
daris
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 12:04 น.

ขออนุญาตเรียนถามอาจารย์ผเดิมเพิ่มเติมครับจากข้อความของอาจารย์ในความคิด

เห็นที่ 14 เกี่ยวกับพ่อค้าคนนั้นครับ
ถามว่า การกระทำนั้นของพ่อค้าคนนั้นถือเป็น อทินนาทาน หรือไม่ครับ?

A: คือ 10 ปีก่อน จิตที่คิดอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่น เป็นอกุศลจิต และได้มีการกระทำลงไปแล้วคือ ไม่ทักท้วงเมื่อรู้ว่าตนยังติดเงินผู้ที่เรียกเก็บเงิน

ฺB: แต่ 10 ปีให้หลังเกิดกุศลจิตระลึกได้ จึงนำเงินที่ติดไว้ไปคืนสงสัยว่าทั้งหมดเป็นอทินนาทาน หรือไม่?

1. ถือว่า A + B เป็นเหตุการณ์เดียวกัน ผลลัพท์สุดท้ายคือ ไม่ได้มีการถือเอาทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตน แสดงว่า ไม่ใช่เป็นอทินนาทานหรือ

2. ถือว่า A และ B เป็นคนละเหตุการณ์ คือเป็นจิตคนละขณะ เหตุการณ์ A สำเร็จลงแล้ว ได้ทรัพย์ที่ไม่ใช่ของตนมาแล้ว จบไปเป็นอทินนาทาน สำเร็จเป็นอกุศลกรรมบทเหตุการณ์ B เป็นกุศลจิตขั้นทาน คือมีการให้ของที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น

ขอกราบขอบพระคุณครับ  ขออนุโมทนาในกุศลจิตของอาจารย์ผเดิม อาจารย์คำปั่น ท่านผู้ตั้งกระทู้ และจิต  ที่เป็นกุศลของพ่อค้าคนนั้นครับ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
paderm
paderm
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 12:25 น.

เรียนความเห็นที่ 15 ครับ

     เหตุการร์ A คือ พ่อค้า หากมีเจตนาไม่จ่าย ทั้งๆที่รู้อยู่ โดยที่นำของๆเขาไปแล้ว แต่เจตนาไม่จ่ายให้ครบ  เท่ากับมีเจตนา ลักของเขา เพราะมีเจตนาจ่ายไม่ครบ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ก็มีเจตนาลักขโทมยในขณะนั้น และก็ต้องดูที่ เจ้าของทรัพย์ ทราบหรือไม่ว่า ยังติดอยู่หนึ่งพันตอนนั้น หากเจ้าของทรัพย์ไม่รู้ ไม่ได้มีเจตนาหวงแหนในทรัพย์นั้น คือหนึ่งพัน ก็ไม่ครบองค์กรรมบถครับ แต่ผู้เป็นพ่อค้า มีเจตนา ลักขโมย ทุจริตแล้ว แต่จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับองค์ข้ออื่นตามที่กล่าวมาครับ ซึ่ง หากครบองค์กรรมบทตามที่กล่าวมาก็เป็นอทินนาทานส่วน เหตุการณ์ B  แต่ 10 ปีให้หลังเกิดกุศลจิตระลึกได้ จึงนำเงินที่ติดไว้ไปคืน

     หากเหตุการณ์ A ครบองค์กรรมบถ ก็เป็นอทินนาทาน ภายหลัง เอาเงินไปคืน กรรมสำเร็จแล้ว ก็เป็นอทินนาทานไปแล้ว ส่วนการเอาเงินมาคืน ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้กรรมบถ ในเหตุการณ์เมื่อครั้งก่อนหายไป เพราะการคืนเงิน เพราะกรรมสำเร็จไปแล้วเปรียบเหมือน คนที่ขโมยของไป การขโมยสำเร็จแล้ว ภายหลัง โจรสำนึกผิดก็เอาของมาคืน การเอาของมาคืนก็เป็นจิตอีกขณะหนึ่ง ที่เห็นโทษของกิเลสนั่นเองครับ เปรียบเหมือน การที่เราสำนึกผิด เช่น ทำบาป ด่า ว่าพ่อแม่ ไป ภายหลัง สำนึกผิด ก็เลยขอโทษพ่อแม่ แต่กรรมสำเร็จไปแล้วครับ แต่การสำนึกผิด ขอโทษก็เป็นกุศลจิตอีกขณะหนึ่งครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
daris
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 14:21 น.

กราบขอบพระคุณอาจารย์ผเดิมครับ ธรรมช่างละเอียดลึกซึ้งยิ่งนัก

 
  ความคิดเห็นที่ 18  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 17:28 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น   
ขออนุญาตร่วมแสดงความคิดเห็น สืบเนื่องจากความคิดเห็นที่ ๑๕ ด้วยครับ   

รายการแนวทางเจริญวิปัสสนา ที่ออกอากาศทางสถานีวิทยุ สทร. ๒ บางนา ประจำวันจันทร์ที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๖.๐๐ - ๐๗.๐๐ น. นั้น เป็นครั้งที่ ๑๒๐๙ - ๑๒๑๐ สำหรับเรื่องราวของพ่อค้าคนดังกล่าวที่ท่านอาจารย์สุจินต์บริหารวนเขตต์ ได้กล่าวถึง อยู่ในตอนที่ ๑๒๑๐ ถ้าสหายธรรมท่านใดมีเอ็มพีสามชุดเทปวิทยุ แผนที่ ๒๑ ก็สามารถเปิดฟังทบทวนได้ (รวมไปถึงฟังในตอนอื่น ๆ ด้วยครับ) โดยปกติของผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ ยังไม่ได้ดับกิเลสใด ๆ เลย เป็นผลสืบเนื่องมาจากได้สะสมกิเลสมาอย่างยาวนานในสังสารวัฏฏ์ เมื่อได้เหตุได้ปัจจัย ก็เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ เพราะโลภะ มีกำลัง ติดข้องต้องการมาก  อยากได้ของ ๆ ผู้อื่นมาเป็นของตนจึงทำการทุจริตอย่างใดอย่างหนึ่ง ขณะนั้น สำเร็จเป็นอกุศลกรรมบถเรียบร้อยแล้ว กรรมที่ได้กระทำไปแล้ว สำเร็จแล้ว ไม่สามารถไปลบล้างได้ แต่เพราะได้อาศัยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ สภาพธรรมฝ่ายดี คือ กุศลธรรม ก็จะเจริญขึ้นคล้อยตามความเข้าใจที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ทำให้เป็นผู้มีความละอาย มีความเกรงกลัวต่ออกุศลมากขึ้น เห็นโทษภัยของอกุศลมากขึ้น ก็ปรุงแต่งให้มีการกระทำที่เป็นไปในทางที่ถูกที่ควรมากยิ่งขึ้น สิ่งใดที่เคยกระทำไม่ดี เคยผิดพลาด(คือ พลาดให้กับกิเลส) ก็จะแก้ไขให้ถูกต้อง ด้วยการเจริญกุศล กระทำในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ต่อไป  ขณะนั้นกุศลจิต ซึ่งเป็นจิตที่ดีงาม อันประกอบด้วยสติ ศรัทธา หิริโอตตัปปะ เป็นต้น เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งจะแตกต่างจากสภาพจิตที่เป็นอกุศล อย่างสิ้นเชิง แสดงให้เห็นถึงแสงสว่างของปัญญาจริง ๆ ที่จะเป็นเครื่องช่วยนำทางชีวิตให้แต่ละบุคคลดำเนินไปในทางที่เป็นกุศลยิ่งขึ้น เป็นการทำให้ออกห่างจากกุศล ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะออกห่างได้โดยสมบูรณ์เมื่อมรรคจิตเกิดขึ้นทำกิจประหารกิเลส ดับกิเลสได้ตามลำดับขั้น กิเลสใด ๆ ที่ดับได้แล้ว ก็จะไม่เกิดขึ้นอีกในสังสารวัฏฏ์ ครับ  
...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 19  
 
daris
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 19:23 น.

กราบขอบพระคุณอาจารย์คำปั่นครับ
ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 20  
 
วิริยะ
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 11:46 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 21  
 
debit_a
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 19:26 น.

ขอบคุณทุกท่านมากค่ะ ที่ร่วมสนทนา และตอบคำถามให้ ทั้งยังมีความเพียรไปหาข้อมูลเทปมาให้อีก ขอบพระคุณมากค่ะ เข้าใจมากขึ้นยิ่งกว่าเดิมเยอะเลย
ขออนุโมทนา โทษที มาช้าไปหน่อยค่ะ ^ ^"
คืออยากถามเพิ่มอีกค่ะ ไม่อยากตั้งใหม่ คือมีบางคนกล่าวว่า "ทุกคนสุดท้ายทุกคน ก็จบที่นิพพานเหมือนกันหมด" ประโยคนี้น่าเชื่อถือแค่ไหนคะ คือเมื่อเช้าฟังวิทยุ อ. บอกว่าการที่บุคคลคิดว่าสังสารวัฏนี้เกิดโดยไม่มีเหตุ เท่าที่พอจำได้ ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิคือพอพิจารณาดูก็คิดว่า ประโยคนี้ก็น่าจะเข้าข่ายเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นเช่นนั้นรึเปล่าคะ เพราะฟังดูแล้วเหมือนเราเล่นเกมอะไรซักอย่าง แล้วก็เข้าเส้นชัยเหมือนกันทุกคน

 
  ความคิดเห็นที่ 22  
 
paderm
paderm
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 19:42 น.

เรียนความเห็นที่ 21 ครับ

ถูกต้องครับ เป็นความเห็นผิด คือ เข้าใจว่า สุดท้าย สัตว์ทั้งหลาย ทั้งหมด ก็ย่อมถึงพระนิพพานกันทั้งสิ้น โดยเข้าใจว่าไม่มีเหตุอะไรเลย สุดท้ายก็ถึงพระนิพพานเอง ซึ่งขัดกับเรื่องเหตุและผล หลักของการกระทำ เพราะผู้ที่ไม่ได้สร้างเหตุ คือ อบรมปัญามา จะถึงพระนิพพานได้อย่างไรครับ ดังนั้น ความเห็นที่ว่า สุดท้าย สัตว์ทั้งหลาย ทั้งหมด ก็เข้าถึงพระนิพพานเอง โดยไม่มีเหตุอะไรทั้งสิ้น เป็นความเห็นผิดประการหนึ่ง ในทิฏฐิ 62 ครับ  ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 23  
 
debit_a
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 22:09 น.

ขอบคุณมากค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ