Loading...
  019821  พระพุทธเจ้าสอนให้ตอบสนองผู้มักโกรธ อาฆาตไว้อย่างไรบ้าง
homenumber5
วันที่ 1 ต.ค. 2554 11:03 น.
อ่าน 903
 
 

  เรียนท่านวิทยากร โลภะ โทสะ โมหะ สามองค์ธรรมยิ่งใหญ่นี้ มักมาจากโมหะที่ครอบงำ

กามาวจรบุคคลให้เวียนว่ายในสังสารวัฏฏไม่จบสิ้น เมื่อเกิดมาเป็นผู้น้อยและพบกับผู้ใหญ่

ที่มีโมหะ โทสะ มาก มักโกรธนั้น พระพุทธองค์ทรงเทสนาไว้อย่างไรบ้าง คะ

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
วันที่ 1 ต.ค. 2554 14:15 น.
 

                 ขอนอบน้อมแด่พระัรัตนตรัย

   ขึ้นชื่อว่ากิเลสแล้ว ไม่ว่าจะมากหรือน้อยและเป็นกิเลสประเภทใด ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ดี

เศร้าหมอง ไม่ควรเจริญและควรละด้วยปัญญา     สำหรับกิเลสที่เป็นโลภะ โทสะและ

โมหะเมื่อเกิดขึ้น ย่อมทำร้ายบุคคลนั้นเอง  เปรียบเหมือน ขุยไผ่เมื่อเกิดขึ้นย่อมทำร้าย

ต้นไผ่นั้นเองครับ ซึ่ง กิเลสคือโทสะ ที่เป็นสภาพธรรมที่ขุ่นใจ  ประทุษร้ายจิตของผู้ที

เกิด  เมื่อกิเลสคือโทสะมีกำลังมาก ย่อมเป็นผู้มักโกรธ  แต่สำหรับบางบุคคลเมื่อกิเลส

ที่เป็นโทสะมีกำลังย่อมถึงความเป็นผู้ผูกโกรธ ไม่ลืม และเป็นความอาฆาต   และเมื่อมี

กำลังมากย่อมแสดงออกมาทางกายและวาจาที่จะประทุษร้ายผู้อืนได้ครับ

    สำหรับพระธรรมเทศนาที่ได้แสดงในเรื่อง การจะทำอย่างไรในเมื่อพบผู้มักโกรธและ

ผูกโกรธ   พระธรรมของพระพุทธเจ้าทีทรงแสดง    ไม่มีส่วนไหนเลยที่จะเป็นไปให้เกิด

อกุศล      แต่พระองค์แสดงธรรมให้เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของกุศลและปัญญาครับ

ดังนั้น เมื่อมีการกระทำที่ไม่ดีของผู้อื่นทางกายและวาจา การพิจารณาด้วยความเห็นถก

ย่อมพิจารณาว่า

1.เพราะสัตว์มีกรรมเป็นของๆตน คือ ตัวเราเองย่อมเคยกรรมที่ไม่ดีเอาไว้ จึงทำให้ได้

ยินเสียงที่ไม่ดี ได้กระทบสัมผัสสิ่งที่ไม่ดีทางกาย เป็นต้น ดังนั้น เมื่อเป็นผลของกรรม

ที่ไม่ดีแล้วที่เกิดจากการกระทำกรรมที่ไม่ดีของเราเอง จะโทษใครได้ เพราะเป็นเราเอง

ที่ทำกรรมไว้ จึงไม่ควรทำกรรมใหม่ที่ไม่ดีอีกครับ 

2.ความเป็นผู้มีขันติ ประโยชน์ตนคือความอดทนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังนั้น ผู้ที่โกรธ

ย่อมเป็นอกุศลของบุคคลนั้นเอง ส่วนใจของผู้ที่ได้ยิน ได้รับการกระทำที่ไม่ดี   ก็ไม่ขึ้น

อยู่กับใจของผู้อื่นที่ผูกโกรธ ดังนั้น ควรรักษาประโยชน์ตนด้วยความไม่โกรธ มีขันติครับ

เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ... ประโยชน์ยิ่งกว่าขันติไม่มี [เวปจิตติสูตร]

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
paderm
วันที่ 1 ต.ค. 2554 15:03 น.
 

3. พิจารณาด้วยความเข้าใจบุคคลที่มีกิเลสเหมือนกัน  เข้าใจถูกครับว่า ตราบใดที่ยังมี

กิเลส   เป็นปุถุชน  ก็ยังเป็นผูหนาด้วยกิเลส จึงควรเห็นใจและเข้าใจว่าเมื่อเป็นเช่นนั้น

จึงเป็นธรรมดาที่จะยีงมีความโกรธและผูกโกรธ เพราะมีความไม่รู้ที่สะสสมมามากนั่นเอง

ครับ และสะสมกิเลสมามาก จึงทำให้เป็นผุ้มักโกรธ     อาศัยความเข้าใจถูกว่าทุกคนยัง

มีกิเลสและเป็นปุถุชน        ก็ย่อมเป็นธรรมจึงเป็นอย่างนั้น    จึงไม่ควรโกรธในสิ่งที่เป็น

ธรรมดาอย่างนั้นครับ

4.  มีเมตตา กรุณาในบุคคลนั้น คือ สงสารเห็นใจ  คนที่ทำไม่ดี  ผลที่ไม่ดีย่อมมีกับเขา

เมื่อบุคคลนั้นย่อมได้รับสิ่งที่ไม่ดี เพียงแค่ความโกรธเกิดขึ้นก็เผาจิตใจเขาเอง และเมื่อ

มีการกระทำทางกาย ทางวาจาที่ไม่ดี ก็ทำให้เขาต้องได้รับกรรมที่ไม่ดี    ตามสมควรแก่

กรรม จึงควรเห็นใจ มีเมตตา และ สงสารด้วยกรุณา กับบุคคลที่อาฆาต ผูกโกรธครับ

5.พิจารณาส่วนที่ดีของบุคคลนั้นแม้จะมีเล็กน้อย   ทุกคนก็ต้องมีส่วนที่ดีหรือไม่ดี เป็น

ธรรมดา  แม้จะมีไม่ดีมาก แต่ก็อาจจะมีความดีบ้าง    ก็พิจารณาส่วนที่ดีของเขาในขณะ

นั้น ก็ทำให้เห็นใจ เข้าใจบุคคลที่มักโกรธ ผูกโกรธได้ครับ

6.พิจารณาโดยเป็นสภาพธรรม ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ในความเป็นจริงไม่มีสัตว์ บุคคล มี

แต่ธรรม ดังนั้น จึงมีแต่จิต เจตสิกทีเกิดขึ้น ขณะที่อาฆาต โกรธ ก็เป็นเพียง จิต เจตสิก

ที่ไม่ดีที่เกิดขึ้น ไม่มีคนนั้นที่โกรธ ที่อาฆาต ดังนั้นจะโกรธ จิต เจตสิกที่ไม่ดีได้อย่างไร

เพราะเป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นและดับไปแต่ละขณะเท่านั้นครับ ขออนุโมทนา

เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ... ปฐมอาฆาตวินยสูตร - ทุติยอาฆาตสูตร  

อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์ 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
khampan.a
วันที่ 1 ต.ค. 2554 20:08 น.
 

          ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     กิเลส   เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต    ไม่ได้มีเพียงแค่  ๓ อย่าง คือ  โลภะ  โทสะ

โมหะ  เท่าันั้น  ยังมีอีกมาก  เช่น  ความไม่ละอายต่ออกุศล  ความไม่เกรงกลัวต่ออกุศล

ความฟุ้งซ่านไม่สงบแห่งจิต  เป็นต้น และ ทุกครั้งที่จิตเป็นอกุศล  ไม่ว่าจะเป็นประเภท

ใดก็ตาม  ก็จะมีโมหะ ซึ่งเป็นความหลงความไม่รู้เกิดร่วมด้วยทุกครั้ง    ขึ้นชื่อว่ากิเลส

แล้ว  ไม่เคยนำประโยชน์ใด ๆ มาให้เลยแม้แต่น้อย  เพราะเป็นสภาพธรรมที่ขจัดซึ่งคุณ

ความดี   พร้อมทั้งให้ผลเป็นทุกข์เท่านั้น        ตราบใดที่ยังมีกิเลส  ก็ยังต้องเวียนว่าย

ตายเกิดในสังสารวัฏฏ์อีกต่อไป

     พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษา  เป็นไปเพื่อความเข้าใจ

ถูก เห็นถูก  เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรม  ไม่ใช่อกุศลธรรม     ไม่มีพระพุทธ

พจน์แม้แต่บทเดียวที่ส่งเสริมหรือสนับสนุนให้คนเกิดอกุศลเลย  แม้เพียงเล็กน้อย  รวม

ถึงความโกรธ(โทสะ) ด้วย         เพราะโดยทั่วไปแล้วคนเรามักจะโกรธในคนที่ทำไม่ดี

แต่ความโกรธ ไม่ว่าเป็นใครโกรธ และ โกรธใคร ก็ไม่ดีด้วยกันทั้งนั้น เพราะเป็นอกุศล, 

เมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ไม่ว่าจะจากบุคคลอื่น หรือ เรืองอื่น ๆ ก็ตาม   ถ้าหากว่า

ไม่โกรธ    ไม่เกิดความไม่พอใจ     ก็นับว่าเป็นบุคคลที่หาได้ยาก   เพราะโดยปกติของ

ปุถุชนผู้ที่ยังหนาแน่นด้วยกิเลสแล้ว  กิเลสย่อมเกิดขึ้นมากเป็นธรรมดา    แต่ก็สามารถ

ขัดเกลาได้  ด้วยการศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ       ตามความเป็นจริงแล้ว พระธรรมสอน

ไม่ให้โกรธ   สอนไม่ให้อาฆาต    มีแต่สอนให้มีเมตตา มีความเป็นมิตรมีความเป็นเพื่อน

มีความหวังดีต่อผู้อื่น ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม  "การสอนให้โกรธ  ไม่มีในคำสอน

ทาง
พระพุทธศาสนา" 

    ความโกรธ    เป็นสภาพธรรมที่มีจริง  เกิดได้กับทุกบุคคลเมื่อได้เหตุได้ปัจจัย    แต่

บุคคลผู้มีปัญญาเท่านั้น  ที่จะเห็นโทษของความโกรธว่าเป็นอกุศลธรรมที่พึงละ     ไม่

ควรพอใจ     ไม่ควรยินดีที่จะโกรธต่อไป    เพราะความโกรธแม้เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อ

สะสมมากขึ้นก็อาจจะถึงขั้นผูกโกรธ  พยาบาท    เกลียดชัง แค้นเคือง ที่จะเป็นเหตุให้

เกิดการประทุษร้าย     ทางกาย  หรือทางวาจาในภายหน้า ได้        ซึ่งไม่เป็นผลดีเลย

ดังนั้น  ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง  จึงเป็นเครื่องเตือนที่ดี  และควรอย่างยิ่งที่

จะน้อมประพฤติตามด้วยความจริงใจ กล่าวคือ ควรมีเมตตา     มีความเป็นมิตร  มีความ

เป็นเพื่อนต่อบุคคลอื่น  ด้วยกาย  วาจา ใจ    เพราะเหตุว่าแต่ละบุคคลก็เป็นเพื่อนร่วม

เดินทางในสังสารวัฏฏ์เหมือนกันทั้งนั้น 
มีทั้งดีและไม่ดี เหมือนกันทั้งนั้น   การให้อภัย

เห็นใจ  และเข้าใจซึ่งกันและกัน  เป็นสิ่งที่
ถูกต้องสมควรที่สุด    แต่การไม่ชอบกัน การ

โกรธกัน การไม่พอใจกัน  ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย  มีแต่โทษอย่างเดียวเท่านั้น
ครับ.

                          ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
ธรรมรักขิต
วันที่ 2 ต.ค. 2554 09:38 น.
 
ขออนุโมทนาด้วยครับ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
homenumber5
วันที่ 2 ต.ค. 2554 09:40 น.
 
ขออนุโมทนา และขอบคุณค่ะ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
หลานตาจอน
วันที่ 2 ต.ค. 2554 14:10 น.
 
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
pat_jesty
วันที่ 2 ต.ค. 2554 18:09 น.
 
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
pamali
วันที่ 3 ต.ค. 2554 14:48 น.
 
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
nong
วันที่ 6 ต.ค. 2554 08:40 น.
 

 ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่
keyword keyword : -

Back to Top