Loading...
 19604   เรื่องนายพรานกุกกุฏมิตร [คาถาธรรมบท]
khampan.a
วันที่ 29 ส.ค. 2554 21:50 น.
อ่าน 806
 
 

  พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓   หน้า ๓๖

                         เรื่องนายพรานกุกุกฏมิตร    [๑๐๒] 

                                    ข้อความเบื้องต้น

         พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน  ทรงปรารภนายพรานชื่อ

กุกกุฏมิตร       ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า      " ปาณิมหิ เจ วโณ นาสฺส "

เป็นต้น.
                           ธิดาเศรษฐีรักพรานกุกกุฏมิตร

         ได้ยินว่า   ธิดาเศรษฐีคนหนึ่งในกรุงราชคฤห์   เจริญวัยแล้ว   เพื่อ

ประโยชน์แก่การรักษา  มารดาบิดาจึงมอบหญิงคนใช้ให้คนหนึ่ง  ให้อยู่ใน

ห้องบนปราสาท ๗ ชั้น     ในเวลาเย็นวันหนึ่ง     แลไปในระหว่างถนน

ทางหน้าต่าง   เห็นนายพรานคนหนึ่งชื่อกุกกุฏมิตร   ผู้ถือบ่วง ๕๐๐ และ

หลาว  ๕๐๐ ฆ่าเนื้อทั้งหลายเลี้ยงชีพ   ฆ่าเนื้อ ๕๐๐ ตัวแล้วบรรทุกเกวียน

ใหญ่ให้เต็มไปด้วยเนื้อสัตว์เหล่านั้น      นั่งบนแอกเกวียนเข้าไปสู่พระนคร

เพื่อต้องการขายเนื้อ  เป็นผู้มีจิตปฏิพัทธ์ในนายพรานนั้น  ให้บรรณาการ

ในมือหญิงคนใช้   ส่งไปว่า  " เจ้าจงไป     จงให้บรรณาการแก่บุรุษนั้น

รู้เวลาไป   (ของเขา)   แล้วจงมา. "

         หญิงคนใช้ไปแล้ว     ให้บรรณาการแก่นายพรานนั้นแล้ว     ถามว่า

" ท่านจักไปเมื่อไร ?"   นายพรานตอบว่า  " วันนี้เราขายเนื้อแล้ว       จัก

ออกไปโดยประตูชื่อโน้นแต่เช้าเทียว."   หญิงคนใช้ฟังคำที่นายพรานนั้น

บอกแล้ว   กลับมาบอกแก่นาง.

                                ธิดาเศรษฐีลอบหนีไปกับนายพราน

         ธิดาเศรษฐี      รวบรวมผ้าและอาภรณ์อันควรแก่ความเป็นของที่ตน

ควรถือเอา   นุ่งผ้าเก่า   ถือหม้อออกไปแต่เช้าตรู่เหมือนไปสู่ท่าน้ำกับพวก
 
นางทาสี  ถึงที่นั้นแล้วได้ยืนคอยการมาของนายพรานอยู่.     แม้นายพรานก็  

ขับเกวียนออกไปแต่เช้าตรู่.   ฝ่ายนางก็เดินตามหลังนายพรานนั้นไป.   เขา

เห็นนางจึงพูดว่า    " ข้าพเจ้าไม่รู้จักเจ้าว่า  ' เป็นธิดาของผู้ชื่อโน้น .'  แน่ะ

แม่     เจ้าอย่าตามฉันไปเลย. "     นางตอบว่า "ท่านไม่ได้เรียกฉันมา    ฉัน

มาตามธรรมดาของตน.    ท่านจงนิ่ง  ขับเกวียนของตนไปเถิด."    เขาห้าม

นางแล้ว  ๆ เล่า ๆ ทีเดียว.       ครั้นนางพูดกับเขาว่า  " อันการห้ามสิริอันมา

สู่สำนักของตนย่อมไม่ควร "       นายพรานทราบการมาของนางเพื่อตนโดย

ไม่สงสัยแล้ว   ได้อุ้มนางขึ้นเกวียนไป.

         มารดาบิดาของนางให้คนหาข้างโน้นข้างนี้ก็ไม่พบ สำคัญว่า  " นาง

จักตายเสียแล้ว "     จึงทำภัตเพื่อผู้ตาย.    แม้นางอาศัยการอยู่ร่วมกับนาย-

พรานนั้น  คลอดบุตร ๗ คนโดยลำดับ      ผูกบุตรเหล่านั้นผู้เจริญวัยเติบโต

แล้ว   ด้วยเครื่องผูกคือเรือน.

                            กุกกุฏมิตรอาฆาตในพระพุทธเจ้า

         ภายหลังวันหนึ่ง     พระศาสดาทรงตรวจดูสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่ง

ทรงเห็นนายพรานกุกกุฏมิตรกับบุตรและสะใภ้    เข้าไปภายในข่ายคือพระ-

ญาณของพระองค์   ทรงใคร่ครวญว่า   " นั่นเหตุอะไรหนอแล ? "    ทรง

เห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติมรรคของชนเหล่านั้นแล้ว      ทรงถือบาตรและ

จีวร     ได้เสด็จไปที่ดักบ่วงของนายพรานนั้นแต่เช้าตรู่.     วันนั้นแม้เนื้อ

สักตัวหนึ่งก็มิได้ติดบ่วง.

        พระศาสดาทรงแสดงรอยพระบาท     ที่ใกล้บ่วงของเขาแล้วประทับ

นั่งที่ใต้ร่มพุ่มไม้พุ่มหนึ่งข้างหน้า.       นายพรานกุกกุฏมิตรถือธนูไปสู่บ่วง
 
แต่เช้าตรู่    ตรวจดูบ่วงจำเดิมแต่ต้น      ไม่พบแม้ตัวเดียวซึ่งติดบ่วง  ได้

เห็นรอยพระบาทของพระศาสดาแล้ว.   ทีนั้นเขาได้ดำริฉะนี้ว่า " ใครเที่ยว

ปล่อยเนื้อตัวติด (บ่วง) ของเรา."    เขาผูกอาฆาตในพระศาสดา   เมื่อเดิน

ไปก็พบพระศาสดาประทับนั่งที่โคนพุ่มไม้คิดว่า   " สมณะองค์นี้ปล่อยเนื้อ

ของเรา  เราจักฆ่าสมณะนั้นเสีย"  ดังนี้แล้ว   ได้โก่งธนู.

         พระศาสดาให้โก่งธนูได้ (แต่)  ไม่ให้ยิง (ธนู) ไปได้.       เขาไม่อาจ

ทั้งเพื่อปล่อยลูกศรไป ทั้งไม่อาจที่ลดลง  มีสีข้างทั้ง ๒ ปานดังจะแตกมีน้ำ

ลายไหลออกจากปาก   เป็นผู้อ่อนเพลีย  ได้ยืนอยู่แล้ว.

         ครั้งนั้น    พวกบุตรของเขาไปเรือนพูดกันว่า   " บิดาของเราล่าช้า

อยู่    จักมีเหตุอะไรหนอ ?"      อันมารดาส่งไปว่า " พ่อทั้งหลาย  พวกเจ้า

จงไปสู่สำนักของบิดา."   ต่างก็ถือธนูไปเห็นบิดายืนอยู่เช่นนั้น  คิดว่า  " ผู้

นี้ จักเป็นศัตรูของบิดาพวกเรา"      ทั้ง ๗ คนโก่งธนูแล้ว           ได้ยืนอยู่

เหมือนกับบิดาของพวกเขายืนแล้ว      เพราะอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า.

                        กุกกุฏมิตรเลิกอาฆาตในพระพุทธเจ้า

         ลำดับนั้น มารดาของพวกเขาคิดว่า  " ทำไมหนอแล ?  บิดา (และ)

บุตรจึงล่าช้าอยู่ "  ไปกับลูกสะใภ้๗ คน  เห็นชนเหล่านั้นยืนอยู่อย่างนั้น

คิดว่า  " ชนเหล่านั้นยืนโก่งธนูต่อใครหนอแล ?"   แลไปก็เห็นพระศาสดา

จึงประคองแขนทั้ง  ๒ ร้องลั่นขึ้นว่า       " พวกท่านอย่ายังบิดาของเราให้

พินาศ   พวกท่านอย่ายังบิดาของเราให้พินาศ."

         นายพรานกุกกุฏมิตรได้ยินเสียงนั้นแล้ว  คิดว่า   " เราฉิบหายแล้ว

หนอ,  นัยว่า ผู้นั้นเป็นพ่อตาของเรา    ตายจริง  เราทำกรรมหนัก."   แม้

พวกบุตรของเขาก็คิดว่า   " นัยว่า  ผู้นั้นเป็นตาของเรา,  ตายจริง  เราทำ
 
กรรมหนัก. "   นายพรานกุกกุฏมิตร  เข้าไปตั้งเมตตาจิตไว้ว่า   " คนนี้เป็น

พ่อตาของเรา. "   แม้พวกบุตรของเขาก็เข้าไปตั้งเมตตาจิตว่า   " คนนี้เป็น

ตาของพวกเรา."  ขณะนั้น ธิดาเศรษฐีผู้มารดาของพวกเขา   พูดว่า " พวก

เจ้าจงทิ้งธนูเสียโดยเร็วแล้วให้บิดาของฉันอดโทษ."

                            เขาทั้งหมดสำเร็จโสดาปัตติผล

         พระศาสดา  ทรงทราบจิตของเขาเหล่านั้นอ่อนแล้ว  จึงให้ลดธนูลง

ได้.  ชนเหล่านั้นทั้งหมด  ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว   ให้พระองค์อดโทษ

ว่า    " ข้าแต่พระองค์เจริญ     ขอพระองค์ทรงอดโทษแก่ข้าพระองค์  ดัง

นี้แล้ว   นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.  ลำดับนั้นพระศาสดา   ตรัสอนุปุพพีกถาแก่

พวกเขา  ในเวลาจบเทศนา  นายพรานกุกกุฎมิตรพร้อมทั้งบุตรและสะใภ้

มีตนเป็นที่ ๑๕     ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว.     พระศาสดาเสด็จเที่ยวไป

บิณฑบาต  ได้เสด็จไปสู่วิหารภายหลังภัต.   ลำดับนั้น  พระอานนท์เถระ

ทูลถามพระองค์ว่า   " วันนี้พระองค์เสด็จไปไหน ?  พระเจ้าข้า. "

         พระศาสดา.   ไปสำนักของกุกกุฏมิตร  อานนท์.

         พระอานนท์.   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  นายพรานกุกกุฏมิตรพระองค์

ทำให้เป็นผู้ไม่ทำกรรมคือปาณาติบาตแล้วหรือ ? พระเจ้าข้า.

         พระศาสดา.   เออ อานนท์ นายพรานกุกกุฏมิตรนั้นมีตนเป็นที่  ๑๕

ตั้งอยู่ในศรัทธาอันไม่คลอนแคลน   เป็นผู้หมดสงสัยในรัตนะ ๓ เป็นผู้ไม่

ทำกรรมคือปาณาติบาตแล้ว .

         พวกภิกษุกราบทูลว่า " แม้ภริยาของเขามีมิใช่หรือ ?  พระเจ้าข้า "

พระศาสดา ตรัสว่า  " อย่างนั้น  ภิกษุทั้งหลาย,  นางเป็นกุมาริกาในเรือน

ของผู้มีตระกูลเทียว  บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว. "
 
                                   พระโสดาบันไม่ทำบาป

         พวกภิกษุสนทนากันว่า   " ได้ยินว่า  ภริยาของนายพรานกุกกุฏมิตร

บรรลุโสดาปัตติผลในกาลที่ยังเป็นเด็กหญิงนั่นแล   แล้วไปสู่เรือนของนาย-

พรานนั้น  ได้บุตร ๗ คน.   นางอันสามีสั่งตลอดกาลเท่านี้ว่า  ' หล่อนจง

นำธนูมา  นำลูกศรมา  นำหอกมา  นำหลาวมา   นำข่ายมา.'        ได้ให้สิ่ง

เหล่านั้นแล้ว,   นายพรานนั้นถือเครื่องประหารที่นางให้ไปทำปาณาติบาต;

แม้พระโสดาบันทั้งหลายยังทำปาณาติบาตอยู่หรือหนอ ? "

         พระศาสดาเสด็จมาแล้ว  ตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย  บัดนี้  พวกเธอ

นั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? "     เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า

" ด้วยเรื่องชื่อนี้."       ตรัสว่า   " ภิกษุทั้งหลาย       พระโสดาบันย่อมไม่ทำ

ปาณาติบาต.   แต่นางได้ทำอย่างนั้น   ด้วยคิดว่า   'เราจักทำตามคำสามี.'

จิตของนางไม่มีเลยว่า   สามีนั้นจงถือเอาเครื่องประหารนี้ไปทำปาณาติบาต;

จริงอยู่  เมื่อแผลในฝ่ามือไม่มี   ยาพิษนั้นก็ไม่อาจจะให้โทษแก่ผู้ถือยาพิษได้

ฉันใด    ชื่อว่าบาปย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ทำบาป       แม้นำเครื่องประหารทั้งหลาย

มีธนูเป็นต้นออกให้     เพราะไม่มีอกุศลเจตนา ฉันนั้นเหมือนกัน,    ดังนี้แล้ว

เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม  จึงตรัสพระคาถานี้ว่า

              ๘.  ปาณิมฺหิ  เจ  วโณ  นาสฺส         หเรยฺย  ปาณินา  วิส

                     นาพฺพณ   วิสมเนฺวติ                นตฺถิ  ปาป  อกุพฺพโต.

                         " ถ้าแผลไม่พึงมีในฝ่ามือไซร้,    บุคคลพึงนำยา

                  พิษไปด้วยฝ่ามือได้,  เพราะยาพิษย่อมไม่ซึมเข้าสู่ฝ่า

                  มือที่ไม่มีแผล     ฉันใด,   บาปย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ทำอยู่

                  ฉันนั้น." 
 
                                                 แก้อรรถ

         บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า นาสฺส แปลว่า  ไม่พึงมี.

         บทว่า  หเรยฺย   แปลว่า  พึงอาจนำไปได้.

         ถามว่า  " เพราะเหตุไร ?  "

         แก้ว่า    " เพราะยาพิษไม่ซึมไปสู่ฝ่ามือที่ไม่มีแผล "    จริงอยู่  ยาพิษ

ย่อมไม่อาจซึมซาบเข้าสู่ฝ่ามือที่ไม่มีแผล ฉันใด;  ชื่อว่าบาปย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่

ทำบาป     แม้นำเครื่องประหารทั้งหลายมีธนูเป็นต้นออกให้       เพราะไม่มี

อกุศลเจตนา ฉันนั้นเหมือนกัน,    แท้จริง บาปย่อมไม่ติดตามจิตของบุคคล

นั้น  เหมือนยาพิษไม่ซึมเข้าไปสู่ฝ่ามือที่ไม่มีแผลฉะนั้น   ดังนี้แล.

         ในกาลจบเทศนา     ชนเป็นอันมาก      บรรลุอริยผลทั้งหลายมีโสดา-

ปัตติผลเป็นต้นแล้ว.

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
khampan.a
วันที่ 29 ส.ค. 2554 21:53 น.
 

                   บุรพกรรมของกุกกุฏมิตรพร้อมด้วยบุตรและสะใภ้

         โดยสมัยอื่น  พวกภิกษุสนทนากันว่า " อะไรหนอเเล เป็นอุปนิสัย

แห่งโสดาปัตติมรรค     ของนายพรานกุกกุฏมิตร   ทั้งบุตร   และสะใภ้ ?

นายพรานกุกกุฏมิตรนี้   เกิดในตระกูลของพรานเนื้อเพราะเหตุอะไร ? "

         พระศาสดาเสด็จมาแล้ว   ตรัสถามว่า   " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้  พวก

เธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ  ? "      เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า

" ด้วยเรื่องชื่อนี้. "  ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย  ในอดีตกาล  หมู่ชนจัดสร้าง

เจดีย์บรรจุพระธาตุของพระกัสสปทสพล  กล่าวกันอย่างนี้ว่า " อะไรหนอ

จักเป็นดินเหนียว ?   อะไรหนอ  จักเป็นน้ำเชื้อ  แห่งเจดีย์นี้ ?  ่ ่
 
                               การสร้างเจดีย์ในสมัยก่อน

         ทีนั้น    พวกเขาได้มีปริวิตกนี้ว่า " หรดาลและมโนสิลาจักเป็นดิน-

เหนียว    น้ำมันงาจักเป็นน้ำเชื้อ. "     พวกเขาตำหรดาลและมโนสิลาแล้ว

ผสมกับน้ำมันงา  ก่อด้วยอิฐ   ปิดด้วยทองคำ   แล้วเขียนลวดลายข้างใน.

แต่ที่มุขภายนอกมีอิฐเป็นทองทั้งแท่งเทียว    อิฐแผ่นหนึ่ง ๆ ได้มีค่าแสน

หนึ่ง.     พวกเขาเมื่อเจดีย์สำเร็จแล้ว   จนถึงกาลจะบรรจุพระธาตุ  คิดกัน

ว่า " ในกาลบรรจุพระธาตุ  ต้องการทรัพย์มาก    พวกเราจักทำใครหนอ

แล  ให้เป็นหัวหน้า ? "

                         แย่งกันเป็นหัวหน้าในการบรรจุพระธาตุ

         ขณะนั้น    เศรษฐีบ้านนอกคนหนึ่ง   กล่าวว่า  " ข้าพเจ้า  จักเป็น

หัวหน้า " ได้ใส่เงิน ๑ โกฏิ ในที่บรรจุพระธาตุ.  ชาวแว่นแคว้นเห็นกิริยา

นั้น    ติเตียนว่า  " เศรษฐีในกรุงนี้   ย่อมรวบรวมทรัพย์ไว้ถ่ายเดียว,  ไม่

อาจเป็นหัวหน้าในเจดีย์เห็นปานนี้ได้.    ส่วนเศรษฐีบ้านนอก    ใส่ทรัพย์

๑ โกฏิ  เป็นหัวหน้าทีเดียว."

         เศรษฐีในกรุงนั้น      ได้ยินถ้อยคำของชนเหล่านั้นแล้ว      กล่าวว่า

" เราจักให้ทรัพย์ ๒ โกฏิแล้วเป็นหัวหน้า "   ได้ให้ทรัพย์ ๒ โกฏิแล้ว.

         เศรษฐีบ้านนอกคิดว่า " เราเองจักเป็นหัวหน้า "     ได้ให้ทรัพย์ ๓

โกฎิ. ครั้นเศรษฐีทั้ง ๒ เพิ่มทรัพย์กันด้วยอาการอย่างนั้น.  เศรษฐีในกรุง

ได้ให้ทรัพย์ ๘ โกฏิแล้ว.

         ส่วนเศรษฐีบ้านนอก  มีทรัพย์ ๙ โกฏิเท่านั้นในเรือน.    เศรษฐีใน

กรุงมีทรัพย์  ๔๐ โกฏิ.      เพราะฉะนั้น  เศรษฐีบ้านนอก   จึงคิดว่า " ถ้า

เราให้ทรัพย์ ๙ โกฏิไซร้.         เศรษฐีนี้จักกล่าวว่า " เราจักให้๑๐ โกฏิ." 

เมื่อเป็นเช่นนั้น  ความหมดทรัพย์ของเราจักปรากฏ "  เธอจึงกล่าวอย่างนั้น

ว่า " เราจักให้ทรัพย์ประมาณเท่านี้,  และเราทั้งลูกและเมียจักเป็นทาสของ

เจดีย์  ดังนี้แล้ว    พาบุตรทั้ง ๗ คน      สะใภ้ทั้ง ๗ คนและภริยา       มอบ

แก่เจดีย์พร้อมกับตน.

                              เศรษฐีบ้านนอกได้เป็นหัวหน้า

         ชาวแว่นแคว้นทำเศรษฐีบ้านนอกนั้นให้เป็นหัวหน้า      ด้วยอ้างว่า

"ชื่อว่าทรัพย์ใคร ๆ ก็อาจให้เกิดขึ้นได้,      แต่เศรษฐีบ้านนอกนี้พร้อมทั้ง

บุตรและภริยา    มอบตัว   (เฉพาะเจดีย์).  เศรษฐีนี้แหละจงเป็นหัวหน้า."

ชนทั้ง ๑๖ คนนั้น  ได้เป็นทาสของเจดีย์ด้วยประการฉะนี้.      แต่ชาวแว่น-

แคว้นได้ทำพวกเขาให้เป็นไท.  แต่เมื่อเป็นเช่นนั้น  พวกเขาก็ปฏิบัติเจดีย์

นั้นแล    ดำรงอยู่ตลอดอายุ   จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว    บังเกิดในเทวโลก.

เมื่อชนเหล่านั้น อยู่ในเทวโลกตลอด ๑ พุทธันดร ในพุทธุปบาทนี้    ภริยา

จุติจากเทวโลกนั้น  บังเกิดเป็นธิดาเศรษฐีในกรุงราชคฤห์.

                           คติของผู้ไม่เห็นสัจจะไม่แน่นอน

         นางยังเป็นเด็กหญิงเทียว  บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว.  ก็ชื่อว่าปฏิสนธิ

ของสัตว์ผู้ยังไม่เห็นสัจจะ     เป็นภาระหนัก   เพราะฉะนั้น   สามีของนาง

จึงเวียนกลับไปเกิดในสกุลพรานเนื้อ.        ความสิเนหาในก่อนได้ครอบงำ

ธิดาของเศรษฐี    พร้อมกับการเห็นนายพรานกุกกุฏมิตรนั้นแล.     จริงอยู่

แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า   ก็ตรัสคำนี้ไว้ว่า                                      

                        " ความรักนั้น    ย่อมเกิด    เพราะอาศัยเหตุ ๒

              ประการ   อย่างนี้  คือ       เพราะการอยู่ร่วมกันในกาล

              ก่อน ๑  เพราะการเกื้อกูลกันในปัจจุบัน ๑  ดุจดอกบัว

              เกิดในน้ำ   (เพราะอาศัยเปือกตมและน้ำ)     ฉะนั้น."

         ธิดาของเศรษฐีนั้น   ได้ไปสู่ตระกูลของพรานเนื้อเพราะความสิเนหา

ในปางก่อน,    แม้พวกบุตรของนางก็จุติจากเทวโลก      ถือปฏิสนธิในท้อง

ของนางนั้นแล.

         แม้เหล่าสะใภ้ของนาง       บังเกิดในที่นั้น ๆ เจริญวัยแล้ว      ได้ไป

สู่เรือนของชนเหล่านั้นนั่นแหละ.    ชนเหล่านั้นทั้งหมด ปฏิบัติเจดีย์ในกาล

นั้น    ด้วยประการฉะนี้แล้ว     จึงได้บรรลุโสดาปัตติผล   ด้วยอานุภาพแห่ง

กรรมนั้น  ดังนี้แล.

                                เรื่องนายพรานกุกกุฏมิตร  จบ.

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
ผ้าเช็ดธุลี
วันที่ 11 พ.ย. 2554 10:00 น.
 

*** กราบขอบพระคุณอย่างสูง  และ  ขออนุโมทนากุศลจิตอย่างนี้ครับ ***

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top