Loading...
 18926   การสังคายนาพระไตรปิฏก ครั้งที่ 2
hyper
วันที่ 12 ส.ค. 2554 16:22 น.
อ่าน 1,439
 
 
 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
paderm
วันที่ 12 ส.ค. 2554 16:46 น.
 

                 ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

ประวัติการทำสังคายนาครั้งที่ 2 ฝ่ายเถรวาท

การสังคายนาครั้งที่ ๒ ของเถรวาท เมื่อพุทธศักราช ๑๐๐ คือ

       หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 100 ปี  ณ วาลิการาม เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี

     การสังคายนาครั้งที่ ๒ ปรารถพวกภิกษุวัชชีบุตรแสดงวัตถุ ๑๐ ประการ นอกธรรม

นอกวินัย พระยศกากัณฑกบุตรเป็นผู้ชักชวน ได้พระอรหันต์ ๗๐๐ รูป พระเรวตะเป็นผู้

ถาม พระสัพพกามีเป็นผู้วิสัชนา ได้พระอรหันต์ ๗๐๐ รูป พระเรวตะเป็นผู้ถาม พระสัพ

พกามีเป็นผู้วิสัชนาประชุมทำที่วาลิการาม       เมืองเวสาลี เมื่อพุทธศักราช ๑๐๐ โดย

พระกาลาโศกราชเป็นศาสนูปภัมภก์ สิ้นเวลา ๘ เดือนจึงเสร็จ

          หลังจากพระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานผ่านไปได้ ๑๐๐ ปี พระภิกษุที่

จำพรรษาในเมืองเวสาลี ได้ประพฤติผิดวินัย ๑๐ ประการเรียกว่าวัตถุ ๑๐ ประการคือ

          ๑. ภิกษุจะเก็บเกลือไว้ในเขนง (ภาชนะที่ทำด้วยเขาสัตว์) แล้วนำไปฉันปนกับ

              อาหารได้

          ๒. ภิกษุจะฉันอาหารหลังจากตะวันบ่ายผ่านไปเพียง ๒ องคุลี

          ๓. ภิกษุฉันภัตตาหารในวัดเสร็จแล้ว ห้ามภัตแล้วเข้าไปสู่บ้านจะฉันอาหารที่ไม่

               เป็นเดนและไม่ได้ทำวันัยกรรมตามพระวินัยได้

          ๔. ในอาวาสเดียวมีสีมาใหญ่ ภิกษุจะแยกกันทำอุโบสถได้

          ๕. ในเวลาทำอุโบสถ แม้ว่าพระจะเข้าประชุมยังไม่พร้อมกันจะทำอุโบสถไปก่อน

               ได้ โดยให้ผู้มาทีหลังขออนุมัติเอาเองได้

          ๖. การประพฤติปฏิบัติตามพระอุปัชฌายะอาจารย์ ไม่ว่าจะผิดหรือถูกพระวินัยก็

               ตาม ย่อมเป็นการกระทำที่สมควรเสมอ

          ๗. นมส้มที่แปรมาจากนมสดแต่ยังไม่กลายเป็นทธิ(นมเปรี้ยว)ภิกษุฉันภัตตาหาร

              เสร็จแล้ว ห้ามภัตแล้ว จะฉันนมนั้นทั้งที่ยังไม่ได้ทำวินัยกรรม หรือทำให้เดน

               ตามพระวินัยก็ได้

          ๘. สุราที่ทำใหม่ ๆ ยังมีสีแดง เหมือนสีเท้านกพิราบ ยังไม่เป็นสุราเต็มที่ ภิกษุจะ

              ฉันก็ได้

          ๙. ผ้าปูนั่งคือนิสีทนะอันไม่มีชาย ภิกษุจะบริโภค ใช้สอยก็ได้

          ๑๐. ภิกษุรับและยินดีในทองเงินที่เขาถวายหาเป็นอาบัติไม่

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
paderm
paderm
วันที่ 12 ส.ค. 2554 16:52 น.
 

    ต่อมาพระเถระอรหันต์ รูปหนึ่งชื่อพระยสกากัณฑกบุตร จากเมืองโกสัมพีได้ไปที่เมือง

เวสาลี ได้พบเห็นพระภิกษุวัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลี นำถาดทองสำริดเต็มด้วยน้ำ นำมา

วางไว้ที่โรงอุโบสถ แล้วประกาศเชิญชวนให้ชาวบ้านบริจาคเงินใส่ลงในถาดนั้น โดย

บอกว่าพระมีความต้องการด้วยเงินทอง แม้พระยสเถระจะห้ามปรามไม่ให้มีการถวายเงิน

ทองในทำนองนั้น พระภิกษุวัชชีบุตรก็ไม่เชื่อฟังชาวบ้านเองก็คงถวายตามที่เคยปฏิบัติ

มา พระเถระจึงตำหนิทั้งพระวัชชีบุตรและชาวบ้าน ที่ถวายเงินทองและรับเงินทองใน

ลักษณะนั้นเมื่อพระภิกษุวัชชีบุตรได้รับเงินแล้ว นำมาแจกกันตามลำดับพรรษานำส่วน

ของพระยสการัณฑบุตรมาถวายท่าน พระเถระไม่ยอมรับและตำหนิอีก

          ภิกษุวัชชีบุตรไม่พอในที่พระเถระไม่ยอมรับตำหนิ จึงประชุมกันฉวยโอกาสลง

ปฏิสาราณียกรรม คือการลงโทษให้ไปขอขมาคฤหัสถ์โดยกล่าวว่าพระเถระรุกรานชาว

บ้าน ซึ่งพระเถระก็ยิยยอมไปขอขมาโดยนำภิกษุอนุฑูตไปเป็นพยานด้วย    เมื่อไปถึง

สำนักของอุบาสก พระเถระได้ชี้แจงพระวินัยให้ฟัง และบอกให้ชาวบ้านเหล่านั้นทราบ

ว่า การกระทำของพระภิกษุวัชชีบุตรเป็นความผิด โดยยกเอาพระพุทธภาษิตที่พระ

พุทธเจ้าทรงไว้ความว่า

         "พระจันทร์และพระอาทิตย์ไม่ได้ร้อนแรงและรุ่งเรืองด้วยรัศมีเพราะโทษมลทิน ๔

ประการ คือ หมอก ควัน ธุลี และอสุรินทราหู กำบังฉันใด ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ จะไม่มี

ตบะรุ่งเรืองด้วยศีล เพราะโทษมลทิน ๔ ประการปิดบังไว้ คือ ดื่มสุราเมรัย เสพเมถุน

ธรรม ยินดีรับเงินและทองอันเป็นเหมือนภิกษุนั้นยินดีบริโภคซึ่งกามคุณ และภิกษุเลี้ยง

ชีพในทางมิชอบด้วย เวชชกรรม กุลทูสกะ (ประจบเอาใจคฤหัสถ์ด้วยอาการอันผิดวินัย)

อเนสนา (การหาลี้ยงชีพในทางที่ไม่สมควรภิกษุ) และวิญญัติ (ขอสิ่งของต่อคฤหัสถ์ผู้ที่

ไม่ญาติ ผู้ไม่ใช่คนปวารณา) พร้อมด้วยกล่าวอวดอตตริมนุษย์ธรรม อันไม่มีจริง"

          เมื่อพระยสกากัณฑกบุตรชี้แจง ให้อุบาสกอุบาสิกาเข้าใจแล้ว คนเหล่านั้นเกิด

ความเลื่อมใสพระเถระ อาราธนาให้ท่านอยู่จำพรรษา ณ วาลการาม โดยพวกเขาจะอุป

ฐากบำรุงและได้อาศัยท่านบำเพ็ญกุศลต่อไป ฝ่ายภิกษุที่เป็นอนุฑูตไปกับพระเถระ ได้

กลับมาแจ้งเรื่องทั้งปวงให้ภิกษุวัชชีบุตรทราบ ภิกษุวัชชีบุตรจะใช้พวกมากบีบบังคับ

พระเถระด้วยการลงอุปเขปนียกรรม       (ตัดสิทธิแห่งภิกษุชั่วคราว)แก่ท่านได้พากันยก

พวกไปล้อมกุฏิของพระเถระ แต่พระเถระทราบล่วงหน้าเสียก่อนจึงได้หลบออกไปจากที่

นั้น

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
paderm
paderm
วันที่ 12 ส.ค. 2554 16:53 น.
 

  พระยาสกากัณฑกบุตรพิจารณาเห็นว่า เรื่องนี้หากปล่อยไว้เนิ่นนานไป พระธรรมวินัย

จะเสื่อมถอยลง พวกอธรรมวาทีอวินัยวาทีได้พวกแล้วจักเจริญขึ้น จึงได้ไปเมืองปาฐา

เมืองอวันตี และทักขิณาบถแจ้งให้พระที่อยู่ในเมืองนั้น ๆ ทราบ เพื่อจะได้ร่วมกันแก้ไข

และได้ไปเรียนให้พระสาณสัมภูตวาสี ซึ่งพำนักอยู่ ณ อโหคังคบบรรพตทราบและขอ

การวินิจฉัยจากพระเถระ พระสาณสัมภูตวาสีมีความเห็นเช่นเดียวกับพระยาสกากัณ

ฑกบุตรทุกประการ

          ในที่สุดพระเถระอรหันต์จากเมืองปาฐา ๖๐ รูป จากแคว้นอวัตีและทักขิณาบถ

๘๐ รูป ได้ประชุมร่วมกับพระสาณสัมภูตวาสีและพระยสกากัณฑกบุตร ณ อโหคังคบพร

รพต มติของที่ประชุมเห็นร่วมกันว่าเรื่องนี้จะต้องมีการชำระกันให้เรียบร้อย โดยตกลงให้

ไปอาราธนาพระเรวตเถระ     ซึ่งเป็นพระอรหันต์ที่เป็นพหูสูต   ชำนาญในพระวินัยทรง

ธรรมวินัยมาติกาฉลาดเฉียบแหลม มีความละอายบาปรังเกียจบาปใคร่ต่อสิกขาและเป็น

นักปราชญ์ ให้เป็นประธานในการวินิจฉัยตัดสินเรื่องวัตถุ ทั้ง ๑๐ ประการนี้

          พระสาณสัมภูตวาสีได้นำเรื่องวัตถุ ๑๐ ประการ เรียนถวายให้พระเรวตเถระทราบ

และขอให้ท่านวินิจฉันทีละข้อ ปรากฏว่าทุกข้อที่ภิกษุวัชชีบุตรกระทำนั้น เป็นความผิด

ทางวินัยทั้งหมด จึงตกลงร่วมกันที่จะชำระเรื่องนี้ และจัดการสังคายนาพระธรรมวินัยทั้ง

หมด จึงตกลงร่วมกันที่จะชำระเรื่องนี้ และจัดการสังคายนาพระธรรมวินัยตามที่พระ

สังคีติกาจารย์ได้กระทำมาแล้วในคราวสังคายนา

          ในที่สุดที่ประชุมของพระอรหันต์ทั้งหลายได้ตกลงกันว่า อธิกรณ์ (เรื่องที่สงฆ์

ต้องดำเนินการ) เกิดขึ้นในที่ใด ควรไปจัดการระงับในที่นั้นโดยพระเรวตเถระได้ประกาศ

ให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ขอให้สงฆ์ระงับอธิกรณ์ด้วยอพุพาหิกา คือ การ

ยกอธิกรณ์ไปชำระในที่เกิดอธิกรณ์ สงฆ์ได้คัดเลือกพระเถระ ๘ รูปคือ

          - พระสัพพากามีเถระ พระสาฬหเถระ พระขุชชโสภิตเถระ พระวาสภคามีเถระทำ

หน้าที่แทนฝ่ายปราจีนคือพวกวัชชีบุตร ทำหน้าที่ในการวินิจฉัยอธิกรณ์

          - พระเรวตเถระ พระสาณสัมภูตวาสี พระยสกากัณฑกบุตร เถระพระสุมนเถระเป็น

ตัวแทนฝ่ายเมืองปาฐา ทำหน้าที่เป็นตัวแทนฝ่ายเมืองปาฐา ทำน้าที่เป็นตัวแทนฝ่าย

สงฆ์ธรรมวาที มีหน้าที่ในการเสนออธิกรณ์ต่อสงฆ์

          สงฆ์ได้มอบหมายการสวดปาติโมกข์ การจัดแจงเสนาเสนะให้เป็นหน้าที่ของ

พระอชิตะ ซึ่งพรรษาได้ ๑๐ พรรษา และตกลงเลือกเอาวาลิการามหรือวาลุการาม เมือง

เวสาลี อันเป็นที่เกิดเรื่องวัตถุ ๑๐ ประการ เป็นศิษย์ของพระอนุรุทธเถระ อีก ๖ รูป  เป็น

ศิษย์ของพระอานนท์เถระซึ่งเป็นสังคีติกาจารย์สำคัญในราวปฐมสังคายนา

          เมื่อพระเจ้ากาลาโศกราชรับสั่งให้พระสงฆ์ทัเง ๒ ฝ่ายประชุมร่วมกัน และขอให้

แต่ละฝ่ายแถลงเหตุผลให้ทราบ ทรงโปรดในเหตุผลของฝ่ายพระอรหันต์ทั้งหลาย จึง

ปวารณาพระองค์ที่จะให้การอุปถัมภ์ฝ่ายอาณาจักรทุกประการ และโปรดให้ชำระมลทิน

พระศาสนา พร้อมด้วยการทำทุติยสังคายนา (การร้อยกรองพระธรรมวินัยครั้งที่ ๒) ที่

วาลุการาม เมืองเวสาลี พระอรหันต์เข้าร่วม ๗๐๐ รูป

จากนั้นพระเถระทั้งหลายจึงเริ่มสังคายนาพระธรรมวินัยตามแบบที่พระมหากัสสปเถระ

เป็นต้น   ได้กระทำในคราวปฐมสังคายนากระทำสังคายนาคราวนี้ใช้เวลา ๘ เดือนจึง

สำเร็จ  นี่คือประวัติการทำสังคายนาครั้งที่สองของเถรวาทครับ

เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ... เหตุของการสังคายนา ครั้งที่ 2 [จุลวรรค] 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
paderm
paderm
วันที่ 12 ส.ค. 2554 17:02 น.
 

       ส่วนฝ่ายมหายานนั้น มหายานก็เกิดขึ้น กำเนิดขึ้นจากการสังคายนาครั้งที่ 2 ของ

เถรวาทนั่นเองเพราะมีกลุ่มภิกษุกลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยในการทำสังคายนาครั้งนี้ ในเรื่อง

ที่ลงมติว่าวัตถุ 10 ประการผิด     จึงเป็นผลให้ภิกษุชาววัชชีประมาณ 700 รูป    แยกตัว

ออกไป ไม่ยอมปฏิบัติตามหลักพระวินัยเดิมที่พระเถระผู้ใหญ่กำหนดในการทำสังคายนา

ครั้งนี้ และมีภิกษุอื่น ๆ ที่เห็นด้วยกับพวกภิกษุวัชชีบุตรอีกรวมแล้วประมาณ 10,000 รูป 

จากนั้นก็พากันจัดทำสังคายนาขึ้นใหม่ เรียกว่า “มหาสังคีติ”    ประกาศขื่อของพวกตน

ว่า “มหาสังฆิกะ”    ซึ่งแปลว่า พวกมากหรือหมู่ใหญ่ นั่นก็คือการกำเนิดขึ้นของมหายาน

นั่นเองครับ  จากในคราวที่มีการทำสังคายนาครั้งที่ 2 ครับ ขออนุโมทนา

อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
khampan.a
วันที่ 12 ส.ค. 2554 17:58 น.
 

          ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
  
     พระวินัยบัญญัติทุกสิกขาบท    เป็นการบัญญัติโดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ทั้งหมด  

ไม่มีใครที่จะไปแก้ไข  เพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงพระวินัย ได้   แต่ควรอย่างยิ่งที่จะได้ศึกษา

ด้วยความละเอียดรอบคอบจริง ๆ   และน้อมประพฤติปฏิบัติตาม  ด้วยการละเว้นในสิ่งที่

พระองค์ทรงห้าม    และ   กระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงอนุญาต    นี้แหละคือ     สิ่งที่เป็น

ประโยชน์อย่างแท้จริง  เพราะทั้งหมดนั้นเป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลสทั้งสิ้น
  
      แต่เนื่องจากภิกษุบางพวก   เป็นผู้หย่อหย่อนในพระธรรมวินัย  ไม่มีความจริงใจใน

การที่จะขัดเกลากิเลสจริง ๆ     จึงมีการกระทำในสิ่งที่ผิด   ไม่เป็นไปตามพระธรรมคำ

สอน   มากมาย      โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วในเรื่องของพระวินัย  ถ้าศึกษาผิด ไม่เข้าใจ

อย่างถูกต้องแล้ว    ก็เป็นเหตุให้ต้องอาบัติได้   ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง   แม้แต่

ในเรื่องวัตถุทั้ง ๑๐ ประการของพวกภิกษุชาววัชชี อันเป็นเหตุให้มีการกระทำสังคายนา

ครั้งที่ ๒ นี้ก็เช่นเดียวกัน  ทั้ง ๑๐ ประการ ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย       เป็นเหตุให้

พระอรหันต์ทั้งหลาย (ทั้งหมด ๗๐๐ รูป  มีพระยสกากัณฑบุตร เป็นต้น)      ซึ่งเป็นผู้ที่

รักษาพระธรรมวินัย   มุ่งที่จะรักษาพระธรรมวินัยให้ดำรงอยู่ต่อไป           ได้กระทำการ

สังคายนาครั้งที่ ๒  ขึ้น     ที่ วาลิการาม เมืองเวสาลี   แคว้นวัชชี (หลังจากพระสัมมา

สัมพุทธเจ้า เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว    ๑๐๐ ปี)    เพื่อชำระแก้ไขการยึดถือผิดใน

วัตถุ ๑๐ ประการ  ให้แก่พุทธบริษัทได้เข้าใจอย่างถูกต้อง     และพระธรรมวินัยทั้งหมด

ก็สืบทอดมาจนทระทั่งถึงปัจจุบันนี้  ครับ

                            ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
wittawat
วันที่ 13 ส.ค. 2554 06:09 น.
 

 ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
วิริยะ
วันที่ 13 ส.ค. 2554 21:52 น.
 
ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
หลานตาจอน
วันที่ 14 ส.ค. 2554 14:52 น.
 
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ
 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่
keyword keyword : -

Back to Top