Loading...
  018679  นั่งสมาธิ
natr
วันที่ 5 ก.ค. 2554 11:23 น.
อ่าน 1,446
 
 

เรียนความเห็นที่ 11 ครับ

เชิญคลิกอ่านที่นี่ัครับ

การนั่งสมาธิ 

และการหาทางเจอ ไม่หลงทาง แม้ผู้ที่ไม่ได้ฝึกสมาธิก็หาทางเจอได้ ครับ

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
วันที่ 5 ก.ค. 2554 11:51 น.
 

                  ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

    สมาธิ คือ ความตั้งมั่นของจิต ซึ่ง สภาพธรรมที่เป็นสมาธิคือ เอกัคคตาเจตสิก ซึ่ง

เกิดกับจิตทุกประเภท ดังนั้น  สมาธิ ที่เป็นเอกัคคตาเจตสิก   จึงเกิดกับจิตที่เป็นกุศล

หรือ อกุศลก็ได้ครับ ดังนั้น จึงมีทั้งที่เป็นสมาธิที่ถูกต้อง ที่เป็นสัมมาสมาธิ เกิดกับจิต

ที่เป็นกุศล และสมาธิที่เป็นมิจฉาสมาธิ สมาธิที่ผิด ที่เกิดกับจิตที่เป็นอกุศลครับ

       อกุศลเป็นสภาพธรรมที่ไม่ดี นำมาซึ่งโทษกับจิตที่เกิด คือ บุคคลนั้นเอง ดังนั้น

การทำสมาธิที่ไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่มีปัญญาเป็นเบื้องต้น  เพียงต้องการสงบ

จึงไปทำสมาธิ ขณะนั้นปัญญาไม่ได้รู้อะไร ได้แต่นิ่ง ซึ่งตามที่กล่าวแล้ว  สมาธิ  คือ

ความตั้งมั่นของจิต ที่เป็นความนิ่ง ไม่ซัดส่ายไปที่ใด เป็นอกุศลก็ได้ คือ ขณะนั้นเป็น

มิจฉาสมาธิ ที่กล่าวเป็นอกุศล เป็นความนิ่ง ไม่คิดเรื่องใด   แต่เป็นมิจฉาสมาธิเพราะ

ไม่ได้เริ่มจากความเข้าใจถูก ไมได้เห็นโทษของกิเลส จึงจะอบรมสมถภาวนา  และมี

ความต้องการที่สงบ และที่สำคัญที่สุด ปัญญาไมได้รู้อะไรในขณะนั้น     เพียงแต่นิ่ง

และมีความสุข  ซึ่ง ความสุขเกิดกับโลภะก็ได้   ดังนั้นเมื่อปัญญาไม่รู้อะไรในขณะนั้น

ก็ไม่ใช่การเจริญสมถภาวนาและเป็นมิจฉาสมาธิ   คือ   เป็นความตั้งมั่นของจิตที่เป็น

อกุศลครับ เพราะปัญญาไม่ได้รู้อะไรเลยในขณะนั้นครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
paderm
วันที่ 5 ก.ค. 2554 12:01 น.
 

     ดังนั้นเมื่อเป็นอกุศลเป็นสมาธิที่ผิด ย่อมมีผลกระทบกับตัวเราแน่นนอน คือ อกุศล

ไม่ดี ก็สะสมความไม่รู้ สะสมความเข้าใจผิด  และเจริญอกุศลบ่อยๆ เพราะไปทำสมาธิ

ที่ผิดนั่นเองครับ เมื่ออกุศลเกิดบ่อย   ก็สะสมสิ่งที่ไม่ดี   สะสมความไม่รู้    ก็ทำให้ไม่

สามารถดับกิเลส และไม่พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด  และที่สำคัญการทำที่ผิดเช่นนี้

ก็ทำให้เห็นผิดได้ และทำให้ไปเกิดในอบายภูมิเพราะมีความเห็นผิด เป็นปัจจัย   นี่คือ

ผลกระทบที่น่ากลัว อันเกิดจาก อวิชชาความไม่รู้ จึงทำให้มีการทำสมาธิ   เป็นมิจฉา

สมาธิครับ

  ส่วนสัมมาสมาธิ คือ การเจริญสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา อันเป็นการเจริญกุศล

และปัญญาและทำให้จิตสงบจากกิเลสชั่วขณะนั้น ที่เจริญสมถภาวนาดังนั้นความสงบ

จากกิเลส ไม่ใช่สงบจากเรื่องราวที่คิด ไม่คิดเรื่องอื่น คิดแต่เรื่องเดียว นั่นเป็นลักษณะ

สมาธิ แต่ไม่ใช่ลักษณะที่สงบจากกิเลส  เพราะต้องเป็นกุศลด้วย ไม่ใช่เพียงจิตไม่ซัด

ส่ายครับ ดังนั้นการเจริญสมถภาวนา จึงไม่ใช่การเจริญสมาธิตามที่เข้าใจเพราะต้อง

เป็นการเจริญกุศลที่เกิดต่อเนื่อง ๆ บ่อย ๆ จนจิตตั้งมั่นในกุศลครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
paderm
วันที่ 5 ก.ค. 2554 12:09 น.
 

   การเจริญสัมมาสมาธิที่เป็นการเจริญวิปัสสนา คือ สมาธิชั่วขณะ  ที่เกิดขึ้นใน

การรู้ความจริงของสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา  ขณะนั้นมีปัญญา รู้

ความจริงพร้อมกับสมาธิที่ตั้งมั่นในทางที่ถูกครับ  ดังนั้นสัมมาสมาธิย่อมมีผลกระทบ

กับตัวเรา คือ มีกุศลเกิดขึ้นบ่อยๆเนืองๆและที่สำคัญ   มีความเข้าใจถูกในสภาพธรรม

ปัญญารู้ความจริง อันเป็นสัมมาสมาธิที่เกิดกับวิปัสสนาครับ

     ที่สำคัญ  หากเราไม่เริ่มจากการฟังพระธรรมให้เข้าใจแล้ว มุ่งที่จะทำสมาธิเพราะ

ต้องการความสงบ  และ เข้าใจว่าเป็นเหตุให้เกิดปัญญา ก็จะถูกโลภะ    หลอกให้ทำ

และก็เจริญมิจฉาสมาธิ เจริญอกุศลมากขึ้น ก็ทำให้ตัวเรามีความเข้าใจผิด   มากไป

ด้วยอกุศลนั่นเอง ดังนั้นขอให้เข้าใจใหม่ว่า    ปัญญาจะเจริญขึ้นได้ ด้วยการฟังพระ

ธรรม ศึกษาพระธรรม   และขณะที่ปัญญาเจริญรู้ความจริงของสภาพธรรมในขณะนี้

ขณะนั้นก็ปฏิบัติแล้ว ไม่ใช่ว่าการนั่งสมาธิเป็นการปฏิบัติครับ   ขอให้เข้าใจใหม่เพื่อ

ความเป็นผู้ตรงและเจริญในหนทางที่ถูกต้องครับ      สมาธิที่ถูกและผิดจึงมีผลกับผู้

กระทำตามที่กล่าวมาครับ ขออนุโมทนา

เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ

การนั่งสมาธิ

จะนั่งสมาธิ หรือจะเข้าใจสมาธิ 

สมาธินั้น...แค่ไหนจึงเป็นมิจฉาสมาธิ แค่ไหนจึงเป็นสัมมาสมาธิ.

อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
khampan.a
วันที่ 5 ก.ค. 2554 17:47 น.
 

          ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

   ธรรม เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก  แม้แต่ในเรื่องของสมาธิ  ซึ่งจะต้องเข้าใจให้ถูกตั้งแต่

ต้นว่า สมาธิ คือ อะไร?   สมาธิ    เป็นสภาพธรรมที่มีจริง       เป็นเจตสิกประเภทหนึ่ง 

(เอกัคคตาเจตสิก)  ที่เกิดร่วมกับจิตทุกประเภท  ทุกขณะ   ไม่มีเว้น   เกิดกับอกุศลจิต

ก็ได้  เกิดกับกุศลจิตก็ได้, สมาธิ ที่เป็นกุศล ไม่ได้อยู่ที่การนั่ง แต่อยู่ที่สภาพจิต ไม่ใช่

ว่าใครนั่งได้นานแล้วก็เป็นสัมมาสมาธิ   แต่ต้องเป็นสภาพจิตที่สงบจากอกุศล   [ขณะ

ที่นั่งสมาธิ     ไม่ใช่สัมมาสมาธิ  ในขณะนั้น มีสมาธิก็จริง      แต่เป็นมิจฉาสมาธิ  เป็น

อกุศล     ขึ้นว่าอกุศลแล้วไม่มีประโยชน์เลยแม้แต่น้อย    มีโทษโดยส่วนเดียวเท่านั้น]

    ถ้าจะว่าไปแล้ว ในยุคนี้ส่วนใหญ่เข้าใจว่า สมาธิ  เป็นการไปนั่ง  ซึ่งไม่ใช่การอบรม

ปัญญาให้เกิดความเห็นถูก     ความเข้าใจถูก   แต่เป็นเรื่องของวิธีทำ      ซึ่งไม่ใช่คำ

สอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   เพราะเหตุว่า   พระธรรมที่พระองค์ทรงแสดง มีความ

ละเอียดลึกซึ้งมาก     ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะเข้าใจได้ง่าย     พระองค์ทรงแสดงพระธรรม 

โดยใช้พยัญชนะมากมายหลากหลาย       ทั้งหมดทั้งปวงเพื่อให้ผู้ฟังผู้ศึกษาได้เข้าใจ

ตามความเป็นจริง  ซึ่งจะต้องศึกษาด้วยความละเอียดรอบคอบจริง ๆ  ไม่ใช่ไปทำอะไร

โดยไม่รู้ไม่เข้าใจ  ครับ.

                           ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
natr
วันที่ 6 ก.ค. 2554 13:19 น.
 

ขออนุโมทนาบุญกุศลแด่ผู้อาวุโส

ที่ชี้ทางให้ผู้น้อยได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น

ขอบคุณครับ

ผู้น้อยจะนำคำที่ผู้อาวุโสบอกไปดำเนินชีวิตประจำวัน

ทำสมาธิจิตเมตตา

เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีไม่มากก็น้อยต่อสังคมครับ

ขอบคุณครับ

ขออนุโมทนา

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
wannee.s
วันที่ 6 ก.ค. 2554 15:56 น.
 

สมาธิมี  2  อย่าง   คือ   มิจฉาสมาธิ   และ  สัมมาสมาธิ    ถ้าเจริญผิด      มีโทษมาก

กั้น   มรรค   ผล   นิพพาน       ส่วนสัมมาสมาธิ   ต้องประกอบด้วยปัญญา   เห็นโทษ

ของอกุศล    คือ  โลภะ   โทสะ   โมหะ       ถ้าเข้าใจแนวทางเจริญสติปัฏฐาน   และ

ขณะที่สติปัฏฐานเกิด    ขณะนั้นก็มีสัมมาสมาธิเกิดร่วมด้วย    ฯลฯ    ค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
kinder
วันที่ 7 ก.ค. 2554 16:36 น.
 
ขออนุโมทนา
 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
lovedhamma
วันที่ 22 ก.ค. 2554 10:37 น.
 

**
เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ ขออนุโมทนาครับ
**
 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
pamali
วันที่ 12 ธ.ค. 2554 16:09 น.
 

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
เซจาน้อย
วันที่ 5 ม.ค. 2555 09:15 น.
 

    ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
anata
วันที่ 23 เม.ย. 2555 03:15 น.
 

ก่อนนอนหลังจากไหว้พระระลึกถึงพระคุณของพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์แล้วผม

ชอบนั่ง(บางครั้งก็นอน) สมาธิ เพื่อให้จิตสงบนิ่งผ่อนคลายความเครียดและฟุ้งซ่าน

จากอารมณ์ที่อาจมีตกค้างในการดำเนินชีวิตประจำวัน และก็ต่อด้วยการแผ่เมตตาให้

ตนเองพ่อแม่และผู้มีพระคุณทั้งหลาย รวมทั้งเจ้ากรรมนายเวร ญาติมิตรทั้งที่ล่วงลับ

ไปและที่ยังมีชีวิตอยู่ อีกทั้งผู้ร่วมงานและร่วมโลก    รวมทั้งสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ยัง

เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏให้ได้เจริญในธรรมหมดสิ้นกิเลสหลุดพ้นจากทุกข์และเข้าถึง

นิพพานเป็นที่สุด และผมรู้สึกว่าการนั่งสมาธิก่อนนอนนี้ทำให้ผมนอนหลับสนิทขึ้น

และตื่นมาสมองสดชื่นแจ่มใสเป็นประโยชน์ต่อการทำกิจวัตรการงานวันต่อไปได้ดี

และมีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปเที่ยวทัศนะศึกษาในป่าใหญ่กับกลุ่มเพื่อน บังเอิญผมหลง

ทางกับคณะและต้องอยู่ในป่าคนเดียวหาทางออกไม่ได้ ตอนนั้นจิตตก   กลัวและ

ฟุ้งซ่านเกือบสติแตก บังเอิญอาศัยการที่ได้ฝึกนั่งสมาธิมาเป็นประจำ เลยได้คิดขึ้น

ว่าจะลองนั่งสมาธิให้จิตหายกลัวและหายฟุ้งซ่านดู เผื่อจะได้เป็นทางให้เกิดสติและ

ปัญญามากขึ้น เพื่อนำมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น ให้สามารถหาหนทางออก

จากป่าได้ หลังจากนั่งสมาธิได้ระยะหนึ่งจิตเริ่มนิ่งและสงบ ก็ออกจากสมาธิ และเริ่ม

หาหนทางที่จะเดินออกจากที่หลง โดยคิดถึงเคล็ดวิชาลูกเสือที่เคยเรียนตอนเด็ก ๆ

โดยการหักกิ่งไม้ตามทางที่ผ่านมา เพื่อ 1. ไม่ต้องวนเวียนกลับมาที่เดิมเหมือนเขา

วงกต เพราะในป่าทึบมีต้นไม้พุ่มไม้ซึ่งผู้ไม่คุ้นชินแต่ละจุดจะดูเหมือนกันหมดทำให้

หาทางออกได้ยาก 2. เพื่อให้ผู้อื่นที่อาจกลับมาช่วยค้นหาตัวจะได้รู้ทางที่เราไปทาง

ไหน ...ในที่สุดด้วยอานิสงค์จากสมาธิและสติที่ได้คืนมา ทำให้ผมคลำทางจนกระทั่ง

สามารถออกจากจุดที่หลงและไปพบกับกลุ่มคณะเดินทางได้ในเวลาประมาณชั่วโมง

กว่า จากลักษณะการนั่งสมาธิตามจริงทั้ง 2 เรื่องของกระผมที่เล่าข้างต้นไม่ทราบว่า

ตามหลักพระพุทธศาสนา เป็นการใช้สมาธิถูกตามหลักสัมมา หรือมิจฉา อย่างใดบ้าง

ขอท่านผู้รู้กรุณาช่วยพิจารณา  และอธิบายให้ทราบเพื่อจะได้แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

ต่อไป

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 12  
paderm
วันที่ 25 เม.ย. 2555 10:09 น.
 

เรียนความเห็นที่ 11 ครับ

เชิญคลิกอ่านที่นี่ัครับ

การนั่งสมาธิ 

และการหาทางเจอ ไม่หลงทาง แม้ผู้ที่ไม่ได้ฝึกสมาธิก็หาทางเจอได้ ครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 13  
anata
วันที่ 28 เม.ย. 2555 02:36 น.
 

ขอขอบพระคุณคุณ Paderm ที่ได้กรุณาแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งความเห็นก่อนหน้าที่

เคยโพสต์ไว้ในเรื่องเกี่ยวกับ การนั่งสมาธิ ทำให้เห็นถึงความลึกซึ้งของธรรมะของพระ

พุทธเจ้าว่า  ยังมีอีกหลายสิ่งที่ยังต้องศึกษาเพื่อให้เข้าใจธรรมะในแง่มุมอื่น ๆ   ที่อาจ

ไม่ใช่อย่างที่ผู้คนส่วนใหญ่ที่ยังไม่ได้ศึกษาอย่างพอเพียงเห็นก็ได้     โดยเฉพาะเรื่อง

สมาธิในมุมมองด้านอภิธรรมแล้วซึ่งเป็นได้ทั้งกุศล และอกุศล ขึ้นอยู่กับเจตนาของการ

นั่งสมาธิว่ามีเป้าหมายเพื่อลดกิเลส หรือไม่ ถ้าใช่ก็เป็นกุศล ถ้าไม่ใช่ก็เป็นอกุศล   ถ้า

ไม่รู้ว่านั่งเพื่ออะไร แต่เพราะติด อยากนั่งสบายดี   ก็เป็นได้ทั้งหลงและโลภเป็นอกุศล

...สาธุ


โชคดีที่ขณะนี้มนุษย์สามารถมีเทคโนโลยีทางอินเตอร์เนตทำการเชื่อมต่อสื่อสารกันใน

สังคมได้สะดวกรวดเร็วและกว้างขวางกันทั่วโลก     ทำให้กระผมสมาชิกน้องใหม่ได้มี

โอกาสพบเจอกลุ่มเพื่อนกัลยาณมิตรในเวปนี้ รู้สึกเหมือนได้พบขุมทรัพย์ที่มีค่าในทาง

ธรรมแห่งใหญ่ที่ผู้เดินทางธรรมใฝ่หา      มนต์แห่งสัปปายะที่มีผู้รู้ทางธรรมที่ปฏิบัติดี

ปฏิบัติชอบกลุ่มใหญ่ในที่นี้ได้แผ่รังสีดั่งสนามแม่เหล็กดึงดูดให้จิตน้อยดวงนี้ได้มาพบ

เจอ จึงขอกราบท่านผู้อาวุโสทางธรรมทุกท่าน   ที่อยู่ในเวปแห่งนี้ได้เมตตาแนะนำจิต

น้อยดวงนี้  และหากมีส่วนใดที่กระผมกระทำล่วงเกินหรือแสดงความโง่เขลาอยู่ขอได้

อโหสิและสั่งสอน ด้วยครับ


กระผมอาจโชคดีที่เคยหลงและหลุดรอดมาจากป่าลึกในเวลาไม่นานนัก แต่ในทางธรรม

กระผมกำลังคลำหาทางออกอยู่และหวังว่าคงจะได้ช่วยกันกับเพื่อนกัลยาณมิตรแห่งนี้

ได้ร่วมแบ่งปันพลังจากสติปัญญาที่มีรู้อยู่         เพื่อหาทางออกจากป่าใหญ่แห่งวัฏฏะ

สงสารสู่ความหลุดพ้นจากทุกข์ซึ่งอาจกินเวลาไม่นานหรือนานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับวาสนา

บุญกรรมและความมีสติไม่ประมาทของจิตแต่ละดวงที่ได้สะสมกันมาต่อไป

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่
keyword keyword : -

Back to Top