Loading...
 18251   ปลิโพธ ๑๐
Sensory
วันที่ 24 เม.ย. 2554 06:11 น.
อ่าน 2,671
 
 

http://www.dhammahome.com/front/webboard/show.php?id=8424

ได้ย้อนอ่านกระทู้นี้ เชิญคลิกอ่านที่นี่..ปลิโพธ ๑๐ 

แล้วเจอว่าปลิโพธเป็นเครื่องกั้นสมถภาวนา จึงอยากทราบว่า หมายรวมถึง เมตตา ไปด้วย

หรือเปล่าคะ ถ้ารวมไปด้วย แบบนี้เมตตาก็เกิดยากมากจริงๆ เพราะปลิโพธ ดูเหมือนจะเป็น

เรื่องปกติของมนุษย์เลย

 

  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
paderm
วันที่ 24 เม.ย. 2554 07:35 น.
 

 ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

  ปลิโพธ หมายถึง ความกังวล , ความห่วงใย  ๑๐  ประการ   หมายถึง   ...

๑. อาวาส       ๒. ตระกูล   ๓. ลาภ        ๔. คณะ       ๕.  การงาน๖. การเดินทาง 

๗. ญาติ     ๘. อาพาธ    ๙. การศึกษาปริยัติ  ๑๐.อิทธิฤทธิ์

    ปลิโพธ 9 ข้อแรกเป็นเครื่องกั้นต่อการเจริญสมถภาวนาครับ   ส่วนอิทธิฤทธิ์ไม่เป็น

เครื่องกั้นในการเจริญสมถภาวนา    แต่เป็นเครื่องกั้นในการเจริญวิิปัสสนาภาวนาครับ

    สำหรับประเด็นเรื่องเมตตา ปลิโพธ ความกังวลทั้ง 10 ประการ เป็นเครื่องกั้นในการ

เจริญเมตตาอันเป็นสมถภาวนาให้เมตตาเจริญเพิ่มขึ้น   จนถึงระดับเมตตาระดับสูง อัน

สามารถแผ่ไปทั่วทุกทิศ มีเมตตากับสรรพสัตว์ทั้งหลายครับ   เพราะฉะนั้น ความกังวล

ทั้ง 10 ประการ  จึงเป็นเครื่องกั้นต่อการเจริญเมตตาที่เป็นพรหมวิหารอันเป็นไปเพื่อถึง

เมตตาระดับสูงที่เป็นสมถภาวนานะครับ อันนี้เราต้องแยกประเด็นคือเราพูดถึงการเจริญ

เมตตาที่เป็นสมถภาวนาเพื่อให้มีความเมตตาสูงขึ้นจนถึงระดับสมถภวานาครับ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 351

        กรรมฐานนั้น  มีอยู่ ๒ อย่าง  คือ   สัพพัตถกกัมมัฏฐาน  (กรรมฐานมีประโยชน์ใน

กุศลธรรมทั้งปวง)   ๑    ปาริหาริยกัมมัฏฐาน    (กรรมฐานควรบริหารรักษา) ๑. บรรดา

กรรมฐาน  ๒  อย่างนั้น  ที่ชื่อว่า  สัพพัตถกกมมัฏฐานได้แก่ เมตตา   (ที่เจริญไป)   ใน

หมู่ภิกษุเป็นต้น   และมรณัสสติ   (การระลึกถึงความตาย).  พระอาจารย์พวกหนึ่งกล่าว

ว่า  อสุภสัญญา  บ้าง.   จริงอยู่  ภิกษุผู้จะเจริญกรรมฐาน   ครั้งแรกต้องตัดปลิโพธเสีย

ก่อน    แล้วจึงเจริญเมตตาไปในหมู่ภิกษุผู้อยู่ในสีมา,   ลำดับนั้น  พึงเจริญไปในเหล่า

เทวดาผู้อยู่ในสีมา,ถัดจากนั้นพึงเจริญไปในอิสรชนในโคจรคาม,     

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
paderm
paderm
วันที่ 24 เม.ย. 2554 07:35 น.
 

   ส่วนการเกิดเมตตาในชีวิตประจำวันที่ไม่ใช่การอบรมสมถภาวนา   ความกังวลทั้ง 10

ประการไม่ใช่เครื่องกั้นในการเกิดเมตตาในชีวิตประจำวันครับ เพราะในชีวิตประจำวันเรา

ก็สามารถเกิดจิตเมตตาในชีวิตประวันได้อยู่แล้วครับ     แม้จะมีความกังวลประการต่างๆ

ก็สามารถเกิดเมตตาได้         แต่ไม่ใช่การอบรมสมถภาวนาที่เป็นการอบรมเจริญเมตตา

ที่มีอยู่แล้วให้เจริญมากขึ้นอันเป็นไปในการมีเมตตากับสรรพสัตว์ทั่วทุกทิศ       อันเป็น

เมตตาที่มีกำลังครับ        เพราะฉะนั้นะต้องแยกระหว่งการเกิดเมตตาในชีวิตประจำวัน

เล็กๆน้อยๆที่ไม่ใช่การเจริญเมตตาที่เป็นสมถภาวนา             ซึ่งการเกิดเมตตาในชีวิต

ประจำวัน  ปลิโพธคือความกังวล 10 ประการไม่ใช่เครื่องกั้น   แต่ถ้าเป็นเมตตาที่อบรม

สมถภาวนา จนถึงการแผ่ไปทั่วทุกทิศ     ปลิโพธที่เป็นความกังวลเป็นเครื่องกั้นในการ

เจริญสมถภาวนาที่เป็นเมตตาในการเจริญสมถภาวนาครับ

อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์ 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
Sensory
วันที่ 24 เม.ย. 2554 09:38 น.
 
 
ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
chaiyut
วันที่ 24 เม.ย. 2554 15:36 น.
 

เมตตาในชีวิตประจำวันสำหรับเรา ถ้าศึกษาพระธรรม เข้าใจถูก การอบรมเมตตาก็จะถูกตามไปด้วย คือ อบรมเพื่อละคลายขัดเกลาอกุศลเท่านั้นครับ     ยุคนี้ เราคงไม่มุ่งจะให้มีเมตตาภาวนาจนได้ถึงฌานแน่นอน   เพราะเป็นเรื่องที่ยากเกินกำลัง   และไม่ใช่กาล-สมบัติครับ      เมตตาภาวนา เป็นปกติสำหรับผู้ที่ท่านได้สั่งสมปัญญามามากแล้วจริงๆเท่านั้น    ดังนั้น ชีวิตประจำวันของเรา เราฟังธรรมเข้าใจ เราเห็นประโยชน์ของเมตตาเราก็เริ่มเมตตาได้ โดยเป็นมิตร ช่วยเหลือเกื้อกูล  ให้อภัย  ไม่เบียดเบียนผู้อื่น สัตว์อื่นแม้จะยังเป็นผู้ที่เต็มไปด้วยเครื่องกังวลต่างๆ ก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อเมตตาที่จะเกิดได้เลยหากสั่งสมเมตตามาพอ  เช่น เรามีบ้าน เราก็เริ่มเมตตาคน และ สัตว์ในบ้านใครมาบ้าน เราก็ต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมบ้านของเราได้  เรามีตระกูล มีลาภ มีคณะ มีการงาน  มีการเดินทาง  มีญาติ  มีอาพาธ  มีการศึกษาปริยัติสัทธรรม   ก็มีโอกาสที่เมตตาจะเกิดได้ เป็นปกติ ตามการสั่งสมของแต่ละบุคคลครับ  ทั้งหมดที่ได้กล่าวนั้น สำหรับชีวิตของคฤหัสถ์ในสมัยนี้     เราต่างก็มีปลิโพธด้วยกันทุกคน  มากบ้าง-น้อยบ้าง ตามสมควร  เว้นไว้ก็แต่อิทธิฤทธิ์เท่านั้นครับ ที่เราไม่มี  และคิดว่าทุกท่านคงไม่สนใจที่จะมี  แต่คงสนใจที่จะฟังธรรม อบรมปัญญา และเจริญกุศลทุกประการกันมากกว่าครับ

            เป็นคำถามที่ดีมาก ...ขออนุโมทนาในความแยบคายของคุณ sensory ครับ

    ขอขอบพระคุณและขออนุโมทนาในคำตอบพี่ paderm ด้วยครับ ละเอียดมากครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
khampan.a
วันที่ 24 เม.ย. 2554 19:19 น.
 

        ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น   ตามความเป็นจริงแล้ว    ตราบใดที่ยังมีกิเลส  ยังมีโลภะ      ความติดข้องยินพอใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใด    ก็ย่อมมีความห่วงใย  มีความกังวล  มากบ้าง น้อยบ้าง  ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม    ถึงแม้ว่าจะมีกิเลสมากเพียงใด  ก็ไม่ไ้ด้เป็นเครื่องกั้นในการเกิดขึ้นของกุศลธรรม       กุศลก็สามารถที่จะเกิดขึ้นเป็นไปได้ในชีวิตประจำวัน  ควรที่จะอบรมเจริญให้มีขึ้น     เพราะถ้ากุศลไม่เกิดแล้ว  จะขัดเกลาละคลายกุศลได้อย่างไร       ซึ่งธรรมที่ควรอบรมเจริญและเป็นประโยชน์ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อไม่เคยนำมาซึ่งทุกข์โทษแก่ใคร ๆ เลย  นั่นก็คือ เมตตา     (ความเป็นมิตร  ความเป็นเพื่อน  ความไม่หวังร้าย ฯลฯ),  ในชีวิตประจำวัน  เราไม่ได้อยู่ในโลกนี้ เพียงคนเดียวอยู่ร่วมกันหลายคน    ควรอย่างยิ่งที่จะเป็นโอกาสที่กุศลธรรมจะเกิด    และกุศลธรรม ที่ควรจะง่ายและไม่ต้องรอคอยกาลเวลา ก็คือ เมตตา    โดยที่ไม่ได้จำกัดเลยว่าผู้นั้นจะเป็นใคร      "เมตตา     จึงเป็นกุศลธรรมที่ควรอบรมเจริญให้มีขึ้นในชีวิตประจำวันแทนที่จะโกรธกัน   ไม่พอใจกัน"     ครับ   ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของคุณ   Sensory ,   คุณ  paderm ,   คุณ    chaiyut และทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
จักรกฤษณ์
วันที่ 25 เม.ย. 2554 22:55 น.
 

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
wannee.s
wannee.s
วันที่ 26 เม.ย. 2554 14:37 น.
 

เมตตาเป็นคุณธรรมที่ดีที่ควรอบรมให้มีเป็นปกติในทุก  ๆ  วัน   ไม่ใช่แค่เมตตา   แต่ัยัง

มีกุศลอื่น ๆ   คือการเจริญสติปัฏฐานที่เป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลส   เป็นไปเพื่อละค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
สมศรี
วันที่ 26 เม.ย. 2554 16:03 น.
 
ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
ธนฤทธิ์
วันที่ 27 เม.ย. 2554 19:04 น.
 
ขอขอบคุณและขออนุโมทนาครับ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
ธรรมะหน้าเดียว
วันที่ 28 เม.ย. 2554 18:04 น.
 

ความเมตตาจะช่วยให้ศีล 5 ของผู้ที่รักษาบริสุทธิ์มากขึ้น เพราะการคิดจะเบียดเบียนหรือตั้งใจทำให้คนอื่นเสียหายหรือเดือดร้อนแทบจะไม่มีเลย

                                               ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 12  
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 29 เม.ย. 2554 07:25 น.
 
ขออนุโมทนาค่ะ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 13  
bsomsuda
วันที่ 29 เม.ย. 2554 07:51 น.
 

"ถึงแม้ว่าจะมีกิเลสมากเพียงใด 

ก็ไม่ไ้ด้เป็นเครื่องกั้นในการเกิดขึ้นของกุศลธรรม      

กุศลก็สามารถที่จะเกิดขึ้นเป็นไปได้ในชีวิตประจำวัน 

ควรที่จะอบรมเจริญให้มีขึ้น"

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาทุกท่านค่ะ

 
  

เขียนความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่