Loading...
  018250  วจีทุจริต
Sensory
วันที่ 24 เม.ย. 2554 06:04 น.
อ่าน 2,410
 
 

  http://www.dhammahome.com/front/webboard/show.php?id=6199

ได้ย้อนอ่านกระทู้นี้แล้ว คลิกอ่านที่นี่...จะละเว้นวจีทุจริตได้อย่างไร  

เจอว่าถ้ายังไม่ใช่พระอรหันต์ ย่อมมีวจีทุจริตอยู่ หมายความว่า

พระอริยบุคคลอย่างพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ยังมีวจีทุจริตอยู่เหรอคะ คือ

เข้าใจมาตลอดว่าถ้าเป็นพระอริยบุคคลแล้วจะไม่ละเมิดอกุศลกรรมเลยน่ะค่ะ

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
วันที่ 24 เม.ย. 2554 07:16 น.
 

                            ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

  

วจีทุจริตมี 4 ประการคือ

การพูดเท็จ การพูดคำหยาบ การพูดส่อเสียดและการพูดเพ้อเจ้อ

    ผู้ที่เป็นปุถุชนยังไม่สามารถละวจีทุจริต 4 ประการได้คือเมื่อมีเหตุปัจจัยก็สามารถเกิด

วจีทุจริตประการใดประการหนึ่งได้ครับ        ผู้ที่เป็นพระโสดาบันสามารถละการพูดเท็จ

และการพูดส่อเสียดได้ครับ     พระสกทาคามีก็เช่นกันสามารถละการพูดเท็จ การพูดคำ

ส่อเสียดได้   พระอนาคามีสามารถละวจีทุจริตได้คือละการพูดเท็จ ละกาารพูดส่อเสียด

ละการพูดคำหยาบ  แต่ยังละการพูดเพ้อเจ้อไม่ได้     ส่วนพระอรหันต์เท่านั้นที่จะละการ

พูดเพ้อเจ้อและวจีทุจริตทั้งหมดได้ครับ

     ที่สำคัญแม้พระอริยบุคคลที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์    แม้ท่านจะยังละวจีทุจริตในบาง

ประการไม่ได้ แต่วจีทุจริตที่ท่านพูดออกมา เช่น พูดเพ้อเจ้อ แต่การพูดคำพูดเพ้อเจ้อ

ของท่านไม่เป็นปัจจัยให้ต้องตกนรกหรือไปอบายภูมิ    คือไม่เป็นอกุศลกรรมบถที่ครบ

องค์ที่จะต้องไปอบายครับ รวมทั้งการพูดคำหยาบของพระโสดาบันและพระสกทาคามี

ก็ไม่ได้ถึงกับรุนแรงทำให้ต้องไปอบายครับ   เพราะฉะนั้นวจีทุจริตของพระอริยบุคคลที่

ไม่ใช่พระอรหันต์แม้ยังมีอยู่แต่ไม่มีกำลังมาก  และไม่ถึงล่วงกรรมเป็นอกุศลกรรมบถที่จะ

ทำให้ไปอบายภูมิครับ ต่างจากปุถุชนที่ยังมีวจีทุจริต  4  ประการครบและยังมีเหตุปัจจัย

ให้สามารถพูดในสิ่งที่ไม่ดีที่เป็นวจีทุจริต 4 มีกำลังคือสามารถพูดเป็นกรรมที่เป็นอกุศล

กรรมบถครบองค์และเป็นเหตุให้ไปอบายภูมิได้ครับ  ต่างจากพระอริยบุคคลที่ไม่ใช่พระ

อรหันต์แม้ท่านมีวจีทุจริตบางข้อ         แต่วาจาที่เป็นอกุศลของท่านนั้นไม่มีกำลังมาก

เหมือนปุถุชนและไม่เป็นเหตุไปอบายภูมิครับ

     ในชีวิตประจำวันจึงควรพิจาณาด้วยปัญญาและเห็นโทษของวาจาที่พูดกัน แม้จะยัง

ละวจีทุจริต 4 ประการไม่ได้  แต่ก็ค่อย ๆ เห็นโทษของวาจาที่พูดประการต่าง ๆ ได้  อัน

เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตนและผู้อื่นที่อยู่ร่วมกันในสังคมครับ ปัญญานั่นเองที่จะทำให้

เราดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง แม้แต่การใช้วาจาในการดำเนินชีวิตครับ เริ่มจากการฟังการ

ศึกษาพระธรรม      เมื่อปัญญาเจริญขึ้น      ปัญญาจะขัดเกลากาย วาจาซึ่งเป็นไปตาม

กำลังของปัญญา ขออนุโมทนาครับ

อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
Sensory
วันที่ 24 เม.ย. 2554 09:38 น.
 

 ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
wannee.s
วันที่ 24 เม.ย. 2554 15:50 น.
 

พระโสดาบันมีศีล 5 บริสุทธิ์ ท่านไม่มีทางล่วงศีล 5 ท่านปิดประตูอบายภูมิแล้ว และ

กิเลสที่ท่านละแล้ว จะไม่กลับมาอีกในสังสารวัฏฏ์ ท่านละคำพูดหยาบไม่ได้  ละการ

พูดเพ้อเจ้อไม่ได้ ส่วนพระอรหันต์ละวจีทุจริตได้ทั้งหมดเลยค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
khampan.a
วันที่ 24 เม.ย. 2554 18:52 น.
 

          ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     ก่อนอื่นต้องทราบว่า  ผู้ที่หมดจดจากกิเลสโดยประการทั้งปวง         ดับกิเลสได้

ทั้งหมด  ต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้น   ส่วนพระอริยบุคคลขั้นต่ำกว่านั้น     ยังเป็นผู้มี

กิเลส   ยังมีเหตุปัจจัยให้อกุศลจิตเกิดขึ้น  เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย    แต่ไม่มีกำลัง

เหมือนกับปุถุชนผู้หนาแน่นด้วยกิเลส      เพราะเหตุว่ากิเลสอย่างหยาบที่จะเป็นเหตุ

ให้ไปเกิดในอบายภูมิ นั้น  ดับได้อย่างเด็ดขาดตั้งแต่เป็นพระโสดาบัน        พระอริย-

บุคคลทุกขั้นจะไม่ไปเกิดในอบายภูมิอีก และถ้าบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว     ดับขันธ-

ปรินิพพาน    ก็ไม่มีการเกิดอีกในสังสารวัฏฏ์    สิ้นทุกข์โดยประการทั้งปวง

      จากข้อความในอรรถกถาปเจตนสูตร  แสดงว่า  กุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ประการนั้น

พระอริยบุคคลขั้นใด  ละอกุศบกรรมบถประเภทใดได้บ้าง  ดังต่อไปนี้

         พระสุตตันตปิฎก  อังคุตตรนิกาย  ติกนิบาต  เล่มที่ ๓๔ หน้าที่ ๔๕

     อกุศลกรรมบถ ๖ ข้อเหล่านั้น คือ ปาณาติบาต  อทินนาทาน มิจฉาจาร  มุสาวาท

ปิสุณาวาจา         มิจฉาทิฏฐิ      พระอริยบุคคล ย่อมละได้      ด้วยโสดาปัตติมรรค,

สองอย่าง คือ ผรุสวาจา และ พยาบาท จะละได้ด้วยอนาคามิมรรค,     สองอย่าง คือ

อภิชฌา สัมผัปปลาปะ   จะละได้ด้วยอรหัตมรรค.

     ดังนั้น  การที่จะค่อย ๆ  ขัดเกลากิเลสไปตามลำดับนั้น   จนกระทั่งดับได้ในที่สุด

นั้น  ต้องอาศัยการฟังพระธรรมศึกษาพระธรรม  สะสมปัญญาไปตามลำดับ  กิเลสที่มี

มาก ต้องมีปัญญา       ถึงจะดับกิเลสได้    "ปัญญา  เป็นเครื่องละล้างความไม่รู้  และ

กุศลธรมทั้งหลาย"
     ถ้าไม่มีปัญญาแล้ว       ก็ไม่สามารถดำเนินไปถึงซึ่งการดับ

กิเลส ได้ .

                         ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
จักรกฤษณ์
วันที่ 24 เม.ย. 2554 22:43 น.
 

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
ธนฤทธิ์
วันที่ 28 เม.ย. 2554 21:37 น.
 
ขอขอบคุณและขออนุโมทนาครับ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
JANYAPINPARD
วันที่ 29 เม.ย. 2554 07:24 น.
 
ขออนุโมทนาคะ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
bsomsuda
วันที่ 29 เม.ย. 2554 08:33 น.
 

   ขอเรียนถามเพิ่มเติมว่า..วจีทุจริต (มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา และสัมผัปปลาปะ)

ที่มีกำลังระดับไหน จึงเป็นเหตุให้ไปอบายภูมิคะ ?

   อยากทราบเพื่อจะได้เกรงกลัวต่อบาป และสำรวมวาจาให้มากยิ่งขึ้นค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
paderm
วันที่ 29 เม.ย. 2554 08:47 น.
 

   เรียนความเห็นที่ 8

   มุสาวาท ที่เป็นเหตุให้ต้องไปอบายภูมิคือครบองค์กรรมบถ มีเจตนาพูดเท็จและผู้อื่น

เข้าใจในเรื่องที่เราพูดเท็จด้วย ที่สำคัญที่สุดคือหักรานประโยชน์ของผู้อื่น คือทำลาย

ประโยชน์ของผู้อื่น ผู้ที่เรากล่าวเท็จ เช่น เมื่อพูดเท็จแล้วคนนั้นเข้าใจว่าเป็นเรื่องจริง

และทำลายประโยชน์เขาทำให้เขาเดือดร้อนประการต่าง ๆ   อันนี้เป็นมุสาวาทที่ครบ

กรรมบถจนถึงทำลายประโยชน์ผู้อื่น สามารถไปอบายภูมิได้ครับ

                       มุสาวาทนั้น  มีองค์  ๔  คือ

           ๑.  อตถ    วตฺถุ   เรื่องไม่แท้

           ๒.  วิสวาทนจิตฺต  จิตคิดจะพูดให้คลาดเคลื่อน

           ๓.  ตชฺโช   วายาโม   ความพยายามเกิดจากจิตคิดจะพูดให้คลาด-

เคลื่อนนั้น

           ๔.  ปรสฺส  ตทตฺถวิชานน  คนอื่นรู้เรื่องนั้น.

   ปิสุณาวาจา  การพูดส่อเสียด ก็คือครบกรรมบถ ก็ไปอบายภุมิได้ครับ เช่น มีเจตนา

ที่ส่อเสียด พูดคำส่อเสียด สุดท้ายทำให้ทำให้เขารู้เรื่องนั้นและแตกกันก็ทำให้ไป

อบายภูมิได้ครับ

                              ปิสุณาวาจานั้น  มีองค์  ๔  คือ

           ๑.  ภินฺทิตพฺโพ  ปโร  ผู้อื่นที่พึงให้แตกกัน

           ๒.  เภทปุเรกฺขารตา   มุ่งให้เขาแตกกันว่า  คนเหล่านี้จักเป็นผู้ต่าง

กัน    และแยกกันด้วยอุบายอย่างนี้    หรือ  ปิยกมฺยตา   ประสงค์ให้ตนเป็น

ที่รักว่า   เราจักเป็นที่รัก   จักเป็นที่ไว้ว่างใจ   ด้วยอุบายอย่างนี้

            ๓.  ตชฺโช  วายาโม   ความพยายามที่เกิดแต่ความมุ่งให้เขาแตกกันนั้น  

           ๔.  ตสฺส  ตทตฺถวิชานน  ผู้นั้นรู้เรื่องนั้น.

ผรุสวาจา การกล่าวคำหยาบก็เช่นกันต้องครบกรรมบถ

                          ผรุสวาจานั้น  มีองค์  ๓  คือ

           ๑.   อกฺโกสิตพฺโพ   ปโร  คนอื่นที่ตนด่า

           ๒.   กุปิตจิตฺต  จิตโกรธ

           ๓.   อกฺโกสนา   การด่า

     มีเจตนาที่จะกล่าวคำพูดด้วยจิตโกรธ แล้วพูดคำหยาบออกไปกับผู้อื่น 

สัมผัปปลาปะ การพูดเพ้อเจ้อก็เช่นกันจะไปอบายได้ต้องครบกรรมบถครับ แต่ที่สำคัญ

ต้องทำลายประโยชน์ผู้อื่นนั้นด้วย เช่น พูดเพ้อเจ้อแล้วทำให้เขาเดือดร้อน เป็นต้น

         สัมผัปปลาปะนั้น   มีองค์ประกอบ ๒ ประการ    คือ ความมุ่งหน้า

ที่จะพูดถ้อยคำไร้ประโยชน์    มีเรื่องสงความภารตะ    และเรื่องการลักพา

นางสีดา  (เรื่องรามเกียรติ์)  เป็นต้น  ๑  การกล่าวถ้อยคำชนิดนั้น  ๑.

   ดังนั้นไม่ว่าจะกล่าวด้วยวาจาใด แม้จะไม่ครบกรรมบถแต่เป็นอกุศล พระพุทธองค์ก็

ไม่ทรงสรรเสริญครับ ค่อย ๆ เริ่มจากการเห็นโทษแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะเป็นผู้สำรวม

วาจาเป็นไปในทางที่ดีขึ้นครับ ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
wannee.s
วันที่ 29 เม.ย. 2554 11:59 น.
 

ในพระไตรปิฏกก็มีแสดงไว้        พวกเดียรถีย์    ให้นางสุนทรี   มาทำลายพุทธศานา

ด้วยการพูดเท็จ       พูดส่อเสียด      ใส่ร้ายพระพุทธเจ้า    นางตายไปตกนรก   ฯลฯ

คนที่พูดเท็จจะไม่ทำชั่วในที่ลับไม่มี   ค่ะ

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
เซจาน้อย
วันที่ 29 เม.ย. 2554 18:05 น.
 
ขออนุโมทนาครับ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 12  
bsomsuda
วันที่ 29 เม.ย. 2554 20:57 น.
 

"..ไม่ว่าจะกล่าวด้วยวาจาใด

แม้จะไม่ครบกรรมบถแต่เป็นอกุศล พระพุทธองค์ก็ไม่ทรงสรรเสริญครับ

ค่อยๆ เริ่มจากการเห็นโทษแม้เพียงเล็กน้อย

ก็จะเป็นผู้สำรวมวาจาเป็นไปในทางที่ดีขึ้น.."

ขอบพระคุณ อ.ผเดิม อย่างสูง

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของ อ.ผเดิม และทุกๆ ท่าน นะคะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 13  
วินิจ
วันที่ 7 พ.ค. 2554 07:33 น.
 
อ้างอิงจาก : หัวข้อ 18250 ความคิดเห็นที่ 10 โดย wannee.s

ในพระไตรปิฏกก็มีแสดงไว้        พวกเดียรถีย์    ให้นางสุนทรี   มาทำลายพุทธศานา

ด้วยการพูดเท็จ       พูดส่อเสียด      ใส่ร้ายพระพุทธเจ้า    นางตายไปตกนรก   ฯลฯ

คนที่พูดเท็จจะไม่ทำชั่วในที่ลับไม่มี   ค่ะ

 

 

เคยได้ยินว่า"คนที่พูดโกหกจะไม่ทำความชั่ว(อื่น)ไม่มี",แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็นว่า"ผู้กล้า

พูดโกหกที่จะไม่ทำ(มี)ความชั่ว(อื่นซ่อนอยู่เป็น)ไม่มี"อยากได้ผู้รู้บาลีถึงรากภาษาอักษร

มาช่วยแปลให้ฟังหน่อย,แต่ความเห็นส่วนตัวดูจะเป็นคำแปลที่ฟังแล้วหนักไปนิด

หนึ่ง,เพราะดูอย่างเด็กอาจจะทำผิดเพราะเหตุของวัยที่ความคิดยังไม่รอบถ้วน,อาจทำ

ตามเพื่อนหรืออาจแค่แม่สั่งให้อยู่บ้านแต่อาจจะหลบไปเล่น,ซึ่งไม่ใช่ความชั่วอะไร,แต่

อาจจะถือเป็นความผิดที่ไม่ทำตามคำสั่ง,แล้วก็กลัวแม่จะลงโทษ,จึงโกหกไปตาม

สัญชาตญาณปกป้องตัวเอง,หรืออย่างที่เขาพูดกัน"โกหกสีขาว"ระหว่างหมอกับคนไข้

โรคร้ายใกล้เสียชีวิตเพื่อให้คนไข้สบายใจ,จะได้ต่ออายุออกไปอีกด้วยเจตนาดีเกรงว่า

คนไข้จะช้อคตายเมื่อบอกความจริง,ประการนี้จะสรุปอย่างไรและควรจะทำประการใดจึง

จะดีที่สุด,อาจต้องการสื่อเพื่อปรามว่าถ้ากล้า(เจตนา)โกหกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน,ก็

น่าจะต้องทำความผิดอื่นหรืออาจถึงขั้นเป็นความชั่วอื่นเลยก็อาจเป็นได้จึงต้องมาโกหก

,เพราะถ้าทำถูกต้องทุกอย่างแล้วจะมาโกหกทำไม,เพื่อจะไม่ให้ประมาทด้วยมองเห็นการ

โกหกเป็นเรื่องเล็กน้อย,น่าจะเป็นอย่างนี้หรือเปล่า?

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 14  
paderm
วันที่ 7 พ.ค. 2554 14:17 น.
 

เรียนความเห็นที่ 13

พระธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นสัจจะ ความจริง ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งจากคำแปลในพระ

ไตรปิฎก ได้ตรัสไว้ว่า

             พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้าที่ 165

                                ๕.  สัมปชานมุสาวาทสูตร

                                ว่าด้วยสัมปชานมุสาวาท

           [๒๐๓]  จริงอยู่   พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว   พระสูตรนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว  เพราะเหตุนั้น  ข้าพเจ้าได้สดับ

มาแล้วว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เมื่อบุคคลล่วงธรรมอย่างหนึ่งแล้ว   เรากล่าวว่า

บาปกรรมไร  ๆ    อันเขาจะไม่พึงทำไม่มีเลย    ธรรมอย่างหนึ่งเป็นไฉน    คือ

สัมปชานมุสาวาท.

           พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว  ในพระสูตรนั้น    พระผู้มี-

พระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

                                บาปกรรม ที่สัตว์ผู้เป็นคนมักพูดเท็จ

                       ล่วงธรรมอย่างหนึ่งแล้ว  ข้ามโลกหน้าเสีย

                      แล้ว  จะไม่พึงทำ  ไม่มีเลย.

.............................................................................

    สัมปชานมุสาวาท แปลว่า การกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ คือรู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่จริงก็ยังพูด

ได้ ทั้งๆที่รูอยู่ก็ยังพูด อันเป็นสิ่งที่ควรละอายแม้เรื่องเล็กน้อยยังทำได้ ไม่ต้องกล่าวถึง

อกุศลธรรมใหญ่เมื่อมีเหตุปัจจัยพร้อมก็สามารถล่วงอกุศลกรรม   ทำบาปใหญ่ๆได้ครับ

เหตุเพราะทั้งที่รู้อยู่ก็ยังกล่าวคำโกหก ไม่มีความละอายแม้ในเรื่องเล็กน้อยครับ

   พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 264
          
     พ.   ดูก่อนราหุล สมณธรรมของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวมุสาทั้งรู้อยู่  

ก็เป็นของที่เขาทิ้งเสียแล้ว เหมือนกันฉะนั้น.

 
  

  ความคิดเห็นที่ 15  
paderm
วันที่ 7 พ.ค. 2554 14:19 น.
 

   บุคคลผู้มักพูดเท็จ  พูดโกหก  ที่จะไม่ทำอกุศลกรรมอย่างอื่นเป็นไม่มี  เพราะเหตุว่า

ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะต้องพูดเท็จ  ยังพูดได้  จึงไม่ต้องพูดถึงอกุศลกรรมอย่างอื่น

ที่เขาจะไม่ทำ     

   พระธรรมเทศนาในเรื่องนี้   จึงเป็นเครื่องเตือนสติได้เป็นอย่างดี  เตือนไม่ให้ประมาท

โดยประการทั้งปวง   เพราะตราบใดที่ยังเป็นปุถุชน ผู้หนาแน่นไปด้วยกิเลส   ยังไม่ได้-

เป็นพระอริยบุคคล จะประมาทกำลังของกิเลสไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว  เพราะเมื่อมีเหตุ

ปัจจัย  ย่อมล่วงศีลได้ ทำอกุศลกรรมประการต่าง ๆ ได้   ถ้าเหตุปัจจัยพร้อม      ดังนั้น

อกุศลแม้เล็กน้อย    ก็พึงเห็นว่าเป็นโทษเป็นภัย    ไม่ควรสะสมให้มีมากขึ้น     ควรที่จะ

ละอาย และเกรงกลัวต่ออกุศล  และถอยกลับจากอกุศลให้เร็วที่สุด     แล้วสะสมเฉพาะ

สิ่งที่ดีเท่านั้น ครับ.

 
  

  ความคิดเห็นที่ 16  
pamali
วันที่ 26 พ.ค. 2554 15:12 น.
 
ขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 17  
orawan.c
วันที่ 9 ส.ค. 2556 05:05 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top