Loading...
 17642   ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ๑๑ ธ.ค. ๕๓ ตอน ๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่ 20 ธ.ค. 2553 16:58 น.
อ่าน 1,510
 
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

หากทุกๆท่าน ได้ติดตามอ่านข้อความที่ท่านอาจารย์ และ คุณคำปั่น ได้สนทนาไว้

ในสามตอนที่แล้ว ก็คงจะสังเกตุได้ว่า ท่านอาจารย์ และ คุณคำปั่น

ได้บรรยายไว้อย่างละเอียด น่าฟัง มากเลยทีเดียว นะครับ

โดยท่านจะเริ่มสนทนาให้ท่านผู้ฟังได้เข้าใจ  ตั้งแต่เริ่มต้นเลยนะครับ

ว่า ธรรมะ คืออะไร มีความละเอียด ลึกซึ้งเพียงไร  ควรศึกษาอย่างไร

ในชีวิตประจำวันมีธรรมะอย่างไร ชีวิตนี้ อะไรเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ควรรู้ยิ่ง เป็นต้นนะครับ

ท่านที่สนใจ ขอเชิญอ่านตอนที่ผ่านมาได้ที่นี่นะครับ....

ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ๑๑ ธ.ค. ๕๓ ตอน ๑

ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ๑๑ ธ.ค. ๕๓ ตอน ๒

ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ๑๑ ธ.ค. ๕๓ ตอน ๓

โดยในตอนสุดท้ายนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นการสนทนา ตอบคำถามจากพระคุณเจ้าที่เข้าฟัง

การสนทนา ซึ่งคำถามมีเป็นจำนวนมากจริงๆเลยนะครับ ท่านอาจารย์และคุณคำปั่น

ก็ได้ให้ความรู้ความเข้าใจในคำถามที่พระคุณเจ้าได้ถามมา เพียงบางส่วนเท่านั้น

ส่วนจะได้มีการนำคำถามที่น่าสนใจ มาตอบในกระดานนี้บ้างหรือไม่อย่างไร

ก็คงต้องติดตามกันต่อไปนะครับ ในตอนนี้ ข้าพเจ้าก็ขอนำมาเพียงบางส่วนดังนี้ นะครับ

อ.สงบ   จิตก็ดี วิญญาณก็ดี เจตสิกก็ดี  เหมือนกัน หรือว่าต่างกันอย่างไร? คนเราที่ตาย

แล้วเนี่ย อะไร จะเป็นส่วนที่เสวยกรรม ในภพต่อๆไป?

ท่านอาจารย์   ค่ะ ขอเชิญคุณคำปั่น

อ.คำปั่น       ครับ ผู้ที่ได้ศึกษาพระพุทธศาสนานี่นะครับ ก็คงจะได้ยิน คำว่า "วิญญาณ"

แต่ก็ขอให้พิจารณานะครับว่า "วิญญาณ" นั้น คือ อะไร?   "วิญญาณ" 

เป็นนามธรรม เป็นสภาพธรรมะ ที่มีจริง   ไม่ใช่สิ่งที่ ออกจากร่าง ไม่ใช่สิ่งที่

ปรากฏทางตา เลยนะครับ "วิญญาณ กับ จิต" คือ สภาพธรรมะ อย่างเดียวกัน

คำว่า "วิญญาณ" ตามศัพท์แล้ว หมายถึง สภาพธรรมะ ที่รู้แจ้ง   "รู้แจ้ง" อะไร?

ก็คือ "รู้แจ้ง" สิ่งที่กำลังมี กำลังปรากฏ   นั่นเอง  หมายถึง "รู้อารมณ์"

เพราะเหตุว่า จิตก็ดี วิญญาณก็ดี   เป็นสภาพธรรมะ ที่มีจริง

เมื่อเกิดขึ้น  ต้องรู้ สิ่งหนึ่ง สิ่งใด ต้องรู้อารมณ์ 

อย่างเช่นในขณะนี้ ที่กำลังเห็น "เห็น" ก็เป็นจิตประเภทหนึ่ง   

เรียกว่า "จักขุวิญญาณ"  มีคำว่า "วิญญาณ" แล้ว ใช่มั๊ยครับ?  "จักขุวิญญาณ" หมายถึง

สภาพธรรมะ ที่รู้แจ้ง "สี" ที่กำลังปรากฏ ทางตา 

เพราะฉะนั้น วิญญาณ จึงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวเลย นะครับ แต่ว่าเป็นสิ่งที่ ควรจะศึกษา

ให้เข้าใจว่า วิญญาณ ก็เป็นสภาพธรรมะ ที่มีจริง อย่างหนึ่ง วิญญาณไม่มีรูปร่าง

วิญญาณไม่ใช่รูปธรรม วิญญาณไม่มีการล่องลอย นะครับ

เพราะเหตุว่า วิญญาณ นั้นนะครับ เป็นสภาพธรรมะ ที่มีจริง เกิดขึ้น ต้องอาศัยที่เกิด

เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ดับไป นะครับ เพราะเหตุว่า สภาพธรรมะ ที่เป็นสังขารธรรม

 ที่มีปัจจัย ปรุงแต่ง เกิดขึ้น แล้วก็ต้องดับไป ไม่มีอะไร ที่จะคงอยู่ยั่งยืน เลยนะครับ


เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ของการได้ศึกษา พระพุทธศาสนา ศึกษาแล้ว ฟังแล้ว

อย่างน้อยๆ  ก็จะเข้าใจว่า "วิญญาณ" คือ อะไร?

ก็คือ สภาพธรรมะ ที่กำลังมี ในขณะนี้ นั่นเอง เป็นสภาพธรรมะ ที่มีจริง

ทุกขณะ ไม่ปราศจาก "วิญญาณ" เลยนะครับ

และที่บอกว่า ตายแล้วเกิด ตราบใดก็ตาม ที่ยังมีกิเลสอยู่ ยังมี "อวิชชา"

ซึ่งเป็น "ความไม่รู้"  ยังมี "ตัณหา" ซึ่งเป็น "ความติดข้อง ยินดี พอใจ" อยู่

อย่างไรก็ต้องเกิด แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่า จะไปเกิด ณ ที่ใด

ถ้าหากว่า เป็นผลของกรรมดี ก็ทำให้ไปเกิด ในสุคติภูมิ  เกิดเป็นมนุษย์

เกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นต่างๆ อันนี้เป็นผลของ กรรมดี เป็นผลของกุศลกรรม 

ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป็นผลของกรรมไม่ดี เป็นผลของ อกุศลกรรม ก็นำพาไปสู่ที่ต่ำ

นำพาไปสู่ อบายภูมิ นะครับ มี นรก เปรต อสุรกาย และ สัตว์เดรัจฉาน

อบายภูมิ  เป็นภูมิที่น่ากลัวอย่างยิ่งเลยนะครับ ถ้าจะถามว่า กลัวอบายภูมิไหม?

กลัวนรกไหม?  ถ้าถามเรียงตามตัวบุคคล  ก็จะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า

"กลัว" กลัวการเกิดใน อบายภูมิ กลัวการเกิดเป็น สัตว์นรก ถ้าจะถามต่อไปอีกว่า

แล้ว "กลัวเหตุ"ที่จะทำให้ไปเกิด ในอบายภูมิ หรือเปล่า? อันนี้ชักจะไม่แน่ใจแล้วนะครับ

เพราะเหตุว่า เป็นเรื่องของ อกุศล เป็นเรื่องของ ความไม่ดี เพราะเหตุว่า คนเรานี่นะครับ

มีการสะสมมา ที่แตกต่างกัน บางคนก็มี พฤติกรรมที่ไม่ดี  เพราะอะไร? ถึงเป็นคน

ที่มีพฤติกรรมไม่ดี   เพราะสะสมมา ที่จะมี กาย วาจา ที่ไม่ดี   เป็นผลมาจาก

การสะสม นั่นเอง แต่บางคน บางท่าน ก็มีการสะสม ในทางที่ดี  มีการช่วยเหลือ

เกื้อกูล ผู้อื่น มีการอนุเคราะห์ สงเคราะห์ ผู้อื่น ให้ได้รับ ความสะดวกสบาย

ทั้งหมดทั้งปวงนี้นะครับ ก็เป็นการสะสมมา ในทางที่ดี เพราะฉะนั้น  ไม่พ้นไปจาก

ความเป็นไป ของธรรมะ เลย ไม่ว่าจะเป็นการ สะสม ในทางที่ดี หรือ ไม่ดี

ก็เป็นเรื่องของ "ธรรมะ" ทั้งหมดเลย   แต่บุคคล ที่ได้ฟังธรรมะ ได้ศึกษาธรรมะ 

รู้ว่า อะไรดี อะไรไม่ดี แล้ว ท่านก็สามารถจะดำเนินไป ในทางที่ถูก ที่ดีงาม

ประพฤติ ปฏิบัติ ในสิ่งที่ดีงาม และ งดเว้น จากสิ่งที่ไม่ดี ทั้งหลายทั้งปวงนั้น นะครับ




ประการที่สำคัญก็คือ ความรู้ ความเข้าใจ พระธรรม นี้เองที่จะเป็นเครื่อง เกื้อกูล

อุปการะ ให้แต่ละคน แต่ละท่าน นั้น มีความประพฤติ ที่ดีงาม ทั้ง ทางกาย ทางวาจา

และทางใจ    เพราะฉะนั้น

"ปัญญา" จึงเป็น เครื่องปกครองคน เป็น"รัตนะ" ที่ประเสริฐ ของนรชนทั้งหลาย 

เพราะฉะนั้น ประโยชน์สูงสุด ในการฟังพระธรรม แต่ละครั้งๆ ก็คือ เพื่อเข้าใจธรรมะ

เพื่อความเจริญขึ้นของ "ปัญญา" นั่นเอง นะครับ

กราบเรียน ท่านอาจารย์ ได้ช่วยเพิ่มเติมด้วยครับ

ท่านอาจารย์   ค่ะ ธรรมะ เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ มั๊ยคะ? หรือ ไม่เห็นจะน่าอัศจรรย์ เลย

แต่ถ้าคิดว่า ทำไม? มี "เห็น"  ทำไม? มี "แข็ง"   ทำไม? มี "เสียง"  ทำไม? มี "กลิ่น"

สิ่งต่างๆนี้ มาจากไหน?   ใคร? ทำให้เกิด ได้มั๊ย?

ความน่าอัศจรรย์ คือ ไม่มีใคร ที่สามารถทำ จะทำอะไร ได้เลย

เพราะเหตุว่า "ธรรมะ" เป็นอิสระ แต่ว่า ไม่พ้นจากปัจจัย     ธรรมะ แม้ว่าเป็น อนัตตา

ไม่อิสระ เพราะต้องเป็นไปตามปัจจัย  ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่กำลังปรากฏ ในขณะนี้

ถ้าไม่ได้ศึกษาธรรมะ ไม่มีความน่าอัศจรรย์ เพราะ "ไม่รู้"  แต่ถ้ารู้แล้ว ก็จะเห็น

ความน่าอัศจรรย์จริงๆว่า แม้ว่าธรรมะ ขณะนี้ก็มี ไม่ต้องเรียกชื่อใดๆเลยทั้งสิ้น

ไม่ต้องใช้คำว่า "จิต" ไม่ต้องใช้คำว่า "ธรรมะ" ไม่ต้องใช้คำว่า "วิญญาณ"

แต่  "สิ่งนี้" ก็กำลังมี กำลังปรากฏ แต่จำเป็นต้องใช้ "คำ"

เพราะฉะนั้น พระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง เป็นภาษา มคธี ทรงแสดงธรรม

แก่ชาว มคธ  เพราะฉะนั้น คำว่า "วิญาณ" หรือ "วิญญาณะ" ในภาษาบาลี

ไม่ใช่ภาษาไทย แต่หมายความถึง สภาพที่สามารถจะ รู้ เห็น คิด นึก ต่างๆได้

เพราะฉะนั้น ธาตุนี้ มีจริงๆ จะไม่เรียกก็ได้ ทุกวันนี้ ก็มีความสุข

โดยเราไม่ต้องเรียกชื่อว่า "สุข" หรือว่า "สุขะ" หรือ ภาษาไทย ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ

แต่สภาพธรรมะนั้น ก็เกิดขึ้นแล้ว เป็นอย่างนั้นแล้ว ตามเหตุ ตามปัจจัย

ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะ บังคับบัญชา หรือ ทำให้เกิดได้

ด้วยเหตุนี้ คำว่า "วิญญาณ" หมายความถึง "ธาตุ" หรือ "ธรรมะ" ที่เป็น "ธาตุรู้"

เพียงคำว่า "ธาตุรู้" คนไทยก็ไม่ชินแล้ว เพราะเหตุว่า พอได้ยิน เราก็บอกว่า "ได้ยิน"

แต่ไม่รู้ความจริงของ "ได้ยิน" ว่า เป็น "ธาตุ" ชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้น สามารถที่จะรู้ว่า

"เสียง" ที่ "ได้ยิน" มี "ลักษณะ" อย่างนี้  เพราะว่า "เสียง" ที่ "ได้ยิน" นั้น

ต่างกัน หลากหลายมาก ตั้งแต่ เสียงคน เสียงสัตว์ เสียงดนตรี  "เสียง" ก็เป็นไป

ตามเหตุ ตามปัจจัย แต่ถ้า ไม่มี "ธาตุ" ที่ "ได้ยิน" เสียง  เสียงจะ ปรากฏ ไม่ได้เลย

แม้ว่า เสียงมี   ด้วยเหตุนี้ ธรรมะ ที่มีจริงๆ จึงต่างกัน เป็น ๒ ประเภทใหญ่ คือ

ประเภทหนึ่ง ไม่รู้อะไรเลย เป็นธรรมะ ที่เป็น "รูปธรรม"

อีกประเภทหนึ่ง เกิดขึ้นแล้ว ต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้

เช่น ขณะนี้ พอพูดถึง "เห็น" ทุกคน ไม่สงสัยเลย เพราะ "กำลังเห็น"

แต่ "เห็น" คือ อะไร?  "เห็น" คือ ขณะที่กำลังรู้ว่า สิ่งที่ปรากฏ ทางตา เป็นอย่างนี้

ไม่เป็นอย่างอื่น ไม่ว่าจะ "เห็น" ที่ไหน ก็ต้องสามารถ "เห็น" สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ได้

ความละเอียด ความลึกซึ้ง ของธรรมะ มากมาย เจ้าค่ะ

แม้แต่เพียง ขณะนี้ ถ้าทุกคน กระทบสัมผัส ไม่เห็นสีสันวรรณะ เลย แต่ "รู้แข็ง"

เพราะฉะนั้น "แข็ง" สามารถจะ "ปรากฏ"  เมื่อ กระทบ    "ลักษณะ" นั้น จึง "ปรากฏ"

ว่ามีลักษณะที่ "แข็ง"  เป็นสิ่งที่มี ไม่ต้องเรียกอะไรก็ได้



แต่ว่า ที่ใดก็ตาม ที่มี ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม มหาภูตรูป ๔ ซึ่งคนไทยคุ้นกับคำนี้มาก

เพราะเหตุว่า พอพูดคำว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ไม่ขาดเลย พูดได้

ครบทั้งสี่ธาตุ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม

ธาตุดิน คือ ลักษณะที่ "แข็ง" หรือ "อ่อน"

ธาตุไฟ คือ ลักษณะที่ "ร้อน" หรือ "เย็น"

ธาตุลม คือ ลักษณะที่ "ตึง" หรือ "ไหว"

ธาตุน้ำ คือ ลักษณะ ที่ "เอิบอาบ เกาะกุม" สภาพธรรมะที่เกิดร่วมกัน

แยกกันไม่ได้เลย เพราะว่า ธาตุนำ้เอิบอาบ แล้วก็ ซึมซาบ เอิบอาบ คุมลักษณะของธาตุ

ทั้ง ๓ เป็นธาตุทั้ง ๔ ซึ่งแยกกันไม่ได้เลย  ด้วยเหตุนี้ แม้ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม

ไม่มีใครมองเห็น แต่ที่เห็นในขณะนี้ ก็เพราะว่า มีรูปธรรม หรือ ธาตุ ชนิดหนึ่ง ซึ่งต้อง

เกิดกับ มหาภูตรูป แต่สามารถกระทบกับ จักขุปสาท แล้วปรากฏเป็น สีสันวรรณะ ต่างๆ

ถ้าจะอุปมาว่า มหาภูตรูป ทั้ง ๔ เหมือนนางยักษิณี ซึ่งแปลงกายได้ แล้วแต่ว่า

จะแปลงกายเป็น ต้นไม้ แปลงกายเป็น ดอกไม้ แปลงกายเป็น คน

แปลงกายเป็น สัตว์ ต่างๆ ซึ่ง  ความจริงก็คือ "มหาภูตรูป"

ด้วยเหตุนี้ ความลึกล้ำ ความละเอียด ของธรรมะ ที่พระผู้มีพระภาคฯ ทรงตรัสรู้

เป็นความจริง ที่ทุกคน สามารถที่จะ ฟัง ไตร่ตรอง แล้วก็ เริ่มเข้าใจ

สิ่งที่มีจริงในชีวิต  ได้ละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้น

อ.สงบ   อะไร? เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้คนทุกวันนี้ เกิดความทุกข์

ท่านอาจารย์   ทุกข์กาย หรือ ทุกข์ใจ มี ๒ อย่างค่ะ ถ้าทุกข์กาย ก็เพราะเหตุว่า  มีกรรม

ที่ได้กระทำแล้ว ถึงวาระที่จะทำให้ได้พบ สิ่งที่ไม่น่าพอใจ ไม่ว่าจะเป็นทาง ตา หู จมูก ลิ้น

กาย ก็เป็นผลของ อกุศลกรรม  ถ้าทางใจก็คือ ตราบใดที่ยังมีกิเลส ยังไม่พ้น ทุกข์ใจ

อ.สงบ   ทุกคน ก็พบกับ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ในปฏิจจสมุปปาท กี่ภพ กี่ชาติ   ถึงจะ

หลุดพ้น จากสิ่งเหล่านี้  มีวิธีการที่จะเข้าถึง ธรรมะเช่นนี้ อย่างไร?

ท่านอาจารย์   ปฏิจจสมุปปาท เป็น อวิชชา เพราะ "ไม่รู้" จึงมีการเกิดขึ้น เป็นไป ถ้า "รู้"

เมื่อไหร่ ก็สิ้นสุด การที่จะต้อง เกิด ดับ อีกต่อไป

อ.สงบ   คนที่ตายแล้ว เกิดอีก สามารถ "ระลึกชาติ" ได้ เคยมีคนพูดว่า เขาจำอดีต ของ

ตนได้ อันนี้ เป็นเพราะเหตุใด?

ท่านอาจารย์  "ระลึกชาติ" ไม่ใช่ "จำชาติ" เป็นบางส่วนได้ เจ้าค่ะ การระลึกชาติต้องเป็น

"ปัญญา"  ที่เกิดจากความสงบของจิต  จนถึงขั้น อัปนาสมาธิ   ที่ไม่รู้อารมณ์ ทาง ตา หู

จมูก ลิ้น กาย เพราะจิตขณะนั้น สงบแนบแน่นอยู่กับอารมณ์ คือ สิ่งที่จิตกำลังรู้  ที่ทำให้

จิตขณะนั้น สงบได้ตามลำดับขั้น ขั้นต้น คือ ปฐมฌาน  ยังไม่สามารถที่จะมีปัญญา  ที่จะ

ระลึกชาติได้เลย ขั้นที่สอง คือ ทุติยฌาน ความสงบที่แนบแน่นยิ่งขึ้น ปราศจากองค์ที่ทำ

ให้ตรึก หรือ ตรอง ถึงสิ่งที่น้อมไป ที่จะรู้ รูป เสียง กลิ่น รส โผฐฐัพพะ    นี่ก็เป็น  เรื่องที่

ละเอียดมาก แต่ให้ทราบว่า ใครว่าอะไร โดยที่ไม่แสดงเหตุ ควรเชื่อไหม? ถ้ามีใคร บอก

ว่าใครระลึกชาติได้ ระลึกได้ยังไง? ต้องแสดงเหตุให้ระลึกชาติว่า   ควรแก่การระลึกชาติ

หรือเปล่า? มิฉะนั้น การเชื่อก็คือ การเชื่อที่ไร้เหตุผล  พระผู้มีพระภาคฯ ทรงแสดงธรรมะ

เป็นที่พึ่ง ไม่ให้คนอื่น เชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง หรือว่า ปราศจากเหตุผล เจ้าค่ะ

อ.สงบ   มีคำถกเถียงกันอยู่ว่า อภิธรรม เป็นคำสั่งสอน  จากพระโอษฐ์ ของพระพุทธเจ้า

ใช่หรือไม่?


อ.คำปั่น   ครับ ก็เป็นพระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดง  ถ้าหากว่่า

ได้ค้นคว้า ในพระไตรปิฎก นะครับ ก็จะพบคำว่า อภิธรรมะ อยู่ เยอะมากเลย นะครับ

นี้คือ เป็นพระธรรมที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ นะครับ ว่าเป็นธรรมะที่มีจริง

เป็นธรรมะที่ละเอียดยิ่ง "อภิธรรมะ" ไม่ได้อยู่ที่ในหนังสือ 

"อภิธรรมะ" เป็น ธรรมะ ที่มีจริง ในชีวิตประจำวัน ทั้งหมดเลยนะครับ

ทำไมจึงบอกว่าเป็น อภิธรรมะ เพราะเหตุว่า เป็นธรรมะที่ ละเอียดยิ่ง ที่ไม่ใช่สัตว์

ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน นะครับ เป็นอนัตตา นั่นเอง นะครับ จึงชื่อว่า อภิธรรมะ

ถ้าหากว่า ไม่ได้ฟังเลย ไม่ได้ศึกษาพระธรรมเลย ก็จะไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึงธรรมะ

อย่างนี้      แม้แต่เมื่อสักครู่นี้  กล่าวถึงขณะที่นอนหลับสนิท

เป็นอภิธรรมะ หรือเปล่า? ก็ต้องพิจารณาใช่มั๊ยครับ? ว่า อภิธรรมะ คือ สิ่งที่มีจริงทั้งหมด

แม้แต่ขณะที่หลับสนิท ก็เป็นอภิธรรมะ เช่นกัน เพราะว่าในขณะนั้น มีจิตเกิดขึ้น

สืบต่ออยู่ เพราะเหตุว่า ไม่ใช่จิตที่ ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส แต่ว่า เป็นจิต

ที่เกิดขึ้น สืบต่อ ดำรงภพชาติ ความเป็นบุคคลนั้นไว้

ซึ่งเมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว นะครับ ชีวิตของทุกคน ที่กำลังดำเนินไปอยู่ในขณะนี้

ก็คือ วิถีจิต กับ ไม่ใช่วิถีจิต ก็ขอกล่าวคร่าวๆก่อนว่า วิถีจิต คือ จิตที่เกิดขึ้น

รู้อารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ อันนี้ เป็นวิถีจิต

และอีกประเภทหนึ่งก็คือ จิตที่เกิดขึ้น รู้อารมณ์ โดยไม่ต้องอาศัยทวารทั้ง ๖ เลย

ไม่ต้องอาศัยตา ไม่ต้องอาศัยจมูก ไม่ต้องอาศัยลิ้น ไม่ต้องอาศัยกาย ไม้ต้องอาศัยใจ

เลย  แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งก็มีจิตอยู่ ๓ ประเภท คือ

ปฏิสนธิจิต ภวังค์จิต และ จุติจิต  ซึ่งในภพนี้ ปฏิสนธิจิต เกิดขึ้นดับไปแล้ว

ภวังคจิต ก็เกิดขึ้น เป็นไป  แต่ว่า จุติจิต ยังไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น 

ในขณะที่ ชีวิตกำลังดำเนินไปอยู่นี้ ก็มี วิถีจิต สลับกับ ภวังค์จิต นั่นเองนะครับ

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะศึกษา ในเรื่องของจิตก็ดี เจตสิกก็ดี รูปก็ดี 

ไม่พ้นไปจาก "อภิธรรมะ" เลย เพราะเป็นธรรมะที่ละเอียดยิ่ง

เป็นธรรมะที่ควรศึกษา เพื่อให้เข้าใจ ตามความเป็นจริงอย่างยิ่งเลยนะครับ

คือ "อภิธรรมะ" ไม่ว่าจะใช้ชื่อว่า อภิธรรมะ ธรรมะ สัจจธรรม ธาตุ ปรมัตถธรรม

ก็หมายถึง สิ่งที่มีจริง ทั้งหมดนะครับ เพราะเหตุว่า คำที่กล่าวมา เมื่อสักครู่นี้

เป็นภาษาบาลี เป็นภาษามคธ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ทรงประกาศพระศาสนา

ด้วยคำเหล่านั้น  แต่เมื่อกล่าวเป็นภาษาไทยแล้ว ก็คือ

สิ่งที่มีจริงทั้งหมดนั่นเอง นะครับ



ท่านอาจารย์   ค่ะ กุศลาธรรม อกุศลาธรรมา อัพยากตาธรรมา เป็น "อภิธรรม"

หรือเปล่าคะ?....."เป็น"...... "อัพยากตาธรรมา" เป็นชื่อใหม่ ซึ่งคนที่ไม่ได้ศึกษา

พระธรรมเนี่ย ไม่คุ้นหู เพียงแต่ได้ยิน กุศลธรรม อกุศลธรรม

แต่ก็ คัมภีร์แรก ในอภิธรรม คือ ธรรมสังคณีปกรณ์

ก็จะเริ่มด้วย กุศลาธรรมา อกุศลาธรรมา อัพยากตาธรรมา

เพราะฉะนั้น อัพยากตาธรรมา ธรรมะ ที่เป็น อัพยากตะ คือ อะไร?

ธรรมะ ที่ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ทั้งหมด เป็น อัพยากตธรรม

ด้วยเหตุนี้ ขณะที่ "เห็น" ไม่ใช่กุศลจิต ไม่ใช่อกุศลจิต แต่เป็น "วิบากจิต"

เป็น "ผลของกรรม" ที่ทำให้ต้องเห็น เมื่อรูปนั้น กระทบกับ จักขุปสาท ถึงกาละที่ต้องเห็น

ใครจะห้ามไม่ให้เห็น ไม่ได้เลย เห็นฟ้าแลบ ใคร? จะชอบ? ใคร? จะอยาก? แต่ก็เห็นแล้ว

เพราะฉะนั้นก็ เป็น "ผลของกรรม" ที่ได้กระทำแล้ว ไม่ใช่กรรม คือ กุศล และ อกุศล

ด้วยเหตุนี้ "เห็น" ขณะนี้ เป็น "อภิธรรม" หรือเปล่า?

เพราะเหตุว่า "อัพยากตาธรรมา" หมายความถึง ธรรมะ ที่ไม่ใช่กุศล และ ไม่ใช่อกุศล

ก็เป็น "อัพยากตธรรม"

เพราะฉะนั้น "ได้ยิน" นี้เอง ก็เป็น "อภิธรรม" จะกล่าวว่า ไม่ใช่ "อภิธรรม" ก็ไม่ได้

อ.สงบ ฟังท่านอาจารย์ ได้ตอบคำถาม แล้วก็ท่านอาจารย์คำปั่น ได้ตอบนะครับ

ก็มีความเข้าใจอยู่ระดับหนึ่งว่า สภาพที่เกิดขึ้น เกิดดับ เป็นสภาพ เป็นอนัตตา

ในส่วนซึ่งเป็นธรรมะละเอียด ซึ่งเป็นอภิธรรม พระพุทธองค์ ก็ทรงแสดง แล้วก็พุทธองค์

ก็ทรงตรัสอยู่แล้ว มีคำถามต่อมาว่า อะไรเป็นเครื่องยืนยัน ผมเข้าใจว่า แค่ความจริง

ของความเป็นจริงเนี่ย ก็เป็นเครื่องที่ยืนยันแล้วว่า เป็นพุทธพจน์

แต่ถ้าจะยืนยันจากตำรับตำรา นี้ก็คงจะต้องคุยกันอีกนานนะครับ คือคำถามของท่าน

ท่านบอกว่า มีอะไรเป็นเครื่องยืนยัน ที่ว่าใช่ และ ไม่ใช่

ทีนี้ ในการที่จะตรัสรู้ สภาพธรรมที่ละเอียด ลึกซึ้ง ได้จริงๆนี่  คนธรรมดา ก็ยากที่จะตรัส

ยากที่จะแสดงได้ ไม่มีใคร "คิด" ได้   เรื่องของการเกิดดับ เป็นสภาพ เป็นอนัตตา

ยืนยันในความเป็นจริงก็คือ ก็น่าจะเป็นหลักฐานได้

 ท่านอาจารย์   ค่ะ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เป็น "ภาษา" หรือเป็น "คำ" ที่เราจะต้องติด นะคะ

ถ้ารู้จักคำว่า "ธรรมะ" จริงๆ จะ "เข้าใจ" ว่า "ธรรมะ เป็น อภิธรรม" แน่นอนค่ะ

เพราะเหตุว่่า ลึกซึ้งมาก เช่น "เห็น" ขณะนี้ มีจริง เคยเป็นเรา เพราะเข้าใจว่า "เราเห็น"

แต่ว่าความจริง "เห็น" เกิดขึ้น และ "เห็น" ก็ดับไป เพราะว่า ไม่ได้มีเห็นตลอดไปเรื่อยๆ

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยยึดถือว่า "เป็นเรา" ความจริงก็เป็น "ธรรมะ" แต่ละลักษณะ

ซึ่ง ละเอียด ลึกซึ้ง อย่างยิ่ง จึงกล่าวว่า "อภิธรรมะ"

อ.สงบ   เหลือเวลาอีก ๕ นาที คำถามนี้คงจะเป็น คำถามสุดท้าย สำหรับวันนี้

มีคำถาม ที่กราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ทุกอย่าง เป็นอนัตตา และสิ่งที่ปรากฏอยู่

ให้เราเห็นในขณะนี้ ได้ยินในขณะนี้เนี่ย มันเป็นอัตตา จะว่า เป็นอนัตตา ได้อย่างไร?

ท่านอาจารย์   ก็น่าจะเปลี่ยนกลับว่า ทำไมว่า เป็นอัตตา ในเมื่อเห็น ก็บังคับบัญชาไม่ได้

ต้องเห็น เกิดแล้วเห็น แล้วก็มี ได้ยิน ชึ่งไม่ใช่เห็น เพราะฉะนั้น แต่ละอย่างที่เกิด

ก็เป็นสภาพธรรมะที่ ไม่มีใครสามารถ บังคับบัญชาได้ แล้วจะเป็น อัตตา ได้อย่างไร?

ใครว่าเห็น เป็นอัตตา ก็คือเป็นเรา หรือว่า เป็นตัวตน แต่ความจริง "เห็น" เป็นธาตุ

หรือเป็นธรรมะ  ซึ่งเกิดขึ้นเห็น ไม่ใช่เกิดขึ้นได้ยิน ไม่ใช่เกิดขึ้นคิดนึก

เพราะฉะนั้น แต่ละอย่างนี้ ก็มีความละเอียดมาก

ซึ่ง ถ้าเป็นเรา นะคะ บังคับบัญชา "เรา" ได้มั๊ยคะ? ถ้าบังคับบัญชาไม่ได้

แล้ว "เป็นเรา" ในลักษณะไหน? ที่ว่า "เป็นเรา" หรือว่า "เป็นของเรา"?

อ.สงบ   สำหรับวันนี้ ก็ขอขอบพระคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์

ที่เมตตา ให้ธรรมะ เป็นทาน สำหรับ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ที่จะได้ ไปเผยแผ่ธรรมะ

เป็นครูสอนธรรมะ ในโรงเรียนต่างๆ  หวังว่าโอกาสหน้า คงได้รับความอนุเคราะห์

จากท่านอาจารย์ สำหรับมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ต่อไป

ขอนิมนต์ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ได้อนุโมทนา กับท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์

โดยพร้อมกัน นะครับ

สาธุ

[๗๙]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ความเสื่อมแห่งโภคะมีประมาณน้อย

ความเสื่อมแห่งปัญญาชั่วร้ายที่สุดกว่าความเสื่อมทั้งหลาย.

   [๘๐]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ความเจริญด้วยโภคะมี
ประมาณน้อย

ความเจริญด้วยปัญญาเลิศกว่าความ
เจริญทั้งหลาย

เพราะฉะนั้นเธอทั้งหลายพึงสำเหนียก
อย่างนี้ว่า

เราทั้งหลายจักเจริญโดยความเจริญ
ปัญญา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต

เล่ม ๑ ภาค ๑
- หน้าที่ 143

 

กราบอนุโมทนาท่านอาจารย์ สุจินต์  บริหารวนเขตต์

คุณคำปั่น อักษรวิลัย

ท่านรองศาสตราจารย์ สงบ เชื้อทอง และ ท่านพลอากาศตรีหญิง กาญจนา เชื้อทอง

รวมทั้งทุกๆท่านที่เกี่ยวข้อง ใน ณ กาลครั้งนี้  ซึ่งได้ถูกบันทึก และจดจำไว้ว่า เป็น

ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่มีค่า และ มีความหมายยิ่ง ต่อวงการพระศาสนาของไทย

และ เป็นขณะ ของกุศลจิต ที่เกิดขึ้น เป็นไปด้วยความปีติยิ่ง ยากที่จะบรรยายได้

และ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านด้วยครับ

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
เมตตา
วันที่ 20 ธ.ค. 2553 22:25 น.
 

 

ท่านอาจารย์   ค่ะ กุศลาธรรม อกุศลาธรรมา อัพยากตาธรรมา เป็น "อภิธรรม"

ถ้ารู้จักคำว่า "ธรรมะ" จริงๆ จะ "เข้าใจ" ว่า "ธรรมะ เป็น อภิธรรม" แน่นอนค่ะ

...กราบอนุโมทนาท่านอาจารย์ค่ะ...

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของอ.กำปั่น และคุณวันชัยค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
h_peijen
วันที่ 20 ธ.ค. 2553 23:13 น.
 

กราบอนุโมทนาท่านอาจารย์ สุจินต์ บริหารวนเขตต์ คุณคำปั่น อักษรวิลัย และ

 ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
pat_jesty
วันที่ 20 ธ.ค. 2553 23:15 น.
 

ติดตามจนจบ เป็นประโยชน์มากค่ะ  ขอกราบอนุโมทนาท่านอาจารย์ และ

ทีมงานทุกคนอีกครั้ง

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
wirat.k
วันที่ 21 ธ.ค. 2553 02:53 น.
 

"ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่มีค่า และ มีความหมายยิ่ง ต่อวงการพระศาสนาของไทย"

ขอกราบอนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
chaiyut
วันที่ 21 ธ.ค. 2553 09:20 น.
 

ธรรมทานอันประเสริฐยิ่ง

ขอขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
ผิน
วันที่ 21 ธ.ค. 2553 11:11 น.
 

กราบอนุโมทนาท่านอาจารย์ สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของ

อ.คำปั่น และ คุณวันชัย ในสุดท้ายนี้ ขอขอบพระคุณ คุณป้าหมู และ คุณลุงสมพร

ด้วยค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
wannee.s
วันที่ 21 ธ.ค. 2553 16:15 น.
 

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
aditap
วันที่ 21 ธ.ค. 2553 20:07 น.
 

ขอขอบพระคุณ และ ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
Jans
วันที่ 21 ธ.ค. 2553 21:05 น.
 

ขอขอบพระคุณ และ กราบอนุโมทนาท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ อาจารย์คำปั่น

และคุณวันชัยคะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
khampan.a
วันที่ 21 ธ.ค. 2553 21:26 น.
 

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กราบขอบพระคุณและกราบอนุโมทนาท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์  เป็นอย่างยิ่ง

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลศรัทธา/กุศลวิริยะของพี่วันชัย 

และ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่าน   ครับ 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
เซจาน้อย
วันที่ 21 ธ.ค. 2553 21:38 น.
 

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกทุกท่านครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 12  
จักรกฤษณ์
วันที่ 27 ธ.ค. 2553 21:08 น.
 

กราบอนุโมทนาในกุศลจิตของท่านอาจารย์สุจินต์และอาจารย์คำปัน

ขอบพระคุณและอนุโมทนาในความกรุณาและวิริยะของคุณวันชัยเป็นอย่างยิ่งครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 13  
พุทธรักษา
วันที่ 31 ธ.ค. 2553 16:37 น.
 

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 14  
saifon.p
วันที่ 31 ธ.ค. 2553 19:02 น.
 

"ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่มีค่า และ มีความหมายยิ่ง ต่อวงการพระศาสนาของไทย"

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกทุกท่านค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 15  
ไตรสรณคมน์
วันที่ 1 ม.ค. 2554 20:16 น.
 

 ขออนุโมทนาในกุศลจิตทุกดวงค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 16  
pamali
วันที่ 1 ม.ค. 2554 23:22 น.
 

ขอกราบอนุโมทนาท่านอจ.สุจินต์ อจ.คำปั่น และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 17  
BOONKMH
วันที่ 11 ม.ค. 2554 21:20 น.
 

 เจริญพรและขออนุโมทนาเป็นอย่างยิ่งในกุศลเจตนาของทุกท่าน

 
  

  ความคิดเห็นที่ 18  
jadesri
วันที่ 27 ม.ค. 2554 09:42 น.
 

      กราบอนุโมทนาท่านอาจารย์ สุจินต์  บริหารวนเขตต์  คุณคำปั่น อักษรวิลัย 

ท่านรองศาสตราจารย์ สงบ เชื้อทอง และ ท่านพลอากาศตรีหญิง กาญจนา เชื้อทอง

  รวมทั้งทุกๆท่านที่เกี่ยวข้อง ใน ณ กาลครั้งนี้ 

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top