Print 
ผู้ที่เชื่อว่าทุกอย่างเกิดจากผลของกรรมอย่างเดียวเป็นมิจฉาทิฏฐิ ?
 
ที่พึ่งที่ระลึก
วันที่  16 ธ.ค. 2552
หมายเลข  14733
อ่าน  1,997

เรียนถามท่านวิทยากรและท่านผู้รู้ เนื่องจากเคยได้ยินและอ่านหนังสือเจอว่า ผู้ที่เชื่อว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประสบพบเจอ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้น เชื่อว่าเกิดจากผลของกรรมอย่างเดียว ผู้ที่เชื่อแบบนี้ถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ขอเรียนถามดังนี้

1. ผู้ที่เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ประสบพบเจอทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้น  ถ้าเชื่อว่าเกิดจากผลของกรรมอย่างเดียว บุคคลที่เชื่อแบบนี้ถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิใช่หรือไม่

2. อยากทราบว่าข้อความหรือเนื้อหา ที่กล่าวว่า  บุคคลที่เชื่อว่าทุกอย่างเกิดจากผล ของกรรมอย่างเดียว ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ(ถ้าใช่) อยู่ในพระไตรปิฎกเล่มไหน ประสงค์ที่ จะอ่านเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องต่อไป

3. ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประสบพบเจอในชีวิต ไม่ได้เกิดจากผลของกรรมอย่างเดียว จึงอยากทราบว่านอกจากผลของกรรมแล้ว ยังมีปัจจัยอย่างอื่นคืออะไรอีกบ้าง เพื่อความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อไป 


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
prachern.s
วันที่ 17 ธ.ค. 2552 06:42 น.

ถ้าความเห็นนั้นไม่ตรงตามความเป็นจริง  ชื่อว่า เห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) เพราะความจริง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมีปัจจัยหลายอย่าง  แม้แต่รูป ยังมีสมุฏฐานให้เกิดถึงสี่ประเภท คือ เกิดจากกรรมก็มี  เกิดจากอุตุก็มี  เกิดจากจิตก็มี  เกิดจากอาหารก็มี ส่วนนามธรรมก็มีปัจจัยเป็นจำนวนมาก  ทำให้เกิดขึ้น  เช่น เหตุปัจจัย  อารัมณปัจจัย  อุปนิสสยปัจจัย เป็นต้น ยังไม่มีตัวอย่างในขณะนี้ครับ  แต่ถ้าพิจารณาแล้ว  ก็รู้ได้ว่า  เห็นไม่ตรงตามความเป็นจริง.. 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 17 ธ.ค. 2552 16:50 น.

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย
     ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงเกิดจากเหตุหลายประการ ไม่ใช่เกิดจากผลของกรรมเท่านั้นอย่างเช่น  กิเลสที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เกิดจากผลของกรรมแต่เกิดจากกิเลสที่มีอยู่ ทำให้มีเหตุให้กิเลสเหล่านั้นเกิดขึ้น รูปบางอย่างเกิดจากผลของกรรมก็มี(ประสาทตา ประสาทหู เป็นต้น) รูปบางอย่างเกิดจากอุตุก็ได้ เช่น ต้นไม้ เป็นต้น ดังนั้นต้องเข้าใจว่าขณะไหนเป็นผลของกรรม  ผลของกรรมคืออะไร  ดังนั้นสิ่งที่ประสบพบเจอจะเป็นผลของกรรมคือขณะที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เป็นต้น เป็นผลของกรรมแต่ขณะอื่น ๆ ที่เป็นกุศลหรืออกุศลไม่ใช่ผลของกรรม ซึ่งหากเข้าใจว่าขณะที่เห็นได้ยิน.. เป็นวิบากอันนี้ไม่ผิด  แต่ถ้าเข้าใจว่าเป็นผลของกรรมที่ทำมาในอดีตทั้งหมดตรงนี้ไม่ใช่ครับ อาจเกิดจากกรรมในปัจจุบันก็ได้ครับ

ส่วนที่คุณถามในเรื่องของข้อความในพระไตรปิฎกในเรื่องนี้นั้น ก็มีแสดงไว้ใน
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 1

เทวทหสูตร

     ซึ่งจะแสดงไว้ว่าพวกนิครนถ์ที่เป็นผู้เห็นผิดมีความคิดว่า การที่เราได้ประสบสุขทุกข์ และความไม่สุขไม่ทุกข์ทั้งหมดเกิดจากกรรมที่ตนทำไว้แต่ก่อนทั้งหมด ซึ่งเป็นความเห็นผิดครับ ซึ่งก็สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ตามที่ทำลิ้งไว้ให้ครับ
อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 17 ธ.ค. 2552 21:26 น.

ถ้าเชื่อกรรมและผลของกรรมมีจริง  เช่น  ทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว  ก็เป็นสัมมาทิฏฐิ  ทุกขณะที่เห็น  ที่ได้ยิน  ที่ได้กลิ่น  ที่ลิ้มรส  ที่กระทบสัมผัส  เป็นผลของกรรม  ปัจจัยทั้งหมด มี 24 ปัจจัย  ตราบใดที่ยังมีกิเลสก็ยังมีเหตุมีปัจจัยให้เกิดอวิชชาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 17 ธ.ค. 2552 21:37 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
     ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นต้องมีเหตุมีปัจจัย ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นมาลอย ๆ เป็นความจริงที่ว่า  กรรม  ที่ได้กระทำไปแล้ว สำเร็จไปแล้ว เมื่อถึงคราวให้ผล ไม่มีใครหนีพ้นได้ ไม่ว่าจะอยู่ในอากาศ  อยู่ในซอกเขา  หรือ อยู่ในน้ำก็ตาม  ถ้าศึกษาให้ละเอียด ก็จะเข้าใจได้ว่า ขณะใดบ้างในชีวิตที่เป็นผลของกรรม เริ่มต้นตั้งแต่เกิดมาในภพนี้  แรกที่เกิด  ก็เป็นผลของกรรมแล้ว  ขณะที่เห็น  ได้ยิน  ได้กลิ่น  ลิ้มรส  รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ก็เป็นผลของกรรม  แต่ นอกจากนั้นแล้วยังมีสภาพธรรมอื่น ๆ อีกที่ไม่ใช่ผลของกรรม อย่างเช่น ขณะที่เกิดโลภะหรือโทสะ  ก็มีปัจจัยที่จะเกิด (ขณะที่โลภะ หรือ โทสะ เกิดไม่ใช่ผลของกรรม) เป็นไปตามการสะสม  เป็นอย่างนั้นเป็นธรรมดา 

     เพราะฉะนั้น จึงควรทราบว่า สภาพธรรมใดก็ตามที่จะเกิด  ก็เพราะมีเหตุมีปัจจัยจึงเป็นไปอย่างนั้น ซึ่งจะต้องเป็นกิจหน้าที่ของปัญญา เท่านั้น ที่จะรู้ความจริงได้ ครับ
...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
Jans
Jans
วันที่ 18 ธ.ค. 2552 22:49 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
คุณ
วันที่ 19 ธ.ค. 2552 13:33 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ที่พึ่งที่ระลึก
วันที่ 21 ธ.ค. 2552 19:36 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
จักรกฤษณ์
วันที่ 2 ม.ค. 2553 16:17 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
K
วันที่ 4 ม.ค. 2553 12:39 น.

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
bsomsuda
วันที่ 13 ม.ค. 2553 11:51 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ