สังคายนา ครั้งที่ 4
 
paderm
paderm
วันที่  3 ธ.ค. 2552
หัวข้อหมายเลข  14465
อ่าน  4,554

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 168

เริ่มเรื่องจตุตถสังคายนา

     โดยสมัยนั้นแล  ภิกษุ ๖๘,๐๐๐ รูป   ประชุมกันที่ถูปาราม.   อาสนะของพระมหามหินทเถระ  เขาปูหันหน้าไปทางด้านทิศทักษิณ.  ธรรมาสน์ของมหาอริฏฐเถระ  เขาจัดตั้งหันหน้าไปทางด้านทิศอุดร. ครั้นนั้นแล พระมหาอริฏฐเถระ  อันพระมหินทเถระ เชื้อเชิญแล้วก็นั่งบนธรรมาสน์ โดยลำดับอันถึงแก่ตน ตามสมควร. พระมหาเถระ ๖๘ รูป ซึ่งมีพระมหินทเถระเป็นประมุข ก็นั่งล้อมธรรมาสน์. พระกนิษฐภาดา แม้ของพระราชา พระนามว่ามัตตาภยเถระ เป็นผู้เอาธุระการงาน (คือตั้งใจศึกษาเล่าเรียน) ร่วมกับภิกษุ ๕๐๐ รูป นั่งล้อมธรรมาสน์ของพระมหาอริฏฐเถระนั้นแล  ด้วยตั้งใจว่า จักเรียนเอาพระวินัย.     พวกภิกษุแม้ที่เหลือ  และบริษัทพร้อมด้วยพระราชา ก็ได้นั่งบนที่นั่งอันถึงแก่ตน ๆ แล้ว.

 
  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 3 ธ.ค. 2552 15:58 น.

     ครั้งนั้น ท่านพระมหาอริฏฐเถระ ได้แสดงนิทานแห่งพระวินัยว่าโดยสมัยนั้น  พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ที่โคนต้นสะเดาอันนเฬรุยักษ์สิง ใกล้เมืองเวรัญชา ดังนี้เป็นต้น.  ก็แลเมื่อท่านพระอริฏฐเถระ  แสดงนิทานแห่งพระวินัยแล้ว     อากาศก็ร้องคำรามดังสนั่น.  สายฟ้าอันมิใช่ฤดูกาลก็แลบแปลบปลาบ.  พวกเทวดาได้ถวายสาธุการแล้ว. มหาปฐพีไหวหวั่น จนถึงที่สุดน้ำรองแผ่นดิน.

     เมื่อปาฏิหาริย์หลายอย่างเป็นไปอยู่อย่างนั้น ท่านพระอริฏฐเถระซึ่งมีพระมหาเถระขีณาสพ   เจ้าคณะแต่ละคณะ ๖๘ รูป  อันมีพระมหามหินท์เป็นประมุข  และภิกษุหกหมื่นรูปนอกจากนั้นห้อมล้อมแล้ว ได้ประกาศพระวินัยปิฎก  อันแสดงซึ่งคุณมีพระกรุณาของพระศาสดาเป็นต้น ซึ่งกำจัดความดิ้นรนทางกายกรรมวจีกรรม  ของเหล่าชนผู้ทำตามคำพร่ำสอน  ของพระผู้มีพระภาคเจ้าในท่ามกลางแห่งมหาวิหารถูปาราม  ในวันปวารณาเดือนกัตติกาแรก. ก็ท่านพระอริฏฐเถระ  ครั้นประกาศแล้ว บอกสอนแก่ภิกษุเป็นอันมาก  คือให้ตั้งอยู่ในหทัยของภิกษุมากหลาย ดำรงอยู่ตราบเท่าอายุ แล้วก็ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ.  

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 3 ธ.ค. 2552 15:59 น.

     พระมหาเถระ  ๖๘  รูป   แม้เหล่านั้นแล อันมีพระมหามหินท์เป็นประมุข  ผู้เอาธุระการงานมาประชุมพร้อมกันแล้ว ในสมาคมนั้น, ทั้งหมดเป็นเจ้าคณะแต่ละคณะ   เป็นสาวกของพระธรรมราชา  มีอาสวะสิ้นแล้วได้บรรลุวสี   มีวิชชา ๓  ฉลาดในอิทธิฤทธิ์ รู้แจ้งอุดมอรรถอนุสาสน์พระราชา  พระเถระผู้แสวงหาคุณใหญ่แสดงแสงสว่าง (คือความสว่างแห่งญาณ)  ให้เห็นชัด  ยังแผ่นดิน (คือเกาะลังกา)นี้ให้รุ่งเรืองแล้ว ก็ปรินิพพาน  เหมือนกองไฟลุกโพลงแล้วดับไป ฉะนั้น.

     จำเนียรกาลต่อมาแต่กาลปรินิพพานแห่งพระมหาเถระเหล่านั้นลำดับสืบต่อกันมาแห่งอาจารย์  ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วในตอนต้นอย่างนี้  คือพระมหาเถระแม้เหล่าอื่น   ผู้เป็นอันเตวาสิกของพระเถระเหล่านั้น  และพระเถระทั้งหลาย  มีพระติสสทัตตะ  พระกาฬสุมนะ  และพระทีฆสุมนะเป็นต้น  ผู้เป็นอันเตวาสิกแห่งอันเตวาสิกทั้งหลาย  ของพระมหาอริฏฐเถระ   ได้นำพระวินัยปิฎกนี้มา จนถึงทุกวันนี้.

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
paderm
paderm
วันที่ 3 ธ.ค. 2552 15:59 น.

              เพราะเหตุนั้น       ข้าพเจ้าจึงกล่าวไว้ว่า      ก็ถัดจากตติยสังคายนามา

พระเถระทั้งหลาย          มีพระมหินท์เป็นต้น           ได้นำพระวินัยปิฎกมาสู่เกาะนี้

พระเถระทั้งหลาย       มีพระอริฏฐเถระเป็นต้น    เรียนจาก  (สำนัก)     พระมหินท์

แล้ว   ได้นำมาตลอดเวลาระยะหนึ่ง      ตั้งแต่เวลาพระอริฏฐเถระเป็นต้นนั้นนำมา

พระวินัยปิฎกนั้น    พึงทราบว่า     ได้นำสืบมาโดยลำดับอาจารย์   ซึ่งเป็นการสืบ

ลำดับอันเตวาสิกของพระอริฏฐเถระเป็นต้นเหล่านั้นนั่นเอง   จนถึงทุกวันนี้.

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 23 ก.พ. 2559 15:13 น.

ขออนุโมทนาครับ 

 
แสดงความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ