Loading...
  013685  สุจริต ๓ เป็นอาหารของสติปัฏฐาน
พุทธรักษา
วันที่ 25 ก.ย. 2552 00:10 น.
อ่าน 811
 
 




ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น.


สนทนาธรรมที่ประเทศอินเดีย

ณ พระคันธกุฎี พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

กรุงสาวัตถี ตุลาคม  ๒๕๔๒

บรรยายโดย อาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์


โดยมาก ทุกคนต้องการผลจากการอบรบรมเจริญปัญญา

หรือการเจริญสติปัฏฐานอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงกาย วาจา ว่าเป็นอย่างไร.!

ฟังธรรม ก็เพื่อว่า เมื่อไรสติปัฏฐานจะเกิด

แต่กาย วาจา จะเป็นอกุศลศีล ก็ไม่สนใจ.!


แต่ถ้าเรามีความเข้าใจในความละเอียดของพระธรรม

และทราบว่า พระธรรม คือ พระพุทธพจน์ทุกคำ เป็น "คำเตือน"

ซึ่ง เตือนให้เรา "เข้าใจถูก"

แม้แต่ ขณะที่ อกุศลจิต เกิดขึ้น

ขณะนั้นกาย วาจา ก็ไหวไปตลอดด้วย อกุศลจิต และ เป็น อกุศลศีล

วันนี้ ลองพิจารณาดู ว่า อกุศลศีล มีเท่าไร.!

แค่นี้ ก็เป็น "คำเตือน" หรือเปล่า.?


เพราะฉะนั้น เวลาที่พูดว่า สุจริต ๓ เป็นอาหารของสติปัฏฐาน

"เป็นการเตือน" อีก ว่า อย่ามุ่งหวังที่จะให้สติปัฏฐานเกิด

โดยไม่คำนึงถึง กาย  วาจา ว่าจะเป็นอย่างไร

เพียงแต่จะขอให้สติปัฏฐานเกิด  ซึ่งเป็นไปไม่ได้.!


เพราะขณะนั้น หมายความว่า เป็นไปด้วยความหวัง

แต่ไม่ใช่ด้วยการฟังพระธรรม แล้วเห็นโทษของอกุศลทุกประการ

แล้ว ค่อย ๆ ขัดเกลา ละคลาย อกุศลทุกประการ.


การขัดเกลาจริง ๆ ต้องเป็น ขณะที่ "ปัญญา" เกิด

"ปัญญา" กระทำกิจ ขัดเกลาความไม่รู้ในลักษณะของสภาพธรรม

ซึ่ง เคย "ยึดถือ" สภาพธรรมต่าง ๆ ว่า "เป็นเรา"


เพราะว่า ผู้ที่จะเป็นพระโสดาบันบุคคล

ต้องมี"ความเห็นถูก"ในลักษณะของสภาพธรรมตามปกติ ตามความเป็นจริง

จนประจักษ์แจ้ง เป็น "วิปัสสนาญาณ"

นั่น จึงจะเป็น "ปัญญา" จริง ๆ


ถ้าคิดว่าต้องไปทำอย่างอื่น เพื่อเกิดปัญญา

ขณะนี้ สภาพธรรมเกิดแล้ว ดับแล้ว

ก็ไม่มีทางที่จะรู้ ลักษณะของสภาพธรรม ตามความเป็นจริง

ว่า ความจริง คือ สภาพธรรมขณะนี้ เกิด-ดับ ตามเหตุปัจจัย

และ "ไม่ใช่เรา" อย่างไร.!


แต่เป็นเพราะ "ตัวตน" ทั้งหมดเลย ที่คิดทำอย่างอื่นขึ้นมา เพื่อจะรู้

ซึ่งไม่มีทางที่จะรู้ ว่าขณะนี้ ที่กำลังเห็นนั้น สติเกิด หรือ หลงลืมสติ อย่างไร.!


หรือ "ปัญญา" ที่เพิ่งอบรมให้ค่อย ๆ สมบูรณ์ขึ้น

จนกว่าจะประจักษ์แจ้ง ลักษณะของนามธรรม และ รูปธรรม นั้น

ต่างกับขณะที่ "สติปัฏฐาน" เริ่มเกิด แต่ ยังไม่ใช่ "วิปัสสนาญาณ" อย่างไร.!


และ วิปัสสนาญาณ แต่ละขั้น

จะเป็นปัจจัยให้มีการ เริ่มละคลาย ความไม่รู้ ในขณะที่เห็นทางตา อย่างไร.!


ซึ่งก่อนที่จะได้ฟังพระธรรม ก็ไม่เคยรู้เลย ว่า ขณะที่กำลังเห็น

เห็นเพียงสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา และ คิดว่า ไม่สามารถที่จะรู้ได้ด้วย.!


แต่ ขณะใด ที่มีปัจจัยให้ สติ เกิดขึ้น

แล้วค่อย ๆ ระลึก ตรง ลักษณะของสภาพธรรม ที่กำลังปรากฏ

ตามปกติ ตามความเป็นจริง

และเมื่อ "ปัญญา" ค่อย ๆ เจริญขึ้น ค่อย ๆ สมบูรณ์ขึ้น


"ปัญญา" ก็จะรู้ว่า มีการละคลายความยึดถือในสภาพธรรม

ที่เคยยึดถือว่า เป็นตัวตน.



เมื่อเกิด (ปัญญา) ความรู้ตามความเป็นจริง

ว่าเป็นสภาพธรรมที่เกิด ปรากฏแต่ละทาง ๆ

และ ประจักษ์ การเกิด-ดับ ของสภาพธรรม

การละคลายความยึดถือในสภาพธรรม ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น ๆ

แต่ทั้งหมดนี้ ต้องเป็นผู้ที่ละ "สมุทัย" คือ "โลภะ" ตั้งแต่ต้น.


(เริ่มละ) ตั้งแต่เริ่มฟังพระธรรม  เริ่มศึกษาพระธรรม

คือรู้ว่า จุดประสงค์ของการศึกษาพระธรรม ไม่ใช่เพื่ออะไร ไม่ใช่ด้วยความหวัง

ถ้าฟังหรือศึกษาพระธรรม ด้วยความหวัง

ความหวังเป็นเครื่องกั้น เครื่องเนิ่นช้า

ซึ่ง หมายถึง โลภะ คือ ตัณหา  มานะ  ทิฏฐิ  อันเป็นเครื่องขัดขวาง

หรือ เครื่องกั้นการเจริญของธรรมฝ่ายกุศล.


เพราะฉะนั้น การศึกษาพระธรรม ต้องประมวล

และควรทราบว่า พระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคฯ ทรงแสดงไว้อย่างนั้น

เพราะอะไร หรือ เพื่ออะไร.!

ไม่ใช่ว่าเมื่อตัวหนังสือเขียนว่าอย่างนี้

ก็จะต้องไปทำสุจริต ๓ ให้สมบูรณ์เสียก่อน

และผู้ที่จะมีศีลสมบูรณ์ แม้เพียง "ศีล ๕"

คือ ผู้ที่เป็น "พระโสดาบันบุคคล"



ขออนุโมทนา

ขออุทิศกุศลแด่คุณพ่อ คุณแม่ และ สรรพสัตว์.


 



  ความคิดเห็นที่ 1  
suwit02
วันที่ 25 ก.ย. 2552 12:14 น.
 

สาธุ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
K
วันที่ 25 ก.ย. 2552 13:38 น.
 

ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
ups
วันที่ 25 ก.ย. 2552 15:00 น.
 

ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
จักรกฤษณ์
วันที่ 26 ก.ย. 2552 12:13 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
khampan.a
วันที่ 26 ก.ย. 2552 21:57 น.
 


ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
pornpaon
วันที่ 28 ก.ย. 2552 22:29 น.
 

ขออนุโมทนาค่ะุ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
bsomsuda
วันที่ 27 ธ.ค. 2552 10:37 น.
 

ขอขอบคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
วิริยะ
วันที่ 6 ม.ค. 2553 09:37 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
อภิรดี
วันที่ 8 ม.ค. 2553 18:38 น.
 

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
orawan.c
วันที่ 15 ก.ย. 2553 14:08 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
เมตตา
วันที่ 17 ก.ย. 2553 23:43 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top