Print 
นี่เป็นการเตือนค่ะ (2)
 
คุณย่า
วันที่  17 ส.ค. 2552
หมายเลข  13242
อ่าน  1,648

ปฏิบัติธรรม           

อาทิตย์ ๑๙ ต.ค ๕๑

กุล             ขอให้คุณประเชิญช่วยให้ความหมายของคำว่า บารมี”ประเชิญ     ในที่มีก็มีการกล่าวถึง “บารมี” มาหลายครั้ง    จากท่านอาจารย์และจากในหนังสือใน  ชีวิตประจำวันก็มีอธิบาย    ซึ่งโดยศัพท์ปาร-มี ปาร=ฝั่ง  มี=ถึง ปารมี  ตามศัพท์=  ถึงฝั่ง   แต่โดยอรรถ  หมายถึง ธรรมที่จะทำให้ถึงฝั่งที่เป็นฝั่งอันเกษม  คือ ในชีวิตของปุถุชนทั้งหลายท่านเปรียบเหมือนกับบุคคลที่ลอยคออยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร    ซึ่งมีภัยจากน้ำวน    ภัยจากสัตว์น้ำ จระเข้ ปลา สัตว์ร้าย ทั้งคลื่นลม   นี่คือชีวิตของผู้ที่ยังมีกิเลส อยู่ในสังสารวัฎฏ์   แต่ผู้ที่ดับอกุศลคือกิเลสได้ทั้งหมดแล้ว ข้ามถึงฝั่ง  นั่นคือพระอรหันต์ หรือเป็นพราหมณ์ผู้ขึ้นสู่ฝั่งก็ได้ คือ ผู้ที่ลอยบาปได้แล้ว          เพราะฉะนั้น โดยนัยนี้คนที่ว่ายังมีกิเลส    และยังวนเวียนอยู่ในวัฏฏะสงสารอันน่ากลัว     เปรียบเหมือนกับคนลอยคออยู่กลางมหาสมุทร   ซึ่งจะต้องประสบกับภัยทั้งหลาย  ซึ่งก็มีผู้ที่ถึงฝั่งและแนะนำให้ผู้อื่นถึงฝั่งได้  ก็คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า      พระองค์ก็ถึงฝั่ง    และสาวกทั้งหลายที่ได้ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงก็สามารถถึงฝั่งได้      บารมีโดยอรรถแล้วก็หมายถึงคุณธรรม ๑๐ ประการ คือชื่อของธรรมที่จะทำให้ถึงฝั่ง  เพียงทานบารมีเท่านั้นก็ยังไม่ทำให้ถึงฝั่ง   ต้องอาศัยธรรมอื่นๆซึ่งเป็นคุณธรรมที่จะนำออก  คือให้พ้นจากวัฏฏะ หรือพ้นจากโอฆะหรือโยคะอันท่วมทับอยู่ในขณะนี้  ธรรมที่จะทำให้ถึงฝั่งได้คือ “บารมี”

 

_____________________________________________________

กุล        มีผู้เขียนมาเรียนถามว่า “ทานบารมี” เป็นการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน   ขอถามว่า ถ้าหากว่าเราให้ทุนการศึกษาแก่เด็กแต่ห่วงว่า   เมื่อเด็กได้รับทุนการศึกษาแล้วจะตั้งใจเรียนหนังสือจะถือว่าเป็นทานบารมีหรือไม่อาจารย์   เพราะชอบถือ  ชอบจริงๆ  ทำอะไรก็ถือว่าอย่างนั้น   ถ้าว่าอย่างนี้แล้วยังมีคำว่าใช่ไหมด้วย  จริงๆแล้วถ้าพูดเป็นภาษาไทยธรรมดาพูดง่ายๆว่าความดีได้ไหม     เพราะว่า”บารมี”         ดูแสนไกลแต่ถ้าความดีมีอะไรบ้างวันนี้มีหรือยัง    ทีละเล็กทีละน้อยที่เป็นความดี   วันหนึ่งก็สามารถจะมากขึ้นได้  เพราะว่าแม้แต่ทาน  การให้ทุกอย่างที่เป็นความดีเป็นสิ่งที่จะทำให้คลายการยึดถือสภาพธรรม และไม่สะสมอกุศล ถ้าขณะนั้นไม่ใช่ความดีมี ๒ อย่างนะค่ะ   ดี ชั่ว  ขณะที่ไม่ดีก็สะสมไป ความไม่ดีขณะที่ดีแม้เล็กน้อยสักเท่าไรก็สะสมไป  เวลาที่ประกอบด้วยปัญญาก็จะรู้ได้เลยว่าเคยดีแล้วหวัง  หรือว่าดีคือดีโดยไม่หวัง    “หวัง” ดีไหมค่ะ      ต้องมีความเข้าใจว่า “หวัง” เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ต้องตรงแล้วเราจะต้องถามใครไหมถืออย่างนั้นได้ไหม    ในเมื่อหวังขณะไหนก็เป็นธรรมที่เป็นโลภะ เป็นความต้องการเป็นความติดข้องแต่เรื่องกุศลทั้งหลายเป็นเรื่อง “ละ” เป็นเรื่อง “สละ”

     แล้วจะไม่ให้หวังได้ไหม เป็นเรื่องที่ละเอียดมากค่ะ ไม่ใช่ฟังแล้วอยากจะทำ  วางกรอบต่อไปนี้จะทำดีโดยไม่หวังแล้วถ้าหวังเกิดล่ะก็เป็นธรรม  เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นไม่ใช่ให้มีเราไปกะเกณฑ์  ไปคิด ไปวางรูปแบบใดๆ แต่ต้องมีความเข้าใจจริงๆ ว่า   “ธรรมเป็นสิ่งที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยไม่มีใครสามารถจะบังคับบัญชาได้” ไม่ว่าจะเป็นขณะไหนทั้งสิ้น  อย่างเมื่อเช้า ไม่ชอบโกรธ  รู้ว่าโทสะเกิด  รู้ใช่ไหมค่ะ รู้ว่าโทสะเกิดแต่โทสะก็ยังเกิดต่อไปเรื่อยๆ ขอถามซ้ำเมื่อเช้าอีกครั้งหนึ่ง  เห็นขณะนี้เห็นแล้วก็ดับ เห็นแล้วก็เกิด  เห็นแล้วก็ดับคิดจะไม่ให้เห็นเกิด(บ้าง)ไหม  ในเมื่อกี้นี้คิดจะไม่ให้โทสะเกิดอีก ไม่เคยเลยใช่ไหมค่ะ   แต่พอโทสะเกิดเพราะไม่ชอบ ก็ไม่อยากให้เกิด  แต่ไม่ได้เข้าใจความจริงว่า  ไม่ว่าธรรมฝ่ายใดประเภทใดทั้งสิ้น  ถ้าไม่มีปัจจัยเกิดไม่ได้เลยและปัจจัยนั้นๆ ก็ทำให้เกิดสภาพนั้นๆ ซึ่งจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย   ต้องเป็นอย่างนั้น  ที่เกิดแล้ว  เมื่อเกิดแล้วก็เปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้

25511019 - C 003 - หัวข้อ นี่เป็นการเตือนค่ะ
K=word  บารมี , บุคคล, คุณธรรม,อนัตตา


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
suwit02
วันที่ 20 ส.ค. 2552 17:57 น.

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
pornpaon
วันที่ 21 ส.ค. 2552 07:06 น.

ขออนุโมทนาค่ะุ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
pamali
วันที่ 7 ต.ค. 2553 08:59 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
chaweewanksyt
chaweewanksyt
วันที่ 16 ธ.ค. 2558 00:37 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ