Loading...
 12956   สติสัมปชัญญะ
คุณย่า
วันที่ 21 ก.ค. 2552 21:50 น.
อ่าน 2,167
 
 

สนทนาธรรมที่มูลนิธิ  พื้นฐานพระอภิธรรมอาทิตย์ที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๑


วิชัย      กราบเรียนถามท่านอาจารย์สำหรับปัญญาแม้ในขั้นการฟังก็ทราบว่าธรรม    เป็นไปตามเหตุปัจจัย    แม้ปัญญาจะเกิดได้ด้วยการฟังพิจารณาและไตร่ตรอง   นี่คือขั้นของการฟังเพื่อเข้าใจ  ที่ปัญญาเกิดและเป็นไปและเจริญความรู้ความเข้าใจ      เป็นเรื่องของ ความมั่นคงของสิ่งที่เข้าใจแล้ว ว่าเป็นอย่างอื่นไม่ได้ จะต้องมีการที่จะฟังไตร่ตรองพิจารณา   โดยที่ต่างกับขณะที่ฟังครั้งแรก ก็เข้าใจอย่างนี้แต่เมื่อปัญญาเจริญขึ้นมีความมั่นคงที่จะรู้ถึงความเป็นอนัตตา    ที่จะต้องเป็นอย่างนี้มีความต่างกันกับเพียงที่กล่าวว่า  ต้องฟังต้องพิจารณา ต้องไตร่ตรองอาจารย์     แล้วก็รู้ความต่างกัน ด้วยว่าขณะที่มีความเข้าใจยิ่งขึ้น    โดยสติสัมปชัญญะเกิดนี่คือการเจริญขึ้นของปัญญาแม้เพียงทีละเล็กทีละน้อยเพราะว่าเมื่อสติสัมปชัญญะเกิดโดยความเป็นอนัตตานี้         แน่นอนสภาพธรรมก็เหมือนเดิม    ไม่มีใครที่สามารถจะไปทำให้สภาพธรรมใด   ให้เกิดได้แม้สติเพราะฉะนั้น ขณะใดที่สติเกิดขณะนั้นก็รู้ได้ว่า      ลักษณะของสตินั้นกำลังรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏซึ่งก่อนนั้นไม่ใช่การรู้ด้วยสติ     เพราะฉะนั้น ปัญญาก็เริ่มเข้าใจ ขณะที่มีสติเกิดเพราะเกิดขึ้นแล้ว กำลังรู้ลักษณะของสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่กำลังปรากฏตามปกติกับขณะที่หลงลืมสติ  เป็นปกติโดยไม่มีใครจงใจไม่มีใครบังคับ นั่นคือการเริ่มจะเข้าใจเพิ่มขึ้น    อีกว่าแม้แต่สติสัมปชัญญะก็เป็นอนัตตา ไม่มีใครที่สามารถจะบังคับบัญชาได้ และเมื่อสติสัมปชัญญะเกิดกำลังรู้ลักษณะหนึ่งลักษณะใด  เป็นปกติในขณะนี้เองแต่ละขณะคือขณะนี้ๆไม่ใช่ขณะอื่นต้องเป็นขณะที่กำลังปรากฏ   ปัญญาก็จะรู้ตามความเป็นจริงว่ายังไม่ได้มีความเห็นถูก    แจ้งชัดในลักษณะของสภาพธรรมที่สติเกิด   แต่ถ้าสติสัมปชัญญะไม่เกิดที่จะให้รู้ในลักษณะยิ่งขึ้น เป็นไปไม่ได้ด้วยเหตุนี้จึงรู้ได้ว่าปัญญาขั้นฟัง       แม้มีสติขณะที่เข้าใจ ก็ไม่ใช่การศึกษาที่เป็น ศีลสิกขา, จิตสิกขา, ปัญญาสิกขา พร้อมทั้งสาม   ในลักษณะที่กำลังมีลักษณะของสภาพธรรมที่สติกำลังรู้และปัญญาก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น

       เพราะฉะนั้น  แม้แต่ความที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้นปัญญา ต้องเป็นปัญญาคือรู้ตามความเป็นจริง    ไม่ใช่ว่าแม้ในขณะที่กำลังเริ่มเข้าใจ   ก็ไม่รู้ว่ากำลังเริ่มเข้าใจ ถ้าเป็นในลักษณะนั้นก็ไม่ใช่ปัญญาแน่นอน    แต่ในขณะนี้เองถ้าจะมีการรู้ลักษณะของสภาพธรรม   โดยสติเกิดขณะนั้นก็มีปัญญาที่รู้  ว่าขณะนั้นไม่ใช่ขณะที่สติสัมปชัญญะไม่เกิด เพราะว่าถึงสติสัมปชัญญะไม่เกิด ก็เห็น ก็ได้ยิน ก็คิดนึกแล้ว ก็หมดไปอย่างรวดเร็ว แต่เวลาที่สติสัมปชัญญะเกิดแสดงไว้ว่าอารมณ์ปรากฏด้วยดี   เพราะสติเป็นสภาพที่ระลึกรู้ใช้คำว่า ระลึก จะใช้คำว่า ตามรู้คือว่าไม่ได้ไปรู้อื่นจากสภาพธรรมที่เกิดแล้วปรากฏ  เพราะฉะนั้นตามอะไรตามสิ่งที่มีแล้วในขณะนั้นไม่ไปสู่สิ่งอื่น       ด้วยเหตุนี้ถ้ามีความเข้าใจธรรม   ก็สามารถที่จะเข้าใจ พยัญชนะหลากหลายในพระไตรปิฎกได้    ไม่ว่าจะทรงแสดงลักษณะของสติ   โดยสภาพที่ระลึกก็รู้ว่าไม่ใช่เป็นการระลึกอย่างที่เราเคยเข้าใจว่าระลึก     คือนึกเรื่องนั้นขณะนั้นก็คือแค่สภาพที่ลืมว่าเป็นธรรม    ขณะที่สิ่งนั้นกำลังปรากฏ    เพราะฉะนั้นถ้าเป็นปัญญาที่จะกล่าวว่าไม่รู้นั้นเป็นไปไม่ได้ และรู้ตามความเป็นจริงด้วยว่าขณะนั้นเป็นสติที่พึ่งเกิด   และกำลังรู้ลักษณะของสภาพธรรม  โดยที่ปัญญายังไม่ได้รู้ชัดแล้ว  ก็ยังรู้ด้วยขณะใดที่สติสัมปชัญญะยังไม่เกิด     ไม่สามารถจะรู้ชัดเข้าใจถูกต้อง ในลักษณะนั้นได้โดยการประจักษ์แจ้ง

 

  ความคิดเห็นที่ 1  
suwit02
วันที่ 22 ก.ค. 2552 10:10 น.
 

สาธุ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
จักรกฤษณ์
วันที่ 22 ก.ค. 2552 10:51 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
orawan.c
วันที่ 22 ก.ค. 2552 14:02 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
Pongpat
วันที่ 22 ก.ค. 2552 20:50 น.
 

ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
aiatien
วันที่ 22 ก.ค. 2552 21:07 น.
 

   ขออนุโมทนาครับ  

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
noynoi
วันที่ 25 ก.ค. 2552 10:04 น.
 

ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
pamali
วันที่ 7 ต.ค. 2553 09:35 น.
 

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
jadesri
วันที่ 9 ธ.ค. 2553 08:16 น.
 

ขออนุโมทนาครับ

 
  

เขียนความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่
keyword : ปัญญา  สติ