Print 
คิดถึงบ้าน
 
คุณย่า
วันที่  22 มิ.ย. 2552
หมายเลข  12733
อ่าน  1,577

สนทนาธรรมที่มูลนิธิ  พื้นฐานพระอภิธรรมอาทิตย์ที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๑


กุลวิไล       ท่านอาจารย์กล่าวถึงว่า   ขณะนี้คิดถึงอะไร ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าเราเป็นผู้ที่ไม่พิจารณาธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้   เราก็จะนึกไม่ถึงว่าที่เราคิดอยู่นี้ เราคิดอะไร  เราคิดเองหรือคิดตามการสะสม  เพราะว่าจิตมีสภาพธรรม

สั่งสมสันดานด้วยชวนวิถี   เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่ได้ศึกษาธรรม  ไม่ได้อบรม

ปัญญา ก็ย่อมสะสมในการที่จะคิดผิด  เป็นไปในฝ่ายอกุศลและมีทั้งตัวตน  มี

เราตลอด ฟังเรื่องใดก็ขุ่นเคืองใจ    เพราะว่าเราไม่รู้สภาพธรรมที่ปรากฏทางตา  ทางหู  ทางกาย  ทางใจ  ตามความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน

อาจารย์      ยังไม่ได้ตอบคำถามว่าคิดอะไร  รู้สึกว่าจะมีหลายคำตอบ  มีใคร

ไหมที่จะตอบว่า  คิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด   เห็นคุณอรวรรณ   เห็นแล้วคิดเลยแต่ไม่รู้ว่าคิดยังไม่ต้องทันเป็นเรื่องราว  กุศลหรืออกุศลอีกยาวมาก  โดยข้ามการที่ไม่ได้เข้าใจว่า  ทางตาก็เพียงปรากฏ   แต่ที่จะเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด  เพราะขณะนั้นคิดและฟังอย่างนี้  ฟังเรื่องวิถีจิต    ฟังรูปมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ขณะ  ขณะที่รูปปรากฏไม่ได้รู้เลยว่า   จะเป็นอะไรได้     เพราะเป็นเพียงสิ่งที่กระทบปรากฏ   แล้วหมดไป  แต่เวลานี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น  เพราะว่าคิด  เห็นแล้วคิดว่าเป็นคนนั้น  เป็นคนนี้  ถามว่าคิดอะไร   อาจจะไปคิดเรื่องเมื่อเช้านี้ฟังธรรม   ขณะนี้กำลังคิดถึงเพื่อน  คิดถึงบ้าน  คิดถึงอะไร  ไกลไหม  แม้จะฟังมาว่าเห็นแล้วก็คิด   จึงสามารถที่จะรู้ได้ว่า    สิ่งที่ปรากฏขณะนี้เป็นอะไร       เพราะฉะนั้นการที่ศึกษาเพื่อที่จะเข้าใจสภาพธรรมจึงต้องละเอียดจริง ๆและมิใช่จะหมายความว่าพยายามที่จะให้รู้หรือคิดอย่างนี้ได้  แต่เพราะเหตุว่ามีความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยทำให้วันไหนที่เพิ่มความเข้าใจขึ้น สิ่งที่เข้าใจพร้อมกับสติสัมปชัญญะที่กำลังเข้าใจลักษณะที่ปรากฏ   ด้วยความเข้าใจตรงตามที่ได้ยินได้ฟังทุกอย่าง   นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ข้ามหรือละเลยสภาพธรรมที่ปรากฏเป็นแต่ละขันธ์ไม่ได้เลย    ขณะนี้ความรู้สึกก็มี แต่ไม่ได้รู้ลักษณะของความรู้สึก  สัญญาความจำมีแน่   ก็ไม่ได้รู้ว่าที่เรารู้ว่าเป็นใคร   เพราะคิดด้วยความจำ  ถ้าไม่จำไว้จะคิดได้ไหมว่าเป็นสิ่งนั้น สิ่งนี้
        
         นี้คือความละเอียดของธรรมในหนึ่งขณะ ซึ่งเราเรียนเพื่อที่จะได้เข้าใจความจริงว่า  ธรรมเป็นอนัตตาไม่ว่าสภาพธรรมใดปรากฏ   ก็จะต้องเป็นสิ่งที่เกิดปรากฏ แล้วจะเกิดได้ก็ต้องมีปัจจัย  อย่างที่ได้เรียนโดยละเอียดขึ้น ๆเป็นธรรมแต่ละอย่างเพื่อที่จะได้เห็นได้จริง ๆ ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคลจนกว่าจะถึงวันนั้น  หมายความว่าไม่ต้องไปคิดเรื่องแล้วเมื่อไหร่ละรู้มองเห็นก็เป็นคนนั้น คนนี้ไปตลอด  พยายามที่จะไปทำให้ไม่เป็นคนนั้น คนนี้  นั่นคือตัวตน ไม่ใช่การคลายความไม่รู้โดยการที่ค่อย ๆ มีความมั่นคงว่าขณะนี้   สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา   เป็นเพียงขณะที่ปรากฏ    ถ้าไม่เห็นสิ่งนี้ปรากฏไม่ได้เห็นแล้วดับแล้วก็มีการเกิดขึ้นของสภาพธรรมทั้งนามธรรมและรูปธรรม    สืบต่อไปทุก ๆขณะ

B-25511012-คิดถึงบ้าน 


Tag  จิต 
  ความคิดเห็นที่ 1  
 
จักรกฤษณ์
วันที่ 23 มิ.ย. 2552 11:03 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
บัณฑิตทึ่ม
วันที่ 23 มิ.ย. 2552 12:58 น.

สาธุ ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
suwit02
วันที่ 23 มิ.ย. 2552 22:16 น.

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
saifon.p
วันที่ 24 มิ.ย. 2552 21:21 น.

ขออนุโมทนาค่ะุ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
พุทธรักษา
วันที่ 24 มิ.ย. 2552 23:21 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
คุณ
วันที่ 29 ก.ย. 2552 11:35 น.

ขออนุโมทนาค่ะุ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
pamali
วันที่ 8 ต.ค. 2553 22:51 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
nopwong
nopwong
วันที่ 23 ธ.ค. 2555 04:05 น.

ขออนุโมทนา

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ