Loading...
  012437  เหตุของการสังคายนาครั้งที่ 1 [จุลวรรค]
paderm
วันที่ 21 พ.ค. 2552 21:32 น.
อ่าน 8,355
 
 

                                  สังคายนาครั้งที่ ๑

           พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 509

                                   ปัญจสติกขันธกะ

                          
เรื่องพระมหากัสสปเถระ

          
  สังคายนาปรารภคำของพระสุภัททวุฑฒบรรพชิต

           [๖๑๔]  ครั้งนั้น    ท่านพระมหากัสสปชี้แจงแก่ภิกษุทั้งหลายว่า   ท่าน

ทั้งหลาย   ครั้งหนึ่ง   เราออกจากเมืองปาวาเดินทางไกล    ไปเมืองกุสินารากับ

ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ  ๕๐๐ รูป   ครั้งนั้น   เราแวะจากทาง       นั่งพักอยู่ที่

โคนไม้แห่งหนึ่ง  อาชีวกผู้หนึ่ง   ถือดอกมณฑารพในเมืองกุสินาราเดินทางไกล

มาสู่เมืองปาวา เราได้เห็นอาชีวกนั้นเดินมาแต่ไกลเทียว ครั้นแล้วได้ถามอาชีวก

นั้นว่า   ท่านทราบข่าวพระศากยของเราบ้างหรือ    อาชีวกตอบว่า     ท่านขอรับ

ผมทราบ  พระสมณโคดมปรินิพพานได้   ๗   วันทั้งวันนี้แล้ว    ดอกมณฑารพนี้

ผมถือมาจากที่ปรินิพพานนั้น  บรรดาภิกษุเหล่านั้น   ท่านที่ยังไม่ปราศจากราคะ

บางพวกประคองแขนคร่ำครวญดุจมีเท้าขาดล้มลงกลิ้งเกลือกไปมา     รำพันว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานเร็วนัก        พระสุคตเสด็จปรินิพพานเร็วนัก

ดวงตาหายไปจากโลกเร็วนัก  ส่วนพวกที่ปราศจากราคะแล้ว   มีสติสัมปชัญญะ

ย่อมอดกลั้นได้   ด้วยคิดว่า   สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง   สิ่งที่เที่ยงนั้น   จะได้ใน

สังขารนี้แต่ไหนเล่า   ท่านทั้งหลาย   ครั้งนั้น     เราได้กล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า

อย่าเลยท่านทั้งหลาย   อย่าโศกเศร้าร่ำไรเลย    นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส

บอกไว้ก่อนแล้วมิใช่หรือว่า      ความนั้นต่าง    ความเว้น      ความเป็นอย่างอื่น

จากสัตว์และสังขารที่รักที่ชอบใจทั้งปวงทีเดียวย่อมมี      สิ่งที่เพียงนั้นจะได้ใน

สังขารนั้นแค่ไหน  สิ่งใดเกิดแล้ว     มีแล้ว    เป็นปัจจัยปรุงแต่งแล้วต้องมีความ

แตกสลายเป็นธรรมดา   ข้อที่จะปรารถนาว่า   สิ่งนั้นอย่าได้สลายเลย  นี้ไม่เป็น

ฐานะที่มีได้   ครั้งนั้น  พระสุภัททวุฑฒบรรพชิต   นั่งอยู่ในบริษัทนั่น     เธอได้

กล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า  พอเถิดท่านทั้งหลาย อย่าโศกเศร้าร่ำไรไปเลย  พวก

เราพ้นไปดีแล้วจากพระมหาสมณะนั้น    ด้วยว่าพวกเราถูกเบียดเบียนว่า   สิ่งนี้

ควรแก่พวกเธอ   สิ่งนี้ไม่ควรแก่พวกเธอ   ก็บัดนี้   พวกเราปรารถนาจะทำสิ่งใด

ก็ทำสิ่งนั้นได้    ไม่ปรารถนาจักทำสิ่งใด  ก็ไม่ทำสิ่งนั้น เอาเถิด  ท่านทั้งหลาย

พวกเราจงสังคายนาพระธรรมและพระวินัยเถิด   ในภายหน้าสภาวะมิใช่ธรรมจัก

รุ่งเรื่อง      ธรรมจักเสื่อมถอย     สภาวะมิใช่วินัยจักรุ่งเรื่อง     วินัยจักเสื่อมถอย

ภายหน้าอธรรมวาทีบุคคลจะมีกำลัง ธรรมวาทีบุคคลจักเสื่อม อวินยวาที บุคคล

จักมีกำลัง  วินัยวาทีบุคคลจักเสื่อมกำลัง.                                  

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
suwit02
วันที่ 22 พ.ค. 2552 09:03 น.
 

 

สาธุ

 

ข้าพเจ้าขอนมัสการหมู่พระอริยสงฆ์นั้น

ผู้เป็นบุตรเกิดแต่พระอุระของพระสัมพุทธเจ้า

เป็นผู้ประเสริฐ   ยังธรรมจักรให้สืบต่อเป็นไป

มีความสำรวมดีแล้ว เป็นเนื้อนาบุญแห่งผู้ปรารถนาบุญ 

มีคุณขจรไปในภพทั้งหลาย อันเทวดาและมนุษย์สรรเสริญแล้ว

 


 

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top