Print 
พิจารณาหาตัวตนในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ได้
 
บ้านธัมมะ
วันที่  20 พ.ค. 2552
หมายเลข  12421
อ่าน  3,691

 

ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ...

     “ ดูกร ท่านพระอุทายี บุรุษต้องการแก่นไม้เที่ยวเสาะแสวงหาแก่นไม้ถือเอาขวานอันคมเข้าสู่ป่า   พบต้นกล้วยใหญ่ ตรง ไม่รุงรังในป่านั้น  พึงตัดที่โคนต้น แล้วตัดที่ปลาย ครั้นแล้วลอกกาบออก      แม้กระพี้ที่ต้นกล้วยนั้นก็ไม่พบ ที่ไหนจะพบแก่นไม้ ฉันใด       

     ดูกร ท่านพระอุทายี ภิกษุจะพิจารณาหาตัวตนหรือสิ่งที่เป็นตัวตนในผัสสายตนะ ๖ ไม่ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน  เมื่อเล็งเห็นอยู่อย่างนี้ก็ไม่ยึดถือสิ่งใดในโลก   เมื่อไม่ยึดถือ ก็ไม่ดิ้นรน  เมื่อไม่ดิ้นรนก็ปรินิพพานโดยแน่แท้ ย่อมรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี”

     ข้อความตอนท้ายที่ท่านพระอานนท์กล่าวว่า “ดูกร ท่านอุพระอุทายีบุรุษต้องการแก่นไม้  เที่ยวเสาะแสวงหาแก่นไม้ ถือเอาขวานอันคมเข้าสู้ป่า พบต้นกล้วยใหญ่ ตรง ไม่รุงรังในป่านั้น”  เมื่อเป็นต้นกล้วยก็ยังเป็นท่าทางเพราะรวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน

      “พึงตัดที่โคนต้น แล้วตัดที่ปลาย ครั้นแล้วลอกกาบออก” คือ ต้องเพิกถอนสิ่งที่เคยยึดถือรวมกัน  ประชุมกันเป็นวัตถุ  เป็นตัวตน  เป็นท่าทางออก“แม้กระพี้ที่ต้นกล้วยนั้นก็ไม่พบ ไฉนจะพบแก่นได้” จึงจะละการยึดถือว่าเป็นต้นกล้วย เช่นเดียวกับโคทั้งตัว  ถ้ายังไม่ลอกหนังออก ไม่ตัดชิ้นส่วนต่าง ๆ ออก ก็ยังคงเห็นเป็นโคนอนอยู่  ตราบใดที่รูปทั้งหลายยังประชุมรวมกันอยู่ก็จำไว้เป็นท่าทาง  เป็นอาการใดอาการหนึ่ง และยังคงเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นวัตถุ  เป็นตัวตนบุคคลอยู่ ต่อเมื่อใดรู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง  เมื่อนั้นจึงจะไม่ยึดถือสภาพธรรมเป็นสัตว์  เป็นบุคคล  เหมือนการลอกกาบออกแม้กระพี้ที่ต้นกล้วยก็ไม่พบ ไฉนจะพบแก่นได้ ฉันใด

     “ดูกร ท่านพระอุทายี  ภิกษุจะพิจารณาหาตัวตนหรือสิ่งที่เป็นตัวตนในผัสสายตนะ๖ ไม่ได้”  ในผัสสายตนะ ๖ ไม่ได้มีท่าทางอะไรเลย  ตาเป็นอายตนะหนึ่ง รูปายตนะเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ  ถ้าตราบใดที่ยังเห็นเป็นคนกำลังนั่งขณะนั้นจะกล่าวว่าไม่ใช่ตัวตน  ก็เป็นแต่เพียงความคิดนึกเอาเองว่าไม่ใช่ตัวตน แต่ไม่ประจักษ์ว่าไม่ใช่ตัวตนจริงๆ ปัญญาจะต้องรู้ว่าขณะที่เห็นนั้นเห็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น  หลังจากนั้นจึงตรึกหรือจำ สัณฐานของสิ่งที่ปรากฏแล้วจึงรู้ว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นอะไร    แม้ขณะนั้นก็เป็นนามธรรมที่รู้ที่จำ  ไม่ใช่สัตว์บุคคล ตัวตน  ทางหูซึ่งได้ยินนั้นก็ไม่มีความทรงจำเหลือค้างอยู่จากทางตาว่ากำลังเห็นคนนั่งคุยกัน หรือกำลังพูด เพราะขณะนั้นสติระลึกรู้ลักษณะของสภาพที่ได้ยินซึ่งเป็นธาตุรู้เสียงเท่านั้น   แล้วหลังจากนั้นจิตจึงคิดนึกคำหรือเรื่องตามเสียงต่ำเสียงสูงที่ได้ยิน ปัญญารู้ว่าขณะที่รู้คำนั้นก็เป็นนามธรรมชนิดหนึ่งที่รู้คำ 

     เมื่อรู้สภาพธรรมทั้งหลาย  เป็นนามธรรมและรูปธรรม  แต่ละลักษณะความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมเป็นตัวตน จึงละคลายลงและความทรงจำที่ยึดถือรูปรวมกันเป็นท่าทางจึงจะหมดไป  แล้วจะเข้าใจอรรถที่ว่า  “ความสงบในภายใน” เพราะจิตไม่ได้ออกไปยุ่งเกี่ยวภายนอกซึ่งเป็นตัวตน คน สัตว์ เลย  ไม่มีโลกเก่าซึ่งเป็นโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยผู้คน  วัตถุ   สิ่งต่างๆ ที่เคยยึดถือว่าเป็นบุคคลนั้นบุคคลนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้อย่างเที่ยงแท้ถาวร  แต่ว่าสติเกิดขณะใดปัญญารู้ชัดขณะนั้นจึงเป็นความสงบภายใน  เพราะไม่มีคน สัตว์ วัตถุใดๆ ที่ไม่สงบเพราะคนเยอะ  มีเรื่องมาก ถ้าเป็นบุคคลที่เคยมีความสัมพันธ์หรือมีเรื่องราวที่เคยเกี่ยวข้องกัน พอเห็นนิดเดียวก็ต่อเป็นเรื่องยาว  แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยรู้จักเรื่องก็สั้นพอเห็นก็คิดนิดเดียวก็หมดแล้ว ไม่ได้ติดตามไปเป็นเรื่องราวต่างๆ

ดาวน์โหลดหนังสือ   -->  ปรมัตถธรรมสังเขป


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
suwit02
วันที่ 20 พ.ค. 2552 22:23 น.

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
kampan
วันที่ 10 พ.ย. 2552 15:50 น.

สาธุ  ดีหลาย ..

น่าจะมี....หลักการพิจารณา  หรือแนวควงามคิดเห็น  เกี่ยวกับเรื่องนี้  หรือหลักธรรมชนิดเดียวกันจาก...บุคคลอื่น ๆ  หรือหนังสือเล่มอื่น ๆ อีก จะเป็นประโยชน์ยิ่ง  สาธุ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
homenumber5
วันที่ 21 ม.ค. 2553 20:51 น.

เรียนท่าน kampan

     หัวข้อะรรมนี้ว่า พิจารณาหาตัวตนในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  ไม่ได้ ขอเสนอว่าหัวข้อนี้มีความหมายของหัวข้อหมายถึงการทำวิปัสนาด้วย ตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจไม่ได้ จะสามารถอธิบายได้เพิ่มเติม มากขึ้น ตามที่สิกขาปรมัตถธรรม คือจิตเจตสิกรูป  นั้น ในเรื่องจิต ตามพระอภิธรรมมีอยู่ กลุ่มโลภะมูลจิต 8 กลุ่มโทสะมูลจิต มี 2  กลุ่มโมหะมูลจิตมี 2 อเหตุกะจิต มี สามกลุ่ม กลุ่มอหเตกะ อกุสลวิปากจิต  7 และ อเหตุกะกุสลวิปากจิต 8 และ อหเตกิริยาจิต 3

     ในอหเตกอกุสลวิปากจิตและอเหตุกะกุสลวิปากจิต นั้น มี ทวิปัญจวิญยาณ 10 ที่ผ่านทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เนื่องจาก จิตทั้ง 10 นี้เป็นอหเตกะจิต หมายถึง  ไม่สามารถทำวิปัสนาได้เลย เพราะเมื่อ ตากระทบรูป จิตรับรู้แล้วไปได้ทั้งกุสลวิปากและอกุสลวิปาก ไม่มี คุณสมบัติในการทำวิปัสนาได้เลย เนื่องจากไม่ใช่โลกุตรฌานจิตในโลกุตรฌานจิตเท่านั้น ทั้งหมดมี 40 คือ

โสดาปัตติมัคคจิต 5 โสดาปัตติผลจิต 5

สกทาคามิมัคคจิต 5และสกทาคามีผลจิต 5

อนาคามิมัคคจิต 5 และอนาคามีผลจิต 5

อรหัตตมัคคจิต 5 และอรหัตตผลจิต 5

    กลุ่มนี้เป็นโลกุตรฌานจิต เท่านั้นที่สามารถพิจารณาวิปัสนาได้ แม้แต่ในรูปพรหม อรูปพรหม ที่พระอาจารย์ของเจ้าชายสิทธัตภะ ได้ฌานอยู่นั้นก็เป็นโลกียฌานจิตไม่สามารถพิจารณาวิปัสนาธรรมได้วิปัสนาธรรต้องมีการสิกขา วิปัสสนาภูมิอย่างลึกซึ้งเข้าใจดียิ่งในเรื่องนามรูป ขันธ์ 5  อายตนะ 12  ธาตุ 18  อินทรีย์ 22 ปฏิจจสมุปบาท 12 เพื่อให้ได้ถึง อริยสัจจ 4 เพื่อพิจารณาเป็นวิปัสสนาธรรม ได้แก่วิสุทธิ 7  อนุปัสสนา 3  วิปัสสนาญาณ 10 วิโมกข์  3  อนุปัสสนาวิโมกข์ 3  เพื่อให้ถึง มัคค 4 ผล 4 พระนิพพาน 1

    จากที่กล่าวมานี้ มีองค์ธรรมมากก่อนที่จิตจะสามารถเข้าสุ่การทำวิปัสสนา จิตต้องพัฒนาจาก อกุสลจิต 12  ขึ้นไป ในปุถุชน แต่ปุถุชนมีอเหตุกะจิตมาปฏิสนธิด้วย จึงมีโสตะ คือหู มาเพื่อฟังธรรมและนำธรรมพระพุทธองค์ไปสะสมในจิต เพื่อเตรียมพัฒนาจิตไปสู่โลกุตร ที่ว่าต้องฟังๆๆๆๆธรรมตลอดไป ไม่ท้อถอยนะ เพราะองค์ธรรมเพื่อการวิปัสสนามีมากลึกซึ้งมาก ต้องสะสมสะสมหลายๆชาติ ชาตินี้โชคดีมากได้มาเรียนปรมัตถธรรมแล้ว อย่าท้อค่ะ  สำหรับดิฉัน อธิษฐานว่าจะขอละโมหะ ให้ได้ก่อน โมหะเป็นที่มาของอวิชชา ส่วนโลภะ โทสะ ขอให้ละโมหะ คือต้องเข้าใจปรมัตถธรรมเป็นเบื้องต้นก่อน จึงต้องฟังธรรมๆๆๆๆๆๆๆตลอดเวลา จึงจะเป็นกุสล  ธรรมที่ฟังต้องไม่ขัดพระไตรปิฏกด้วยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
khan
วันที่ 14 มิ.ย. 2553 10:36 น.

ขออนุโมทนากับท่านผู้ฟังธรรมด้วยค่ะ สำหรับเว็บไซค์ของท่านอาจารย์ ถ้าไม่ศรัทธาในระดับหรือเข้าถึงความซาบซึ้ง ในพระธรรมคำสอนจริง ๆ แล้ว จะไม่มีวิริยะที่จะฟังได้นานจนถึงแก่นค่ะ 

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
pamali
วันที่ 4 พ.ย. 2553 22:02 น.

กราบอนุโมทนาท่านอจ. และทุกๆท่านค่ะ... สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
รษิพร
วันที่ 5 พ.ย. 2553 11:51 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
เข้าใจ
เข้าใจ
วันที่ 25 มิ.ย. 2555 17:31 น.

ล้วนเป็นพระธรรมที่วิจิตรจริงๆครับ

ขออนุโมทนา

 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
sammd073
sammd073
วันที่ 27 ธ.ค. 2555 14:32 น.

อนุโมทนา

 

 

 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
Komsan
วันที่ 31 ก.ค. 2558 10:04 น.

ขอขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
peem
วันที่ 12 ธ.ค. 2558 08:35 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
worrasak
worrasak
วันที่ 12 ต.ค. 2559 13:53 น.

การศึกษาพระธรรมต้องเป็นผู้ละเอียด 

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
วิริยะ
วันที่ 18 เม.ย. 2561 10:46 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ