Loading...
 11651   อโลภะเจตสิก อโทสะเจตสิก ปัญญาเจตสิก ของพระอรหันต์
WS202398
วันที่ 18 มี.ค. 2552 12:54 น.
อ่าน 955
 
 

อโลภะเจตสิก อโทสะเจตสิก ปัญญาเจตสิก ของพระอรหันต์ เหตุใดจึงเป็น อัพยากตเหตุ

พระอรหันต์มีเจตนาเจตสิกหรือไม่

หากมีเมื่อมีเจตนาไม่เป็นเหตุหรือ

ด้วยอำนาจอะไรจึงทำให้ไม่เป็นเหตุ

 

  ความคิดเห็นที่ 1  
prachern.s
วันที่ 18 มี.ค. 2552 20:49 น.
 
จิตเจตสิกของพระอรหันต์ไม่ใช่กุศลจิต และไม่ใช่อกุศลจิต จึงเป็นอัพยากต

อโลภะเจตสิก อโทสะเจตสิก ปัญญาเจตสิก ของท่านก็เป็นอัพยากตเหตุ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
khampan.a
วันที่ 19 มี.ค. 2552 12:51 น.
 

          ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น   พระอรหันต์ เป็นบุคคลผู้ห่างไกลจากกิเลส   เป็นผู้ดับกิเลสทั้งหลายทั้งปวงได้อย่างเด็ดขาด  ไม่มีกิเลสเกิดขึ้นทำกิจหน้าที่อีกเลย พระอรหันต์ ไม่มีกุศลจิต  ไม่มีอกุศลจิต แต่ยังมีจิตชาติอื่น ๆ  คือ ยังมีจิตชาติวิบาก    ท่านยังต้องเห็น     ยังได้ยิน   ยังได้กลิ่น ยังลิ้มรส  ยังรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย   (จนกว่าท่านจะดับขันธปรินิพพาน)     แต่ไม่เป็นปัจจัยให้กิเลสเกิดขึ้นอีก    เพราะท่านดับกิเลสได้หมดแล้ว     และอีกประการหนึ่งพระอรหันต์มีจิตชาติกิริยา   โดยปกติผู้ที่มิใช่พระอรหันต์     จะมีจิตชาติกิริยาเพียง    ๒ประเภท คือ ปัญจทวาราวัชชนจิต กับ มโนทวาราวัชชนจิต เท่านั้น        แต่สำหรับพระอรหันต์มีมากกว่านั้น  เช่น ขณะที่พระอรหันต์แสดงพระธรรมเพื่อให้ผู้อื่นได้เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริง  ขณะนั้น เป็นมหากิริยาจิต   (ไม่ใช่กุศลจิต)    เป็นต้น   เจตนาเจตสิก  เป็นเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตทุกประเภท   ไม่มีเว้นเลยแม้แต่ขณะเดียวแต่สำหรับพระอรหันต์   ท่านมีเจตนาเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตชาติวิบาก   และชาติกิริยา เท่านั้น ไม่มีเจตนาเจตสิกที่เกิดร่วมกับกุศลจิต และอกุศลจิต เพราะท่านไม่มีทั้งอกุศล-จิต และไม่มีทั้งกุศลจิต     สำหรับสภาพธรรมที่เป็นเหตุเจตสิก     สำหรับพระอรหันต์ มีเพียง ๓ ประเภท    คือ   อโลภเจตสิก    อโทสเจตสิก  และ อโมหะ คือ ปัญญาเจตสิก ซึ่งเป็นอัพยากตเหตุ  เท่านั้น  ครับ                              ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...
 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
paderm
paderm
วันที่ 19 มี.ค. 2552 14:14 น.
 

                ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔-หน้าที่ 500                                      เรื่องพระเรวตเถระ  [๒๙๒] 

                                     พระขีณาสพไม่มีบุญและบาป
        
     พระศาสดาเสด็จมาแล้ว  ตรัสถามว่า  " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ ?     เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า   " ด้วยกถาชื่อนี้ "    จึงตรัสว่า  ภิกษุทั้งหลายบุญย่อมไม่มีแก่บุตรของเรา,บาปก็มิได้มี;บุญบาปทั้งสองเธอละเสียแล้ว"  ดังนี้แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า:-
  
                         " ผู้ใดล่วงบุญและบาปทั้งสอง  และกิเลสเครื่อง
       
                   ข้องเสียได้ในโลกนี้, เราเรียกผู้นั้น  ซึ่งไม่มีความโศก
        
                   มีธุลีไปปราศแล้ว  ผู้บริสุทธิ์แล้ว  ว่าเป็นพราหมณ์."
                  
 
                                       อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
WS202398
วันที่ 20 มี.ค. 2552 14:25 น.
 

                         " ผู้ใดล่วงบุญและบาปทั้งสอง  และกิเลสเครื่อง
       
                   ข้องเสียได้ในโลกนี้, เราเรียกผู้นั้น  ซึ่งไม่มีความโศก
        
                   มีธุลีไปปราศแล้ว  ผู้บริสุทธิ์แล้ว  ว่าเป็นพราหมณ์."
   

โทษของบุญคืออะไร ในเมื่อ บุญเป็นชื่อของความสุข ละแต่บาปไม่ได้หรือครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
prachern.s
วันที่ 20 มี.ค. 2552 15:34 น.
 
โทษของบุญก็คือทำให้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ และบุญก็ไม่เที่ยง..
 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
WS202398
วันที่ 23 มี.ค. 2552 13:24 น.
 

บุญ มีส่วนสัมพันธ์กับการรู้แจ้งอริยสัจธรรมอย่างไร หรือไม่

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
ajarnkruo
วันที่ 23 มี.ค. 2552 14:32 น.
 
         ในพระสูตรกล่าวถึง พระขีณาสพหรือพระอรหันต์  ผู้ละได้ทั้งบุญและบาป  เพราะเห็นแจ้งในความจริงของสิ่งทั้งปวงว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา    ผู้ที่ยังไม่ถึงความเป็นพระอรหันต์    ย่อมยากที่จะเห็นโทษภัยของสังขารธรรมทั้งหลายเป็นธรรมดาหนทางเดียวคือต้องค่อยๆ อบรมเจริญปัญญาต่อไปครับ 
 
         บุญที่เป็นไปในวัฏฏะมีมาก  อยู่คู่สังสารวัฏฏ์มายาวนาน   แต่บุญที่จะเป็นไปเพื่อการออกจากวัฏฏะ    มีแต่ในพระธรรมที่ทรงแสดงโดยพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น   ซึ่งเป็นบุญที่ประกอบด้วยความรู้ถูก  ความเข้าใจถูก  ตามความเป็นจริง  เป็นอริย-สัจจธรรม    จึงเป็นบุญ เป็นกุศลที่เป็นไปเพื่อการละทั้งหมด   ไม่ใช่เพื่อการได้หรือการติด                 แต่ว่า บาปหรืออกุศลธรรมนั้นก็มีมาก    ไม่ใช่เรื่องที่จะละคราวเดียว   ชาติเดียวสำเร็จ   บาปที่ติดข้องยินดีพอใจในบุญและผลของบุญที่เป็นสุข ก็มี   บาปที่เห็นผิดว่าบุญนั้นเป็นเรา เป็นตัวตน เป็นอัตตา ก็มี     บาปอกุศลที่ปกปิดไม่ให้รู้ความจริงของบุญว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ก็มี    เพราะฉะนั้น เรื่องของการละนั้น ไม่ง่ายเลย  จะเพียงอาศัยบุญที่เป็นไปวัฏฏะ ก็ไม่สามารถที่จะละบาปได้     ต้องอาศัย การอบรมเจริญบุญหรือกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา  จากการฟังพระธรรม และศึกษาพระธรรมเท่านั้น จึงจะสามารถรู้ชัดประจักษ์แจ้งแทงตลอดอริยสัจจธรรมได้          จนเมื่อถึงความเป็นพระอรหันต์  ปัญญาก็จะสามารถดับได้ทั้งบุญและบาป  และจะมีความเห็นถูกต้องว่า   การเกิดขึ้นทั้งมวลนั้นเป็นทุกข์    การเกิดอีก ไม่ว่าจะเป็นการเกิดขึ้นของบุญหรือผลของบุญก็ตาม ล้วนเป็นโทษภัยของสังสารวัฏฏ์  เพราะบุญจะให้ผลเป็นสุขนานแค่ไหน ก็ล้วนไม่เที่ยง      การไม่เกิดอีกเลยเท่านั้น  จึงจะเป็นความสุขอย่างแท้จริงครับ    
 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
WS202398
วันที่ 24 มี.ค. 2552 17:23 น.
 

ขอบพระคุณสำหรับคำตอบครับ ชัดและตรงทีเดียว

อยากทราบเพิ่มเติมครับว่า มีอธิบายทางปริยัติหรือไม่ว่า จิตที่ละได้ทั้งบุญและบาปนั้น โดยปรมัตถ์แล้วต่างจาก จิตของคนที่ยังไม่สามารถละบุญและบาปตรงไหน กล่าวโดยเฉพาะคือจิตพระอรหันต์ที่เป็นกิริยา หรือ หรือธาตุที่ไม่เป็นเหตุบาปหรือเหตุบุญนั้น เกิดขึ้นมาได้อย่างไร  ปัจจัยใด จิตถึงเปลี่ยนคุณภาพไม่ก่อกรรม เกี่ยวกับเจตสิกใดหรือไม่ เกี่ยวพันธ์กับสังขารขันธ์นัยใด  จิตก่อนละได้กับหลังละได้ มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
จักรกฤษณ์
วันที่ 25 มี.ค. 2552 09:59 น.
 

ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
paderm
paderm
วันที่ 25 มี.ค. 2552 20:41 น.
 

                  ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

จากความเห็นที่ 8   จิตที่ละได้ทั้งบุญและบาปนั้น โดยปรมัตถ์แล้วต่างจาก จิตของคนที่ยังไม่สามารถละบุญและบาปตรงไหน ?   จิตของผู้ที่ละบุญแบปได้แล้ว ไม่มีอนุสัยกิเลสอันเป็นเหตุให้กิเลสเกิดขึ้นอีก ส่วนจิตของผู้ที่ยังมีกิเลส ยังมีอนุสัยกิเลสที่ยังละไม่ได้ในกิเลสที่ยังไมได้ละครับ       กล่าวโดยเฉพาะคือจิตพระอรหันต์ที่เป็นกิริยา หรือ หรือธาตุที่ไม่เป็นเหตุบาปหรือ

เหตุบุญนั้น เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?      เกิดเพราะสามารถดับกิเลสได้หมด จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดจิตที่เป็นกิริยาจิตครับ      ปัจจัยใด จิตถึงเปลี่ยนคุณภาพไม่ก่อกรรม เกี่ยวกับเจตสิกใดหรือไม่ เกี่ยวพันธ์กับสังขารขันธ์นัยใด ?      ปัญญาเจตสิกและเจตสิกฝ่ายดีเกิดขึ้นร่วมกันจนสมารถดับกิเลสได้จึงเป็นปัจจัยให้จิตที่เกิดขึ้นไม่เป็นเหตุให้ก่อกรรมอีกครับ     จิตก่อนละได้กับหลังละได้ มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ?     ต่างกันที่มีอนุสัยกิเลสและไม่มีอนุสัยกิเลสครับ                          อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
สุภาพร
วันที่ 31 มี.ค. 2552 09:57 น.
 

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 12  
khan
วันที่ 14 มิ.ย. 2553 14:54 น.
 

ขออนุโมทนาค่ะุ

 
  

เขียนความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่
keyword : -