Loading...
 1000   อนุตตรธรรม มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฏกหรือไม่
email
วันที่ 1 เม.ย. 2549
อ่าน 6,375
 
 
คำว่า "อนุตตรธรรม" หมายความว่าอย่างไร  มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฏกหรือไม่
 

  ความคิดเห็นที่ 1  
study
วันที่ 2 เม.ย. 2549
 

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 26
                 
      กามโภคะอันควรแก่คฤหัสถ์เป็นอันมาก ยอมมีแก่พระราชกุมารผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ในมรดกวิสัยนี้  ถ้าพระราชกุมารนี้ทรงละกาม  โภคะทั้งปวง จะทรงได้อนุตตรธรรม อันเป็น ทรัพย์สูงสุด.

     ธรรมที่ชื่อว่า  อุตตระ  เพราะย่อมข้ามพ้น  คือ  ย่อมละธรรมเหล่าอื่นไป.ที่ชื่อว่า สอุตตระ  เพราะมีอุตตรธรรมอันสามารถเพื่ออันข้ามพ้นตนขึ้นไป. ที่ชื่อว่า  อนุตตรธรรม  เพราะอุตตรธรรมของธรรมเหล่านั้นไม่มี.

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
study
วันที่ 2 เม.ย. 2549
 

พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 626

      [๙๘๖]  สอุตตรธรรม  เป็นไฉน  ?  กุศลในภูมิ ๓ อกุศล  วิบากในภูมิ ๓   กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓  และ รูปทั้งหมด  สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า  สอุตตรธรรม. อนุตตรธรรมอนุตตรธรรม  เป็นไฉน  ?           มรรค ๔  ที่เป็นโลกุตระ  สามัญผล ๔  และนิพพาน  สภาวธรรม เหล่านี้ชื่อว่า  อนุตตรธรรม.

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
natpe
วันที่ 2 เม.ย. 2549
 

        ขอแบ่งปันนะครับ คือว่า   มีกลุ่มหนึ่งซึ่งเผยแพร่ธรรมะ โดยใช้ชื่อว่าอนุตตรธรรมอ้างว่าได้รับโองการจากพระแม่องค์ธรรม หรือ อนุตตรธรรมมารดา  ให้มาโปรดสามโลก คือ  สวรรค์  มนุษย์ นรก ให้เวนัยสัตว์ได้พ้นจาก การเวียนวายตายเกิด และเมื่อตายก็จะนิพพาน โดยต้องได้รับธรรมะ เมื่อได้รับธรรมะแล้ว  ชื่อในนรกจะถูกลบหมดและจะได้รับ 3  สิ่งวิเศษ คือ

1. มโนทวาร  ประตูที่จิตวิญญาณเข้าและออกจากร่างกาย  ประตูนี้จะถูกปิดลงเมื่อวิญญาณได้เข้าสู่ร่างกายแล้ว ผู้เป็นพระวิสุทธิอาจารย์เท่านั้น ที่สามารถเปิด "ประตู" นี้ได้ กลุ่มนี้ได้อ้างว่า  พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน  ได้รับเปิดจุดญาณทวาร หรือมโนทวารที่ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
2. สัจจคาถา คือ คำ 5 คำ ที่สามารถคุ้มภัยจากภัยอันตรายได้และต้องไปพูดเพื่อเข้าสู่แดนนิพพาน
3. ลัญจกร  ซึ่งกลุ่มนี้ได้อ้างว่า เป็นเครื่องหมายของตราประทับอันล้ำค่า  ที่พระองค์ธรรมมารดาประทานให้เรา     เพื่อเป็นหลักฐานว่า     เราทั้งหลายเป็นผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดสัจจธรรมอันสูงส่งนี้ลัญจกร  ของยุคสีเขียว   เป็นสัญลักษณ์ของ  "ใบบัว" ในเวลานั้น  ผู้บำเพ็ญธรรม จะสวดภาวนาโดยใช้มือซ้ายข้างเดียวยกขึ้นไว้ที่กลางหน้าอก  ใบบัวสีเขียวแสดงถึง "เวลาแห่งความรุ่งเรืองพุทธะจิต"   ในช่วยเวลาของยุคสีแดง ผู้บำเพ็ญธรรมจะสวดภาวนาโดยการพนมมือทั้งสองข้างขึ้นไว้ ระหว่างหน้าอกและก้มกราบลงโดยการแบมือออก เป็นเสมือน "ดอกบัวที่เบ่งบาน" ถือเป็นเครื่องหมายตราประทับของยุคดอกบัวสีแดง  ดอกบัวแสดงถึง  "ความเบ่งบานของพุทธะจิต"ลัญจกร ของยุคสีขาว เป็นเครื่องหมายของ  "รากบัวสีขาว"  ผู้บำเพ็ญจึงภาวนากราบไหว้  โดยการใช้มือซ้ายโอบมือขาวและอุ้มไว้ที่หน้าอก  ซึ่งแสดงถึง "เวลาแห่งการเก็บเกี่ยวพุทธะจิต"

     สำหรับผมแล้ว ผมได้ไปสัมผัสการสอนของกลุ่มนี้  ได้พิจารณาแล้วเป็นการนำคำสอนของแต่ละศาสนามารวมกัน  ซึ่งเน้นในนิกายมหายานมากกว่าและมีการให้สิ่งศักสิทธิ์  เช่น พระพุทธเจ้า เจ้าแม่กวนอิม พระโพธิสัตว์องค์อื่นๆ  เจ้ากรรมนายเวร พระพุทธจี้กง พระศรีอาริยเมตตรัย มาให้โอวาทโดยใช้หญิงบริสุทธิ์เป็นร่างทรง  เป็นการสอนที่ผิดไปอย่างมากๆ ที่เห็นได้ชัดก็คือ พระพุทธเจ้าทรงปรินิพานไปแล้ว แล้วพระพุทธเจ้ามาประทับทรงได้อย่างไร............

วิทยากรช่วยชี้แนะด้วยครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
study
วันที่ 4 เม.ย. 2549
 

โปรดศึกษาพระธรรมจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาโดยตรงจะดีกว่า

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
werayut.s
วันที่ 4 เม.ย. 2549
 

            ได้อ่านข้อความที่มาลงไว้ในความคิดเห็นที่ 3 แล้ว คุณ natpe     บอกว่ามีการ

สอนที่ผิดไปอย่างมาก   ดีแล้วครับ ที่เราไม่ไปเชื่อในสิ่งที่ไม่ได้สอนตามพระไตรปิฎก  

 ข้อความที่ยกมากล่าว  จะเห็นว่าคำสอน  สร้างตัวละครที่เราไม่เคยได้ยินมาว่ามีในพระ

ไตรปิฎก เช่น แม่องค์ธรรม    อนุตรธรรมมารดา  พระวิสุทธิอาจารย์      หรือการบัญญัติ

ศัพท์ต่างๆ        มาใช้ประกอบเรื่องราว   เช่น   ญาณทวาร   ลัญจกร   พุทธจิต     แดน

นิพพาน     ข้อความเหล่านี้  เมื่อมาประกอบกันเป็นเรื่องราว    ก็จะไม่ยากที่พวกเราจะรู้

ได้เลยว่าไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า และก็ขอบอกเลยว่า ให้ศึกษาไปสักเท่าไหร่  ก็

ไม่มีทางให้เกิดปัญญาได้   เพราะผู้ฟังจะไปเข้าใจในสิ่งที่ไม่มีเหตุผลได้อย่างไร ส่วนผู้

สอนเองก็บอกได้เลยว่า ไม่ได้รู้อะไร    จึงได้มาสอนในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล    ในข้อความก็

จะกล่าวอ้างชี้ชวนว่า    ใครบางคนจะมาช่วยให้ไม่ต้องไปนรก      และจะได้ไปนิพพาน

ด้วยของวิเศษ 3 อย่าง     แล้วบอกวิธีการบูชาแบบแปลกๆ     โดยไม่มีเหตุที่สมควรแก่

ผล  ซึ่งปราศจากคำสอนที่ให้เกิดความเข้าใจในความจริง    และไม่ได้สอนให้ละคลาย

กิเลส  แต่ที่เห็นๆว่าไม่มีเหตุผลอย่างนี้แหละครับ    มีผู้คนเชื่อฟังกันอย่างถวายชีวิตให้

เลยก็มี    มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอกครับ    เป็นธรรมชาติของคนอยู่แล้วที่จะใฝ่หา

อะไรก็ได้          ที่ง่ายๆ มายึดถือให้ อุ่นใจ       แรกๆ ก็คิดว่า      อาจจะมีอะไรน่าสนใจ

บ้าง    ประเภทไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่   แต่พอเสพบ่อยๆ  จนคุ้นเคยก็สร้างอุปทานยึดมั่น

ขึ้นมาว่า  นี่แหละถูก  นี่แหละจริง เกิดความพอใจ สบายใจ  แล้วก็โฆษณาชวนเชื่อให้ผู้

อื่นเชื่อตามๆ กันไป      การเชื่อตามๆ กันไป           โดยปราศจากเหตุผลก็ขยายตัวไป

เรื่อยๆ     คิดเข้าข้างตัวและกลุ่มของตัวจนกลายเป็นประเภท    มงคลตื่นข่าว หรือแถว

ตาบอด นั่นเอง        ในยุคปัจจุบัน คงยากครับ      ที่จะมีคนเห็นถูกและเข้าใจพระธรรม

มากๆเนื่องจากเป็นช่วง หนึ่งพันปีที่ 3 ของอายุพระศาสนา ซึ่งจะมีผู้รู้และเข้าใจในธรรม

เพียงห้าพันปีเท่านั้น    ซึ่งหากเปรียบเทียบระยะเวลากับความยาวของ 1 กัปป์       ก็จะ

สั้นนิดเดียว  ถ้าเราเปรียบเทียบความยาวของสังสารวัฏ กับ ห้าพันปี       ก็ยิ่งมีสัดส่วน

น้อยลงไปอีก   ดังนั้น โอกาสที่เราจะเกิดมาในสมัยที่มีพระธรรมคำสั่งสอน  จึงมีน้อยยิ่ง

กว่าน้อย และอีกกี่ภพชาติ เราจะได้มีโอกาสอีกใช่ไหมครับมีอีกเยอะแยะ   เต็มบ้าน เต็ม

เมือง ไปหมดครับ     ที่คนอ้างว่าทำเพื่อพระศาสนานับถือพุทธ    สนใจธรรมะ    แต่ไป

กระทำสิ่งต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน       ชาวพุทธสมัยนี้ไม่ค่อยมีใครสนใจที่จะฟัง

ธรรม  ศึกษาเนื้อหาที่พระพุทธเจ้าสอนจริงๆ หรอกครับ    พระภิกษุสงฆ์ท่านก็จะไม่ค่อย

ได้สอนชาวบ้านให้เข้าใจตัวธรรมจริงๆ ใช่ไหมครับ    เราคงจะเห็นพระจำนวนมากเรียน

บาลี สอบมหาเปรียญได้วุฒิปริญญา แต่ไม่เข้าใจอรรถคำสอน        ชาวพุทธแขวนพระ

เครื่องเพราะเป็นพระพิมพ์นิยมเนื้อดีรุ่นหนึ่ง   ของแท้อะไรอย่างนี้     ที่มีพระเยอะๆ  นั่น

น่ะลองถามดูหน่อยเถอะครับว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร บางพวก    ไปกราบไหว้พระสงฆ์

เกจิอาจารย์  ก็เพราะว่าเขาว่ากันว่าท่านมีของดี ทำมาค้าขึ้นหรือ ดูหมอแม่นมาก    ชาว

บ้านไปงานวัดกัน    เยอะๆ   ก็เพราะเขามีดนตรี ลิเกหมอลำชื่อดังหรือเปล่าครับ    ก็ไม่

ใช่เรื่องที่เราต้องไปจัดการโลกหรอกครับไม่ใช่กาลสมัยครับ       เราจัดการได้แต่ตัวเรา

เองเท่านั้นครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
สามารถ
วันที่ 9 เม.ย. 2549
 

คำสอนของพระผู้มีพระภาคเป็นไปเพื่อละทั้งหมดครับ  ละทั้งหมดแม้ความไม่รู้ (คือให้เกิดปัญญา) ถ้าไม่เป็นไปเพื่อละ  ย่อมไม่ใช่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
natpe
วันที่ 1 ก.พ. 2550
 

ขออนุโมทนา

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
pornpaon
วันที่ 4 ก.พ. 2550
 

      ขออนุโมทนาค่ะ

      แม่ของดิฉันก็ไปเข้านับถืออะไรคล้ายๆ นี้เหมือนกัน      พยายามจะพาลูกหลานทุก

คนไปด้วย    ดิฉันอธิบายค้านคำสอนที่แม่ไปฟังเขามา     แม่ก็หาว่าดิฉันไม่รู้ความจริง

 ไม่ได้ไปฟังเองไม่ได้ไปเรียนธรรมะแบบเขา      ไม่เข้าใจหรอก โกรธอีกต่างหาก   และ

เนื่องจากไม่ได้อยู่ด้วยกันอยู่กันคนละจังหวัด   โอกาสที่จะค่อยๆ อธิบายให้แม่ได้เข้าใจ

ถูก  เห็นถูก  จึงน้อยเหลือเกิน

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
jow
วันที่ 6 ก.ค. 2552 21:29 น.
 

      เมื่อก่อนเราก็เคยมีความคิดแบบนี้นะ ก็หาวิธีคิดหาคำตอบอยู่นานเหมือนกัน แต่ให้

ลองคิดดูว่า สิ่งที่เขาได้สอน  ไม่ว่าจะสอนโดยวิธีรูปแบบเป็นแบบไหนใด  แต่ลึกๆแล้ว

เขาสอนให้เราเป็นคนดี โดยการละบาปบำเพ็ญบุญสร้างกุศลเพื่อให้ตัวเราหลุดพ้นมิใช่

หรือ อย่างไรตนก็เป็นที่พึ่งแห่งตนนั่นแล

 
  

เขียนความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่
keyword : -