Loading...

น้ำปานะ คือ อะไร น้ำถั่วเหลือง เป็นน้ำปานะหรือไม่
kan_abc
วันที่ 24 เม.ย. 2550
อ่าน 26931

ไมโล น้ำนมถั่วเหลือง  ถือเป็นน้ำปานะ หรือไม่  ขอขอบพระคุณ

 



ความคิดเห็นที่ 1
 
study
วันที่ 25 เม.ย. 2550

น้ำปานะ  คือน้ำผลไม้ที่ทรงอนุญาตไว้  มี ๘ ชนิด   และอื่นๆ  ตามสมควร   เมื่อคั้นเอา

เฉพาะน้ำกรองไม่ให้มีกาก     พระภิกษุรับประเคนแล้วฉันได้ตลอดวันและคืนหนึ่ง  ส่วน

น้ำนมสด น้ำนมถั่วเหลือง ไมโล  เป็นอาหาร(โภชนะ) ไม่ใช่น้ำปานะ

 
  

ความคิดเห็นที่ 2
 
study
วันที่ 25 เม.ย. 2550

เชิญคลิกอ่านได้ที่     น้ำอัฎฐบาน

 
  

ความคิดเห็นที่ 3
 
kan_abc
วันที่ 25 เม.ย. 2550

ผู้ถือ ศีล ๘  ก็ดื่มน้ำถั่วเหลืองไม่ได้เช่นกัน จริงหรือไม่   ขอขอบพระคุณ

 
  

ความคิดเห็นที่ 4
 
study
วันที่ 25 เม.ย. 2550

            ผู้ที่รักษาศีล ๘   หรือศีล ๑๐   ของสามเณร  และพระภิกษุ  ในเวลาวิกาลดื่ม

น้ำนมถั่วเหลืองไม่ได้ ถ้าดื่มเมื่อไหร่ ศีลข้อที่ ๖ วิกาลโภชณาขาด    ส่วนพระภิกษุดื่ม

ต้องอาบัติ  ปาจิตตีย์ 

 
  

ความคิดเห็นที่ 5
 
reflect
วันที่ 25 เม.ย. 2550

ชา กาแฟ ที่ไม่ใส่นม  จัดว่าเป็นปานะหรือโภชนะ?

ขอขอบพระคุณ

 
  

ความคิดเห็นที่ 6
 
wannee.s
วันที่ 25 เม.ย. 2550

น้ำที่คั้นจากผลไม้สดและน้ำอ้อย  เป็นน้ำปานะ     ชาและกาแฟ   ไม่ใช่น้ำปานะค่ะ

 
  

ความคิดเห็นที่ 7
 
natnicha
วันที่ 29 เม.ย. 2550

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

ความคิดเห็นที่ 8
 
ICE.TU
วันที่ 4 พ.ค. 2550

ขอบพระคุณด้วยครับ เข้าใจมากขึ้นแล้วครับ

 
  

ความคิดเห็นที่ 9
 
atom
วันที่ 26 ก.ย. 2550

             1.  กระทิงแดง ลิโพ หรือเครื่องดื่มชูกำลัง , เป๊ปซี่  , กาแฟดำไม่ใส่นม,น้ำชา

กินได้ไหมครับ    เพราะเห็นคนที่ถือศีลอุโบสถ  เขากินกันและบอกกินได้      ขอความ

กระจ่างจากผู้รู้ด้วยครับ

             2.  น้ำปานะ ที่เป็นผลไม้ คือไม่ใหญ่กว่าผลมะตูมและไม่มีกากใช่ไหมครับ

ขอบคุณครับ

 
  

ความคิดเห็นที่ 10
 
wannee.s
วันที่ 26 ก.ย. 2550

1.  กระทิงแดง  ลิโพ  เป๊ปซี่  กาแฟ  ถ้ารักษาศีล 8  กินไม่ได้ค่ะ 

2.  น้ำปานะที่ไม่ใหญ่กว่าผลมะตูม  นำมาคั้นแล้วก็ต้องกรองด้วยค่ะ

 
  

ความคิดเห็นที่ 11
 
คุณ
วันที่ 12 ก.พ. 2553 13:06

ขออนุโมทนาค่ะุ

 
  

ความคิดเห็นที่ 12
 
dhammanath
วันที่ 14 มิ.ย. 2553 05:04

             น้ำนมถั่วเหลือง ไม่จัดเป็นน้ำปานะ  เพราะเหตุผลอะไรครับผม 

ถ้าน้ำนมถั่วเหลืองไม่ควร  กาแฟก็ไม่ควรด้วยหรือเปล่า ?  เพราะได้ทราบว่า กาแฟนั้น

เมล็ดใหญ่กว่าถั่วเป็นไหนๆ

ขอบคุณครับ

 
  

ความคิดเห็นที่ 13
 
dhammanath
วันที่ 14 มิ.ย. 2553 05:09

คุณวรรณีครับ

คุณว่า  ชาและกาแฟไม่ใช่น้ำปานะ  อยากถามว่าแล้วฉันในเวลาวิกาลได้ไหม ?

ขอบคุณครับ

 
  

ความคิดเห็นที่ 14
 
dhammanath
วันที่ 14 มิ.ย. 2553 05:12

ถามความเห็นที่ ๑๐

เพราะอะไรกระทิงแดง ลิโพ เป๊ปซี่ กาแฟ ผู้รักษาศีล ๘ จึงดื่มไม่ได้ครับ?

ขอบคุณครับ

 

 
  

ความคิดเห็นที่ 15
 
MUTITA
วันที่ 12 ต.ค. 2553 13:24

สาธุ

 
  

ความคิดเห็นที่ 16
 
Komsan
วันที่ 21 พ.ค. 2555 13:49

ขออนุโมทนาครับ

 
  

ความคิดเห็นที่ 17
 
kantiyakorn
วันที่ 12 มี.ค. 2556 13:22

น้ำเปล่า  จัดว่าเป็นน้ำปานะหรือไม่

 
  

ความคิดเห็นที่ 18
 
paderm
วันที่ 16 มี.ค. 2556 13:40

ไม่เป็นครับ 

 
  

ความคิดเห็นที่ 19
 
ศรพ
วันที่ 28 มี.ค. 2556 13:33

รวบรวมมาครับ...

ความคิดเห็นที่ 1. จาก www.banduangdham.com

โพสท์โดย morphines

น้ำปานะที่หลายๆ คนยังไม่รู้

« เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2012, 12:01:53 PM »
 

เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าพระภิกษุสงฆ์ห้ามฉันท์อาหารที่ต้องเคี้ยวเมื่อเลยเวลาเที่ยง
แต่นอกเหนือจากนั้น พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ฉันท์น้ำได้ 8 อย่างเท่านั้น เรียกว่าน้ำปานะ ซึ่งจะต้องคั้นน้ำและกรองเพื่อไม่ให้มีกากอีกด้วย ได้แก่

1.  อัมพะปานะ     น้ำมะม่วง           
2.  ชัมพุปานะ      น้ำชมพู่หรือน้ำหว้า 
3.  โจจะปานะ      น้ำกล้วยมีเมล็ด
4.  โมจะปานะ      น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด
5.  มะธุกะปานะ    น้ำมะทรางต้องเจือด้วยน้ำจึงควร
6.  มุททิกะปานะ   น้ำลูกจันทน์หรือองุ่น
7.  สาลุกะปานะ    น้ำเหง้าบัว
8.  ผารุสะกะปานะ น้ำมะปรางหรือลิ้นจี่
 
นอกจากน้ำปานะ 8 อย่างนี้แล้ว ท่านยังอนุญาตและอนุโลมน้ำบางประเภทไว้อีกเรียกว่า กัปปิยปานะอนุโลม คือน้ำปานะที่สมควร  ซึ่งฉันได้โดยไม่เป็นอาบัติในเวลาวิกาล
ได้แก่น้ำปานะแห่งผลไม้เล็ก  เช่น ลูกหวาย มะขาม  มะงั่ว มะขวิด สะคร้อ และเล็บเหยี่ยว เป็นต้น แต่ในปัจจุบัน น้ำขิง หรือน้ำมะตูม ก็พอจะอนุโลมให้เป็นน้ำปานะได้
 
น้ำที่ไม่ทรงอนุญาตหรือเครื่องดื่มที่ไม่พึงดื่ม  คือน้ำปานะที่ไม่สมควร
ภิกษุดื่มในเวลาวิกาลไม่ได้ ถ้าดื่มต้องอาบัติปาจิตตย์ ได้แก่
 
-  น้ำแห่งธัญชาติ (ข้าว)  ๗ ชนิด คือ ข้าวสาลี  ข้าวเปลือก ข้าวเหนียว ข้าวละมาน
   ข้าวฟ่าง ลูกเดือย และหญ้ากับแก้
 
-  น้ำแห่งมหาผล  (ผลไม้ใหญ่ ) ๙ ชนิด  คือ ผลตาล  มะพร้าว  ขนุน สาเก  น้ำเต้า
   ฟักเขียว แตงไท  แตงโม และฟักทอง
 
-  น้ำแห่งอปรัณณชาติ  ได้แก่ ถั่วชนิดต่าง ๆ  มีถั่วเหลือ  ถั่วเขียว  ถั่วดำ และงา เป็นต้น แม้นจะต้มจะกรอง ทำเป็นเครื่องดื่มชนิดต่างๆ ก็ย่อมเป็นอาบัติปาจิตตีย์
 
-  นม  ท่านจัดเป็นอาหารอันประณีต ภิกษุสามเณรไม่พึงฉันยามวิกาล แม้นจะผสมกับ
   เครื่องดื่มต่างๆ ก็ไม่ควร หากฉันก็ย่อมต้องอาบัติปาจิตตีย์
 
-  ชา กาแฟ โอวัลติน ไมโล โอเลี้ยง น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง ก็ไม่ถือว่าเป็นน้ำปานะ
   หากฉันก็ย่อมต้องอาบัติปาจิตตีย์

 ***********************************************************
 
ความคิดเห็นที่ 2. จาก www.watpaknam.org
 
เรื่องของน้ำปานะ 

 
น้ำปานะ คือ เครื่องดื่ม ที่คั้นจากลูกไม้ หรือ น้ำคั้นผลไม้ ท่านจัดเป็น "ยามกาลิก" คือ ของที่ร้บประเคนไว้แล้ว ฉันได้วันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ถือเอาใจความง่าย ๆ ก็คือ ของที่ฉันได้หลังเที่ยงไปแล้วนั่นเอง หรือ ฉันได้ทั้งวันทั้งคืนก่อนรุ่งอรุณ

ในปัจจุบัน ปัญหาเรื่องน้ำปานะ ก่อความกังวลใจให้แก่ชาวพุทธพอสมควร เพราะมีเครื่องดื่มเกิดขึ้นมากมายล้วนแต่ไม่มีในสมัยพุทธกาล แต่เราก็อาศัยเปรียบเทียบเอาจากมหาปเทศฝ่ายพระวินัยได้
แต่ถึงอย่างนั้น ในวงพระเองก็ยังมีการตีความไม่ตรงกัน เช่น นมสด พระฝ่ายมหานิกายก็ว่าฉันได้ แต่พระฝ่ายธรรมยุตว่าฉันไม่ได้ แต่ก็ฉันเนยแข็งที่ทำจากนมสดได้มันก็ชอบกลอยู่

ผู้ที่เป็นต้นบัญญัติ ให้เกิดมีการดื่มน้ำปานะขึ้นเป็นท่านแรก ก็คือ 
เกณยชฎิล ปรากฏหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎก พระวินัย เล่มที่ 5 ข้อที่ 86 ในที่นั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงน้ำปานะ หรือน้ำอัฏฐบานไว้ 8 อย่าง ดังนั้น
 
1. น้ำมะม่วง
2. น้ำลูกหว้า
3. น้ำกล้วยมีเมล็ด
4. น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด
5. น้ำมะทราง
6. น้ำลูกจันทน์หรือน้ำองุ่น
7. น้ำเง่าบัว
8. น้ำมะปรางหรือน้ำลิ้นจี่


ถ้านับเรียงชนิดก็เป็น 10 ชนิด แต่จริง ๆ แล้วมีมากกว่านี้แยะ เพราะทรงอนุญาตเพิ่มเติมไว้อีก ดังนี้
ทรงอนุญาตน้ำผลไม้ทุกชนิด เว้นน้ำต้มเมล็ดข้าวเปลือก
ทรงอนุญาตน้ำดอกไม้ทุกชนิด เว้นน้ำดอกมะทราง
ทรงอนุญาตน้ำอ้อยสด

ถ้าจะพิจารณากันตามพระพุทธานุญาตในตอนท้ายนี้แล้ว ก็น่าจะตีความได้กว้างขวางมาก กล่าวคือ ถ้าเว้นน้ำต้มเมล็ดข้าวเปลือกและน้ำดอกมะทรางแล้ว อย่างอื่น ๆ ก็น่าจะฉันได้หมด

ที่มีปัญหามากก็เรื่องนมสดและน้ำเต้าหู้ ที่ทำจากเมล็ดถั่วเหลือง น้ำถั่วเหลืองนี้ แม้ในฝ่ายพระมหานิกายบางพวกก็ไม่ฉัน และผู้ที่ตีความค่อนข้างเคร่งก็เป็นพระฝ่ายปฏิบัติ หรือพระกรรมฐาน ส่วนพระตามวัดทั่วไป ท่านก็ฉันได้ทุกอย่าง ขอให้โยมเอามาประเคนเถอะ แม้แต่นมข้น (มีแป้งผสมอยู่ด้วย) ชงโอวัลตินหรือไมโล ท่านก็ไม่รังเกียจ

ก่อนที่จะคุยกันเกี่ยวกับน้ำปานะต่อไป ควรจะมาดูหลักฐานกันก่อน ว่าเรื่องน้ำปานะนี้ มีหลักฐานในที่ใดบ้าง ? ที่ยกมาข้างต้นนี้ เป็นพระพุทธบัญญัติจากพระวินัย แต่ยังมีหลักฐานในพระสูตรอีกแห่งหนึ่ง คือเล่มที่ 29 ข้อ 7 ดังนี้
 
1. น้ำผลสะคร้อ
2. น้ำผลเล็บเหยี่ยว
3. น้ำผลพุทรา
4. น้ำมัน (งา)
5. น้ำเปรียง
6. น้ำข้าวยาคู (รสเปรี้ยว)
7. น้ำนม
8. น้ำปานะที่ทำด้วยรส (ผักหรือผักดอง)
 

จากมังคลัตถทีปนี (แปล) เล่ม 3 ข้อ 8 ดังนี้
 
1. น้ำผลเล็บเหยี่ยว
2. น้ำผลพุทราเล็ก
3. น้ำผลพุทราใหญ่
4. น้ำเปรียง
5. น้ำมัน
6. น้ำนม
7. น้ำยาคู
8. น้ำรส

ข้อที่ควรคิด ก็คือ คำว่า น้ำนม หรือ นมสด จะเป็นนมสดจากเต้า หรือจากกล่องก็ตาม พระเณรหรือผู้ถืออุโบสถ ฉันหรือดื่มหลังเที่ยงได้หรือไม่ ?

ผู้เขียนเคยถามอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก และอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ ท่านว่าฉันได้ ถ้าใครว่าฉันไม่ได้ ให้ลองถามท่านผู้รู้ดูทีหรือว่า คำว่า ปโยปานัง แปลว่าอะไร? ศัพท์ที่ว่า ปย หรือ ปโยปานํ ท่านแปลว่า น้ำนม ถ้าไม่ใช่นมสดแล้วจะเป็นนมอะไร ? ที่ควรพิจารณาก็คือมีหลักฐานในที่ 2 แห่ง คือ ทั้งในพระไตรปิฎก และในมงคลทีปนี ดังที่บอกไว้แล้ว

เดิมที่ผู้เขียนก็ไม่ฉันนมสด เพราะเหตุว่าไม่พบหลักฐาน แต่เมื่อเห็นว่ามีหลักฐานบ่งไว้ชัด ๆ ก็เลยฉันมาตลอด  แต่ ที่น่ารังเกียจก็คือ นมข้นหรือหางน้ำนม ซึ่งมีแป้งผสมอยู่ด้วย และไมโลหรือโอวัลติน ซึ่งมีไข่ผสมอยู่ด้วยกับน้ำเต้าหู้ ซึ่งบางท่านว่าฉันไม่ได้

ในปัจจุบันนี้ มีเครื่องดื่มออกมาใหม่ ๆ แปลก ๆ แยะ ถ้าเราไม่รู้จริงในส่วนผสม หรือในพระวินัย ก็ไม่ควรจะดื่ม ถ้าเกิดมีการหิวกระหาย ก็ยังมีทางบรรเทาได้ เช่น น้ำตาล เป็นต้น แก้หิวได้ดีนัก  การอ้างเพียงแต่ว่า องค์โน้นท่านยังฉันได้ สำนักนี้ก็ฉันได้ ไม่ควรนำมาใช้ เพราะจะเกิดค่านิยมทำตาม ๆ กันไป แล้วแก้ภายหลังยาก เพราะความเคยชิน ควรจะคำนึงถึงพุทธบัญญัติเป็นหลัก

พระพุทธองค์ทรงทราบดี ว่าการทรมานร่างกายเกินไปหรือการบำรุงจนเกินไป จะเป็นผลเสียทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต การเดินสายกลาง คือไม่ตึงนักและไม่หย่อนนักย่อมจะสำเร็จประโยชน์ได้เร็วกว่า
ถ้าเกิดว่า มีความสงสัยในข้อใดหรืออะไร ? เราควรจะศึกษา หรือสอบถามท่านผู้รู้ก่อน ยึดหลักฐานจากพระไตรปิฎกไว้ก่อนเป็นดีที่สุด จะได้ไม่ก่อปัญหา หรือความขัดแย้งตามมาในภายหลัง

ข้อน่าสังเกต ก่อนจบบทความนี้ ผู้เขียนใคร่ขอฝากความเห็นเกี่ยวกับพระวินัย และการตีความไว้สักเล็กน้อยว่า  
เป้าหมายหลักในการบัญญัติพระวินัยของพระพุทธองค์นั้น ผู้เขียนจับพระพุทธประสงค์ได้ว่า ทรงมุ่งเป้าไว้ 3 จุดใหญ่ คือ

1. เพื่อมิให้ชาวบ้านรังเกียจ หรือติเตียนพระเป็นใหญ่
2. เพื่อให้พระเป็นที่เลื่อมใสของชาวบ้าน
3. เพื่อมิให้เกิดการขัดแย้งกันเองภายในหมู่สงฆ์

ในข้อหนึ่ง เราจะเห็นตัวอย่างในสมัยพุทธกาลมากมาย ที่พระทำอะไรแล้วชาวบ้านไม่รังเกียจ พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงบัญญัติเป็นข้อห้าม แต่ถ้าสิ่งใดชาวบ้านตำหนิแล้วก็จะทรงบัญญัติห้ามในทันที

ในข้อสอง พระต้องพึ่งชาวบ้าน ต้องฝากปากท้องเขาอยู่ ถ้าเขาไม่เลื่อมใสในสิ่งใด ? พระไปทำเข้าก็เกิดปัญหา เขาไม่ศรัทธา พระก็อดตายแน่

ในข้อสาม ความสามัคคีในหมู่สงฆ์ เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงปรารถนายิ่งนัก เพราะถ้าภายในสงฆ์แตกกันเสียแล้ว ศาสนาก็อยู่ไม่ได้

ในอดีตที่ผ่านมา ความแตกสามัคคีในหมู่สงฆ์ ส่วนมากจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ แล้วกลายมาเป็นการแยกพวกแยกหมู่กัน เป็นเรื่องที่ไม่ควรให้เป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก ทางที่ดีและถูกต้องนั้น ถ้าเรายังไม่แน่ใจว่า สิ่งที่เราทำแล้วหรือยังไม่ทำก็ตาม ถ้าไม่แน่ใจ่ว่าจะถูก ก็ควรค้นดูหลักฐานพระพุทธบัญญัติก่อน ถ้าหาไม่พบหรือไม่แน่ใจ ก็ควรที่จะสอบถามท่านผู้รู้

การที่เราไม่รู้ และขืนทำไปก่อนนั้น ย่อมจะเกิดผลเสียอย่างน้อย 2 ประการ คือ

1. ทำให้ท่านผู้รู้รังเกียจ และดูหมิ่นเอาได้ ว่าเราไม่มีความรู้ เมื่อไม่รู้แล้ว ก็ไม่ยอมศึกษาหรือสอบถามอีกด้วย เป็นเหตุให้บัณฑิตไม่อยากคบหาเรา

2. มักจะเกิดการเคยตัว และเคยชินจนติดเป็นนิสัย แม้จะรู้ว่าผิดในภายหลังก็แก้ยาก เพราะการตามใจกิเลสตัณหานั้น มีแต่จะพอกพูนยิ่งขึ้น ได้ที่จะเบาบาง หรือหมดไปนั้น อย่าคิดเลย

ดังนั้น ทางที่ดีและถูกต้องในการบวช ควรจะตั้งเป้าไว้ที่การศึกษาก่อนอื่นใด คือก่อนที่จะลงมือปฏิบัติทางจิต เพราะถ้าบวชแล้วไปปฏิบัติในทันที มันจะเบื่อการเรียนหรือบางทีก็นึกรังเกียจพวกที่เรียนปริยัติ หาว่าเป็นพวกในลานเปล่า

แน่นอน, ถ้าเรียนรู้แล้วไม่ปฏิบัติ มันก็เป็นพวกใบลานเปล่าแน่ และในทำนองเดียวกัน การปฏิบัติโดยไม่เรียน มันก็มีผลเสียอย่างน้อย 2 อย่าง คือ อาจทำให้หลงผิด หรือปฏิบัติผิด เมื่อปฏิบัติผิดมรรคผลก็ไม่เกิด และอาจทำให้ล่าช้า หรือติดอาจารย์ได้ง่าย คือติดในทางผิดๆ แต่ถ้าเรายึดพระพุทธพจน์ พระไตรปิฎกไว้ก่อน โอกาสที่จะเสี่ยงหรือผิด ก็เป็นไปได้ยาก หรือไม่มีเลย เพราะพระไตรปิฎกผ่านการกลั่นกรองมามาก และเป็นที่รับรองกันทั่วโลก.


ข้อมูล: หนังสือ "พระไตรปิฎก ฉบับเก็บตก" จัดทำโดย ท่านธรรมรักษา
 
 
  

กรุณา login
กรุณา login เข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่


keywordkeyword :  น้ำปานะ