Loading...

เกี่ยวกับเรื่องการุณยฆาต (Euthanacia)
พฤติจิต
วันที่ 27 มี.ค. 2550
อ่าน 2758


การุณยฆาต (mercy killing หรือ euthanasia ซึ่งมาจากภาษากรีก แปลว่า การ

ตายอย่างเป็นสุข)

มีความเห็นอย่างไรครับ  และตามกฎแห่งกรรมแสดงว่าอย่างไร

การุณยฆาต มีอยู่สองแบบ คือ 

     ๑. การช่วยให้ผู้ป่วยที่สิ้นหวัง   ตายอย่างสงบ (active euthanasia) คือ การที่แพทย์

ฉีดยา ให้ยา หรือกระทำโดยวิธีอื่น ๆ ให้ผู้ป่วยตายโดยตรง    การยุติ การใช้ เครื่องช่วย

หายใจ ก็จัดอยู่ในประเภทนี้ด้วย

     ๒. การปล่อยให้ผู้ป่วย    ที่สิ้นหวัง  ตายอย่างสงบ (passive euthanasia) คือ การที่

แพทย์ ไม่สั่งการรักษา หรือยกเลิกการรักษา   ที่จะยืดชีวิตผู้ป่วยที่สิ้นหวัง  แต่ยังคง ให้

การดูแลรักษาทั่วไป เพื่อช่วยลด ความทุกข์ทรมาน ของผู้ป่วยลง จนกว่าจะเสียชีวิตไป

เอง

    
ท่านพุทธทาสสั่งกับลูกศิษย์ไว้ว่า   เมื่อท่านป่วยหนัก ไม่ให้ใช้เทคโนโลยี ที่จะช่วย

ชีวิตท่านไว้ อย่างผิดธรรมชาติ   และเมื่อท่านจะมรณภาพ   ขออย่าให้มีเครื่องช่วยชีวิต

ใด ๆติดตัวท่าน แต่คณะแพทย์ผู้ทำการรักษา ปรารถนาจะยืดชีวิตของท่าน ไว้ให้นานที่

สุด จึงใช้ทั้งเครื่องช่วยหายใจ  ให้ยาเพิ่มความดันทางเส้นเลือดดำ และยาคลายกล้าม

เนื้อ เพื่อควบคุมการหายใจ    ด้วยยึดว่าหน้าที่ของแพทย์ คือรักษาชีวิตของผู้ป่วย   ไว้

อย่างเต็มความสามารถ

 

 



ความคิดเห็นที่ 1
 
study
วันที่ 27 มี.ค. 2550


ตามหลักคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า  ถ้าบุคคลมีเจตนาจะให้ผู้อื่นตายด้วยวิธีใด ๆก็

ตาม  เมื่อสำเร็จตามเจตนานั้นย่อมเป็นอกุศลกรรม  ถ้าเรามองอย่างผิวเผินอาจจะคิดว่า

เป็นการกระทำที่ดีเพราะช่วยให้ผู้ป่วยพ้นจากความทรมาน  แต่เราไม่ทราบว่าผู้ป่วยตาย

แล้วไปเกิด ณ ที่ใดมีสุขมีทุกข์อย่างไร เขาอาจไปเกิดในสถานที่มีทุกข์มากกว่านี้หลาย

แสนเท่าก็ได้ ดังนั้น ตามหลักคำสอนจึงไม่ควรทำให้ผู้อื่นตาย เพราะการเกิดเป็นมนุษย์

นี้แสนยากแท้

 
  

ความคิดเห็นที่ 2
 
study
วันที่ 27 มี.ค. 2550

            
            พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 423

                                             วินีตวัตถุ

                                         เรื่องพรรณนา

       
  [๒๐๕]  ก็โดยสมัยนั้นแล       ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ         ภิกษุทั้งหลายได้

พรรณนาคุณแห่งความตายแก่ภิกษุนั้น    ด้วยความกรุณา   ภิกษุนั้นถึงมรณภาพ

แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีความรังเกียจว่า พวกเราต้องอาบัติปาราชิกแล้ว กระมังหนอ

จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าๆ  ตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   พวก

เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว.

                                             

                                           ขอเชิญคลิกอ่านได้ที่...
                                             
                                        วินีตวัตถุในตติยปาราชิก

                                     [เรื่องพรรณนาคุณความตาย]  

 
  

ความคิดเห็นที่ 3
 
พฤติจิต
วันที่ 27 มี.ค. 2550


อนุโมทนาครับ

ในกรณี active euthanacia  ตามข้อหนึ่งนั้น    เป็นสิ่งที่พอจะเข้าใจได้  ว่าการ

ไปตัดรอนชีวิตผู้อื่นเป็นการกระทำปาณาติบาต    แต่ในกรณีข้อที่สอง passive

euthanacia 
คือ การที่แพทย์ ไม่สั่งการรักษา  หรือยกเลิกการรักษา ที่จะยืดชีวิตผู้ป่วย

ที่สิ้นหวัง แต่ยังคงให้การดูแลรักษาทั่วไป เพื่อช่วยลด ความทุกข์ทรมาน ของผู้ป่วยลง

จนกว่าจะเสียชีวิตไปเอง   แพทย์ผู้นั้นจะได้รับวิบากอะไร อย่างไร ครับ

 
  

ความคิดเห็นที่ 4
 
wannee.s
วันที่ 27 มี.ค. 2550

ขึ้นอยู่ที่เจตนาเป็นหลัก    แพทย์ก็คงเห็นว่ารักษาไม่ได้     ช่วยสุดความสามารถแล้ว ก็

รักษาตามอาการไม่ให้คนไข้ได้รับทุกข์ทรมานมากนัก      คนไข้ก็มีกรรมเป็นของตนเอง

ถ้าเป็นแพทย์ที่ดีมีคุณธรรม  ก็เป็นเหตุให้ได้รับวิบากที่ดีในอนาคต

 
  

ความคิดเห็นที่ 5
 
วันชัย๒๕๐๔
วันที่ 27 มี.ค. 2550

        
     สมัยนี้  ถือว่าการแพทย์เจริญก้าวหน้าไปมาก  แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด   เช่นกรณีท่าน

พุทธทาส  ก็ยังเป็นที่คาใจ ข้องใจหลาย ๆ ท่านอยู่ว่า สิ่งที่ได้กระทำต่อท่านไปนั้นควร

หรือมิควรประการใด   ทั้ง ๆ ที่ท่านได้สั่งไว้แล้ว   และในกรณีของท่านก็เป็นกรณีศึกษา

ในขณะนี้สำหรับการพิจารณาออกกฏหมาย   ที่เกี่ยวเนื่องกับสิทธิในการตายของบุคคล

อยู่

     ผมเองก็มีข้อสงสัยว่า  จะทำอย่างไร กรณีที่ญาติผู้ใหญ่ของผม ที่ผมเลี้ยงดูท่านอยู่

ซึ่งขณะนี้ท่านมีอายุ ๙๐ ปีแล้ว อาศัยอยู่ที่บ้านเดียวกันโดยจ้างผู้ดูแล  ท่านมีสุขภาพดี

ทานง่าย  ขับถ่ายสะดวก(ขอประทานโทษ)    ไม่มีอาการของโรคใดๆ (แม้เคยตรวจพบ

เบาหวาน) ไม่ต้องทานยาใด ๆ ทั้งสิ้น  ปัจจุบันท่านไม่เดินและไม่คลานไปไหนได้แล้ว

ไม่บ่นไม่ว่า  ไม่แสดงอาการทุกข์ใด ๆ ให้เห็น     ในอดีตที่ผ่านมาท่านชอบทำบุญ  ให้

ทาน  ช่วยเหลือผู้อื่นมาโดยตลอดชีวิต  ถวายของใส่บาตรแต่ของดีๆ ของที่เหลือเลือก

แล้วจึงนำมาทาน  ใส่บาตรทุกเช้า  ตลอดชีวิตเพิ่งเลิกไปเมื่อผมรับมาอยู่ด้วย เพราะไม่

สะดวกและไม่ค่อยรับรู้แล้ว ผมตั้งใจว่าผมจะไม่นำท่านส่งโรงพยาบาลหากมีอาการอ่อน

ลง หรือหายใจขัดอะไรทำนองนี้    ผมจะปล่อยให้เป็นธรรมชาติที่สุด   ให้ท่านอยู่ที่บ้าน

หมดลมที่บ้าน (คุณพ่อของผม ก็ค่อยๆ หมดลมไปเองที่บ้านที่ลำปาง  เมื่อมีอายุได้ ๘๑

ปี โดยสงบ  และเป็นธรรมชาติที่สุด   พร้อมคุณแม่และลูก)   โดยไม่นำส่งโรงพยาบาล

เพราะเมื่อนำส่ง แพทย์ย่อมต้องรักษาโดยจรรยาบรรณแพทย์  แล้วก็เป็นที่มาของข้อถก

เถียง   ข้อกังขาหลายประการดังท่านว่ามาแล้ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  เรื่องการใส่เครื่อง

ช่วยหายใจและการถอด   ใส่น่ะง่ายครับ   ตอนถอดสิครับใครจะถอด  นี่ก็ผลเกิดแต่เหตุ

หรือเปล่า   จะทำอย่างไรกันดีครับ

 
  

ความคิดเห็นที่ 6
 
แล้วเจอกัน
วันที่ 27 มี.ค. 2550

         
     เจตนาเป็นสำคัญครับ   แม้แต่การที่เราเพิกเฉย  เฉยเพราะอะไร    มีธัมมะเรื่องหนึ่ง

เรื่องธรรมที่ลวง คือ เป็นผู้ขาดกรุณาลวงว่าเป็นผู้อุเบกขา(วางเฉย) เช่น เห็นสัตว์ถูกรถ

ทับ   ตรงหน้าก็ไม่ช่วยเพราะอะไร    อาจจะบอกว่าวางเฉยสัตว์มีกรรม     หรือเพราะเรา

ขาดกรุณา  ขี้เกียจช่วย เป็นต้น   แม้การช่วยเหลือก็ทำเต็มความสามารถเท่าที่จะทำได้

และก็สภาพธัมมะไม่ได้เป็นไปตามที่เราต้องการด้วย   เช่น  บอกว่าตอนจะตาย  อย่าใส่

เครื่องช่วยหายใจนะ  แต่ก็ไม่เป็นไปตามนั้นก็ได้    ก็อาจมีคนมาใส่ให้  เพราะเป็นธัมมะ

ไม่ใช่เราจะบังคับอะไรได้เลย มีเหตุปัจจัยก็เกิดครับ

        สิ่งที่ถูกก็ต้องเป็นถูก  คือ  ไม่มีเจตนาฆ่า  สิ่งที่ผิดก็ต้องผิด คือ มีเจตนาฆ่า ซึ่งจะ

ออกมาทาง กาย วาจา หรือใจก็ได้ครับ   
เจตนาเป็นสำคัญครับ

 
  

ความคิดเห็นที่ 7
 
วันชัย๒๕๐๔
วันที่ 28 มี.ค. 2550

เจตนาเป็นสำคัญ ขออนุโมทนา

 
  

ความคิดเห็นที่ 8
 
คุณ
วันที่ 10 พ.ย. 2552 08:29

ขออนุโมทนาค่ะุ

 
  

ความคิดเห็นที่ 9
 
bumbe
วันที่ 11 ก.พ. 2553 03:16

เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ ขออนุโมทนา

 

 
  

ความคิดเห็นที่ 10
 
jaturong
วันที่ 16 มี.ค. 2555 15:16

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

กรุณา login
กรุณา login เข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่