Loading...

การพิจารณาให้เห็นโทษ หรือ อาทีนวะ ของขันธ์ 5
Supakij.k
วันที่ 12 เม.ย. 2554 10:00
อ่าน 1242

กราบเรียนท่านอาจารย์

        ช่วยกรุณาชี้ให้เห็นลักษณะของโทษ(อาทีนาวะ)ในขันธ์ทั้ง 5 ด้วยนะครับ    ในแง่

ของรูปขันธ์นั้นพอจะมองออกบ้าง แต่ในแง่ทั้งของ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

นั้น ยังพิจารณาใคร่ครวญไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่ครับ   กัลยาณมิตรบางท่านก็บอกว่า  การ

เกิด-ดับ ของขันธ์ 5 เป็นโทษ ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี  และเท่าที่พิจารณาใคร่ครวญ

เองตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัส     น่าจะเป็นเรื่อง ทุกข์ และความคับแค้นใจ ที่เกิดขึ้น

เท่านั้นหรือเปล่าที่เรียกว่าโทษหรืออาทีนาวะของขันธ์ 5

             กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ 

 



ความคิดเห็นที่ 1
 
paderm
วันที่ 12 เม.ย. 2554 13:46

                ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

 การพิจารณาโดยความโทษ(อาทีนวะ)ของขันธ์ 5 ต้องเป็นเรื่องของปัญญา และปัญญา

ก็มีหลายระดับ ระดับเพียงขั้นคิดพิจารณา   ระดับประจักษ์แจ้งตัวขันธ์ 5    อันเห็นความ

ไม่เที่ยง   เป็นทุกข์  เป็นอนัตาจริงๆในขณะนี้ที่เป็นระดับวิปัสสนาญาณ อันเป็นปัญญา

ระดับสูง โดยทั่วไปแล้ว เมื่อปัญญายังไม่มากพอ    ก็จะเป็นเพียงขั้นคิดพิจารณาที่เห็น

โทษในขันธ์  5  ซึ่งสามารถมองเห็นได้ สังเกตได้ เช่น รูป  เป็นสิ่งที่หยาบ  เป็นสิ่งที่มี

เป็นสิ่งที่ประชุมรวมกันเป็นกาย    ย่อมพิจารณาเห็นโทษว่าเป็นที่ให้เกิดโรค  มีความไม่

เที่ยงและทำให้ถึงความตาย เป็นต้น       ซึ่งเป็นของหยาบสามารถพิจารณาได้ในชีวิต

ประจำวัน นั่นก็เป็นการพิจารณาด้วยการเห็นโทษ ด้วยปัญญาที่ยังไม่มาก  เพราะว่ายัง

ไมไ่ด้ประจักษ์    ความเป็นโทษของรูปธรรมที่มีจริงในขณะนี้ว่าไม่เที่ยง     เพียงแต่เรา

พิจารณาเป็นคน  เป็นสัตว์    เป็นร่างกายที่ไม่เที่ยง ยังไม่เข้าถึงตัวปรมัตที่เป็นรูปธรรม

จริงๆครับ

 
  

ความคิดเห็นที่ 2
 
paderm
วันที่ 12 เม.ย. 2554 13:46

     ส่วนขันธ์ 5 ที่ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตามที่กล่าวแล้วรูป

เป็นส่วนที่หยาบ เมื่อเทียบกับนาม รูปจึงพอพิจารณาที่เห็นโทษได้  ส่วนนามธรรมเป็น

ส่วนละเอียด ย่อมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งเห็นได้ยาก  เพราะต้องเห็นด้วยปัญญาระดับสูงไม่ใช่

การคิดพิจารณาเรื่องราวของสภาพธรรม      ความไม่เที่ยงของขันธ์  5   รวมทั้งเวทนา

สัญญา สังขารและวิญญาณนั่นและเป็นโทษ เป็นโทษอย่างไร    เพราะปุถุชนทั้งหลาย

ย่อมตามยึอถือว่า รูปของเรา เราเป็นรูป เวทนาเป็นเรา..วิญญาณ(จิต)เป็นเรา เมื่อยึดถือ

ย่อมยินดี ติดข้องพอใจในขันธ์ 5 แต่ความเป็นโทษของขันธ์ 5 รวมทั้งเวทนา    สัญญา

สังขาร วิญญาณมีความไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยง แปรปรวนไป ย่อมเป็นทุกข์ โทมนัสเพราะ

สภาพธรรมนั้นแปรปรวนไป เวทนา ความรู้สึก หมู่สัตว์ย่อมติดข้องพอใจ  ในเวทนาและ

สำคัญผิดว่าเป็นเราที่รู้สึกจึงติดข้องในความรู้สึกที่สุข เมื่อความสุข    โสมนัสแปรปรวน

ไป ก็ย่อมทุกข์ โทมนัส เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริง สัญญา สังขารและวิญญาณก็โดย

นัยเดียวกัน ยึดถือว่าเป็นเรา แต่เมื่อสภาพธรรมนั้นแปรปรวนไปก็ต้องทุกข์ โทมนัส

เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ........คุณและโทษของขันธ์ ๕ [มหาปุณณมสูตร]  

    เมื่อมีการยึดถือขันธ์ 5 ยินดี ติดข้อง ด้วยความไม่รู้ ก็ย่อมทำกรรมประการต่างๆ เวียน

เกิด เวียนตายไม่มีที่สิ้นสุด  เพราะอาศัยขันธ์ 5 คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

ที่ประชุมกันเกิดขึ้น   เมื่อมีการเกิดขึ้นของขันธ์ สัตว์ทั้งหลายก็ต้องประสบทุกข์ประการ

ต่างๆ ทั้งกายและใจ อันเกิดจากการบังเกิดของขันธ์ 5  การบังเกิดขึ้นของขันธ์ จึงเป็น

ตัวทุกข์ เพราะรูปจะเกิดขึ้นมาอย่างเดียวไมไ่ด้ ต้องอาศัย  การประชุมของนามธรรมคือ

เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณจึงเป็นขันธ์ 5 ครับ

เชิญคลิกอ่านเพิ่มเติมที่นี่นะครับ

ความเกิดขึ้นของขันธ์ 5 เป็นทุกข์ [อุปปาทสูตร] 

เพลิดเพลิน ติดข้องในขันธ์ทำให้ทุกข์ [อภินันทนสูตร] 

 
  

ความคิดเห็นที่ 3
 
paderm
วันที่ 12 เม.ย. 2554 13:46

  นี่เราพูดเพียงขั้นคิดพิจารณาเรื่องราวที่เห็นโทษของขันธ์ 5 ทั้ง รูป เวทนา สัญญา

สังขาร วิญญาณ แต่ในความเป็นจริงแล้ว   การเห็นโทษจริงๆที่เป็นอาทีนวญาณที่เป็น

วิปัสสนาญาณนั้นจะต้องเห็นความไม่เที่ยงจริงๆของสภาพธรรมในขณะนี้ ซึ่งขณะนี้เรา

ก็ไมไ่ด้เห็นว่าอะไรเกิดขึ้นและดับไปเลย  ปัญญาการเห็นโทษจึงเป็นปัญญาระดับสูงที่

เห็นถึงความเกิดดับของขันธ์ 5หรือสภาพธรรมครับ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 819

             [๗๓๖]  การพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่เที่ยง   เป็น

อนิจจานุปัสสนา  โดยความเป็นทุกข์    เป็นทุกขานุปัสนา    โดยความเป็นโรค

เป็นทุกขานุปัสสนา  โดยความเป็นดังหัวฝี  เป็นทุกขานุปัสสนา  โดยความเป็น

ดังลูกศรเป็นทุกขานุปัสสนา 

                   -------------------------------------------------------------------

 
  

ความคิดเห็นที่ 4
 
paderm
วันที่ 12 เม.ย. 2554 14:12

    จะเห็นครับว่าปัญญาที่เห็นโทษของขันธ์5 จริงๆนั้นเป็นปัญญาระดับสูงคือเห็นความ

ไม่เที่ยงของสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ที่เป็นขันธ์   5 เพราะฉะนั้นก่อนจะถึงเห็นความไม่

เที่ยงเมื่อเห็นความไม่เที่ยงแล้วจึงเห็นความเป็นภัยของสภาพธรรมซึ่ง       การเห็นถึง

ความไม่เที่ยงและความเป็นภัยต้องเป็นปัญญาระดับสูงมากที่เป็นวิปัสสนาญาณ     ซึ่ง

ก่อนจะถึงตรงนั้น ปัญญาต้องเริ่มจากการเข้าใจความจริงของสภาธรรมที่มีจริงในขณะ  

 นี้อันไม่ใช่การคิดพิจารณาเป็นเรื่องราวว่าขณะนี้เป็นธรรม     แต่รู้ตัวธรรมจริงๆที่กำลัง

ปรากฎ รู้ลักษณะของสภาพธรรม       หากไม่รู้ตัวธรรมแล้วจะรู้ความไม่เที่ยงของสภาพ

ธรรมไมไ่ด้เลยทุกอย่างจึงเป็นเรื่องของปัญญา แต่สำคัญที่ว่าต้องเริ่มจากปัญญาขั้นต้น

ก่อนครับ  ขออนุโมทนา

                          อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  

ความคิดเห็นที่ 5
 
Supakij.k
วันที่ 12 เม.ย. 2554 16:32

  ผมขออนุญาตสนทนาเพิ่มเติมดังนี้นะครับ

-การพิจารณาใคร่ครวญในธรรมจะช่วยนำไปสู่การไหลของธรรม อันนำไปสู่ ญาณทัศนะ

และประจักษ์แจ้งในธรรม  ซึ่งแนวปฎิบัติที่ผมใช้อยู่ในชีวิตประจำวันมักจะไปแนวนี้เป็น

ส่วนมาก  ไม่ทราบว่ามรรควิธีนี้ผมเดินมาถูกทางหรือเปล่าครับ ขอความกรุณาช่วยชี้แนะ

ด้วยครับ

-ผมก็มาพิจารณาใคร่ครวญในคำถามเรื่องโทษ/ภัยของขันธ์ 5 อีก โดยจับอาการของจิต

ในช่วงสุดท้ายของปฎิจจะฯ ที่เป็นเหตุปัจจัยทั้งสายเกิด/สายดับ ตรงที่ ทุกขโทมนัส

โสกะปริเทวะ อุปายาสะ (ความทุกข์ โศกเศร้า พิไรรำพัน ฯ) และเห็นว่า เกิด-ดับ ในวัน

หนึ่งๆนับไม่ถ้วน (ไม่รวมเรื่อง รสอร่อย หรือ อัสสาทะ) ซึ่งหากนำอาการของจิตในสาย

ปฎิจจะฯ นี้มาปรับใช้ ก็จะเห็นโทษ/ภัย ครบทั้ง 5 ขันธ์  ไม่ทราบว่าเข้าใจอย่างนี้ตรง

ตามสภาวะธรรมไหมครับ  ขอความกรุณาช่วยชี้แนะด้วยครับ

ขอบพระคุณอาจารย์เผดิมและขออนุโมทนาครับ  

 
  

ความคิดเห็นที่ 6
 
paderm
วันที่ 12 เม.ย. 2554 16:49

เรียนความเห็นที่ 5

การพิจารณาธรรม ต้องเริ่มจากความเข้าใจถูกก่อนครับว่าธรรมคืออะไร ไม่เช่นนั้นเราก็

ไปจับในสิ่งที่ยังไม่รู้ว่าธรรมคือะไร ตามที่ผมได้เรียนแล้วครับว่า การเห็นการเกิดดับของ

สภาพธรรมนั้นไม่ใช่ปัญญาขั้นพิจารณาเป็นเรื่องราวว่าทุกข์ โศกเกิดขึ้นและดับไปเพียง

ขั้นคิดนึก แต่ต้องเป็นปัญญาระดับสูงที่เป็นระดับวิปัสสนาญาณที่เห็นการเกิดดับจริงๆ

ของสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ ซึ่งก่อนที่จะถึงการเห็นเกิดดับต้องเข้าใจตัวจริงของสภาพ

ธรรมที่มีในขณะนี้ก่อนครับว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา หากยังไม่เข้าใจถึงตัวสภาพธรรมที่มีใน

ขณะนี้ว่าเป็นะรรมไม่ใช่เราแล้ว ก็ไม่สามารถถึงการเห็นความไม่เที่ยงได้เลยครับ ต้องเริ่ม

จากความเข้าใจเบื้องต้นก่อนครับว่าเป็นธรรมไม่ใช่เราครับ    เริ่มจากคำว่าธรรมคืออะไร

ก่อนครับ จึงจะหาตัวธรรมได้และพิจารณษธรรมได้ถูกต้องครับ

เชิญคลิกอ่านที่นี่เพิ่มเติมนะครับเป็นประโยชน์มาก

รูปธรรมและนามธรรมเกิดดับเร็วมาก...รู้ขณะไหน ?     

เมื่อเริ่มฟังพระธรรม...ต้องเข้าใจอะไรก่อนเป็นสำคัญ !

ธรรม คืออะไร?

ฟังธรรมเพื่ออะไรและปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร

 
  

ความคิดเห็นที่ 7
 
khampan.a
วันที่ 12 เม.ย. 2554 21:21

         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

   ก่อนอื่นก็ต้องมีความเข้าใจว่า ขันธ์ คือ อะไร? ขันธ์ เป็นสภาพธรรมที่มีจริง ที่เกิดขึ้น

เพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป  ไม่กลับมาอีก  เป็นสภาพธรรมที่ทรงไว้ซึ่งความว่างเปล่า

เพราะเกิดแล้วก็ต้องดับไป  ว่างเปล่าจากความเป็นตัวตนเป็นสัตว์เป็นบุคคล    ซึ่งเป็น

สภาพธรรมที่มีจริงในชีวิตประจำวัน      เป็นการยากมากที่จะเห็นโทษของขันธ์    เห็น

โทษของสภาพธรรมที่เพียงเกิดปรากฏแล้วก็หมดไป    เพราะในชีวิตประจำวันก็เต็มไป

ด้วยกุศล  ความติดข้องยินดี  พอใจ   ความไม่พอใจ  ความไม่รู้        ที่เนื่องกับขันธ์

ทั้งหมด       ซึ่งจะต้องอาศัยการสะสมปัญญาไปตามลำดับจริง ๆ  จึงจะเป็นไปเพื่อเห็น

โทษเห็นภัยของขันธ์ซึ่งเป็นเพียงสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับไปได้    สำคัญคือต้องเข้าใจ

ก่อนว่า ขันธ์ เป็นธรรมที่มีจริงในชีวิตประจำวัน  ทุกขณะของชีวิต เป็นขันธ์  ครับ

               ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของคุณผเดิม และ ทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

ความคิดเห็นที่ 8
 
wannee.s
วันที่ 13 เม.ย. 2554 09:49

ไม่ใช่เห็นแค่ขั้นคิดพิจารณา   แต่ต้องเป็นปัญญาระดับวิปัสสนาญาณที่เห็นโทษ

ของขันธ์  5   ว่า  เป็นทุกข์   ไม่เที่ยง   เป็นอนัตตา  และก็เป็นสิ่งที่ยากแสนยาก

ที่จะถึงปัญญาระดับนั้นจริง  ๆ   ค่ะ   

 
  

ความคิดเห็นที่ 9
 
Supakij.k
วันที่ 21 เม.ย. 2554 14:45

ขอขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  

กรุณา login
กรุณา login เข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่