Loading...

อาลัย
เมตตา
วันที่ 26 ธ.ค. 2553 19:41
อ่าน 3032

 

        อาลัย  ในสังคมไทยเราใช้คำว่า อาลัย  ในความหมายที่แตกต่างจากทางพุทธ-

ศาสนาพอสมควร แต่ก็มีเค้าในเรื่องของความหมายอยู่บ้าง ซึ่งจะต้องพิจารณา, ความ

หมายทางไทยๆ หมายถึงเมื่อมีคนที่เรารักต้องมาตายจากกัน  ก็จะมีการไว้อาลัย  หรือ

มีความอาลัยถึงบุคคลที่เรารัก   ซึ่งเมื่อได้ศึกษาพระธรรมแล้ว     จะเข้าใจความลึกซึ้ง

ของคำนี้ยิ่งขึ้น และตรงตามความเป็นจริงของสภาพธรรม   

       อาลัย  มีความหมาย  ๒  อย่าง คือ  วัตถุกาม หมายความถึงสิ่งที่น่าติดข้อง  น่า

พอใจ   และ กิเลสกาม  หมายถึง  ความติดข้อง  ความพอใจ   ซึ่งก็คือ    โลภเจตสิก

ทั้งหมดนี้   ก็ไม่พ้นไปจากสภาพธรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันเป็นส่วนมาก    ท่าน

อาจารย์กล่าวว่า      ไม่ต้องคำนึงถึงชื่อ    แต่เข้าใจลักษณะสภาพธรรม  เข้าใจ

ความเป็น
ธรรมะ  จะเข้าใจธรรมะจริงๆนั้นก็ต่อเมื่อสภาพธรรมนั้นเกิดขึ้น      ผู้

ศึกษามักจะถามว่า คำนี้หมายถึงอะไร เช่น อาลัย มีหมายความว่าอย่างไร  สัมมัปธาน

หมายความว่าอย่างไร  ท่านอาจารย์ก็จะอธิบายว่า   ก็ยังเป็นเราที่อยากรู้ชื่อ และเรื่อง

ราวของธรรมะ ก็ไม่มีทางที่จะรู้จักตัวธรรมะ  ไม่ต้องคำนึงถึงชื่อ เช่น เห็น ขณะนี้มีจริง 

สิ่งที่ปรากฏกับเห็น ก็มีจริง  ไม่ต้องเรียกชื่อว่า  เห็น และ  รูปารมณ์   สิ่งที่ปรากฏกับ

จิตเห็น  สิ่งนั้นๆ ก็มีจริงๆ  เริ่มเข้าใจลักษณะสภาพธรรมทีละอย่าง   เมื่อเข้าถึง

ลักษณะสภาพธรรมจริงๆ ทีละอย่าง    ก็จะเข้าถึงคำว่าอาลัย  โดยไม่ต้องเรียก

ชื่อ   เมื่อปัญญาเกิดขึ้น  ปัญญาเข้าถึงสภาพธรรมแต่ละอย่าง    ไม่ใช่เราเลยที่จะไป

ทำให้สภาพธรรมเกิดขึ้นได้     การศึกษาธรรมะ ไม่ใช่ไปติดอยู่ที่ชื่อ ที่คำ   แต่เข้าใจ

ลักษณะจริงๆ ของธรรม     ธรรมเป็นเรื่องละเอียด  ควรที่จะศึกษาทีละคำให้เข้าใจตัว

ลักษณะสภาพธรรมจริงๆ      [การศึกษาพยัญชนะ นั้น ส่องให้เห็นถึงตัวสภาพธรรม  

จึงจะได้ประโยชน์จริงๆ]   

       เพราะฉะนั้น   อาลัย  ก็ไม่พ้นไปจากสภาพธรรมที่เกิดขึ้นขณะนี้ กล่าวคือ ขณะที่

มีความยินดีพอใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใด   ก็มีความอาลัยแล้วในขณะนั้น     ...ไม่ยอมสละซึ่ง

ความอาลัย...

ขอกราบอนุโมทนาท่านอาจารย์ที่ได้ให้ความเข้าใจค่ะ

 



ความคิดเห็นที่ 1
 
pamali
วันที่ 26 ธ.ค. 2553 22:07

กราบอนุโมทนาท่านอจ.สุจินต์....และ ขอขอบคุณ..คุณเมตตาค่ะ

 
  

ความคิดเห็นที่ 2
 
เมตตา
วันที่ 26 ธ.ค. 2553 22:38

      ขอนำเพียงส่วนหนึ่งของอายาจนสูตร  มาให้ศึกษาถึงคำว่า  อาลัย

     พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่มที่ ๒๕ - หน้าที่ ๑๑๑ - ๑๒๖


                                                 อายาจนสูตร 

                             (ว่าด้วยพรหมอาราธนาให้แสดงธรรม)

           [๕๕๕]   ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้  :---
          
            สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้า   แรกทรงตรัสรู้   ประทับอยู่ที่ต้นอชปาล-

นิโครธ (ต้นไทร)   แถบฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา   อุรุเวลาประเทศ.

           ครั้งนั้น      ความปริวิตกแห่งพระหฤทัยบังเกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า

เสด็จเข้าที่ลับ      ทรงพักผ่อนอยู่   อย่างนี้ว่า    ธรรมที่เราตรัสรู้แล้วนี้    ลึกซึ้ง

เห็นได้ยาก    รู้ตามได้ยาก   สงบ   ประณีต  คาคคะเนเอาไม่ได้   ละเอียด  รู้ได้

เฉพาะบัณฑิต   ก็หมู่สัตว์นี้แล    ยังยินดีด้วยอาลัย  ยินดีแล้วในอาลัย  เบิกบาน

แล้วในอาลัย     ก็ฐานะนี้  คือ  ความเป็นปัจจัยแห่งธรรมมีสังขารเป็นต้นนี้  เป็น

ธรรมอาศัยกันและกันเกิดขึ้น    อันหมู่สัตว์ผู้ยินดีด้วยอาลัย     ยินดีแล้วในอาลัย

เบิกบานแล้วในอาลัย    จะพึงเห็นได้ยาก     แม้ฐานะนี้     คือ   ธรรมเป็นที่ระงับ

สังขารทั้งปวง         ธรรมเป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง         ธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา  

ธรรมเป็นที่สำรอก    ธรรมเป็นที่ดับ  นิพพาน    ก็เห็นได้ยาก        ก็ถ้าเราจะพึง

แสดงธรรม        แต่ชนเหล่าอื่น จะไม่พึงรู้ทั่วถึงธรรมของเรา   ข้อนั้น จะพึงเป็น

ความเหน็ดเหนื่อย   ของเรา     ข้อนั้น    จะพึงเป็นความลำบากของเรา.

    

           และ  ผู้ที่ได้ชื่อว่า    อนาลโย  หมายถึง    ผู้ที่ไม่มีความอาลัยอีกเลย  คือ 

ท่าน
พระอรหันต์.....

                                  ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านค่ะ

 
  

ความคิดเห็นที่ 3
 
prakaimuk.k
วันที่ 27 ธ.ค. 2553 05:15

  ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

ความคิดเห็นที่ 4
 
aiatien
วันที่ 27 ธ.ค. 2553 19:55

ขออนุโมทนาครับ

 
  

ความคิดเห็นที่ 5
 
จักรกฤษณ์
วันที่ 28 ธ.ค. 2553 10:35

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  

ความคิดเห็นที่ 6
 
สมศรี
วันที่ 29 ธ.ค. 2553 11:41

การศึกษาธรรมที่ละเอียด   เป็นสิ่งที่เข้าใจยากจริงๆ ต้องฟังและอ่านหลายครั้ง    ต้อง

ขอขอบพระคุณคุณเมตตา ที่นำธรรมที่บรรยายในวันนั้นมาสรุปทบทวนได้รวดเร็วดีจริง

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

ความคิดเห็นที่ 7
 
ผิน
วันที่ 29 ธ.ค. 2553 15:34
ขอขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ
 
  

ความคิดเห็นที่ 9
 
ชีวิตคือขณะจิต
วันที่ 6 ม.ค. 2554 16:44

ก็ฐานะนี้ คือ ความเป็นปัจจัยแห่งธรรมมีสังขารเป็นต้นนี้ เป็นธรรมอาศัยกันและกันเกิดขึ้น

อันหมู่สัตว์ผู้ยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัย เบิกบานแล้วในอาลัย จะพึงเห็นได้ยาก แม้

ฐานะนี้ คือ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง  ธรรมเป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง ธรรมเป็นที่สิ้น

ตัณหา ธรรมเป็นที่สำรอก ธรรมเป็นที่ดับ นิพพาน ก็เห็นได้ยาก คำถาม ฐานะที่พึงเห็นได้

ยาก มี 2 ฐานะ ดังกล่าวข้างต้น คืออะไรครับคุณเมตตา ?

 
  

ความคิดเห็นที่ 10
 
khampan.a
วันที่ 7 ม.ค. 2554 21:47

           ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

   เรียน  ความคิดเห็นที่ ๙

    พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสรู้นั้น  มีความละเอียด  ลึกซึ้ง    ต้องเป็นผู้ที่มี

ปัญญาเท่านั้นถึงจะรู้ตามความเป็นจริงได้   สิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้นั้น คือ สัจจะทั้ง ๔  

ได้แก่ ทุกข์    สมุทัย    นิโรธ  และ มรรค      พระอริยสาวกทั้งหลายที่ได้ฟังพระธรรมที่

พระองค์ทรงแสดง  ก็ตรัสรู้สัจจะทั้ง ๔ นี้เช่นเดียวกัน   

   จากประเด็นคำถาม  ที่ว่า  ฐานะ ๒ (ตามข้อความในอายาจนสูตร) นั้น  คือ อะไร?

    ฐานะที่ ๑  คือ  ปฏิจจสมุปบาท  ซึ่งเป็นธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น  เป็นธรรม

ที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย  ซึ่งไม่พ้นไปจากสภาพธรรมที่กำลังมีกำลังปรากฏในขณะนี้

ได้แก่  จิต  เจตสิก และ รูป   (ขณะนี้  เป็นปฏิจจสมุปบาท)

    ฐานะที่ ๒  คือ  พระนิพพาน  ซึ่งเป็นธรรมที่ไม่เกิดไม่ดับ  เป็นสภาพธรรมที่เป็นที่

สำรอกหรือดับราคะ  เป็นที่สิ้นตัณหา    ผู้ที่จะประจักษ์แจ้งพระนิพพานได้   ต้องเป็น

พระอริยบุคคลขั้นต่าง ๆ   

     เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว  ฐานะทั้ง ๒ นั้นได้แก่  ปรมัตถธรรม ๔ คือ  จิต  เจตสิก รูป

และ พระนิพพาน ครับ

                            ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

ความคิดเห็นที่ 11
 
ชีวิตคือขณะจิต
วันที่ 8 ม.ค. 2554 12:07
กราบขอบพระคุณครับ คุณ khampan.a ขออนุโมทนาครับ
 
  

ความคิดเห็นที่ 12
 
ชีวิตคือขณะจิต
วันที่ 8 ม.ค. 2554 12:21

สภาพธรรมไม่ใช่เรา แล้วเป็นใครครับ ทำไมวุ่นวายกับใครต่อใครไปทั่ว ไม่มีใครกำราบ

เสียที สภาพธรรมเห็นได้ยากไหมครับ   สภาพธรรมเป็นธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น

หรือ    สภาพธรรมเป็นธรรมที่เกิด-ดับ หรือ สภาพธรรมเป็นธรรมที่ดับ หรือ สภาพธรรม

เป็นธรรมที่ไม่เกิดไม่ดับ ครับ

 
  

ความคิดเห็นที่ 13
 
khampan.a
วันที่ 8 ม.ค. 2554 20:03

          ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

    เรียนความคิดเห็นที่ ๑๒

     ธรรม  หมายถึงสิ่งที่มีจริงทั้งหมด    และที่กล่าวว่า  สภาพธรรม  ไม่ใช่เรา  นี้ถูกต้อง

เพราะเป็นเพียงธรรมแต่ละอย่าง ๆ  เท่านั้น เช่น  เห็น  เป็นธรรม  ไม่ใช่เราที่เห็น  ได้ยิน

เป็นธรรม  ไม่ใช่เราที่ได้ยิน    ขณะเป็นกุศล หรือ เป็นอกุศล    ก็เป็นธรรม      ไม่ใช่เรา  

แต่เพราะไม่เข้าใจ   ไม่รู้ว่าเป็นธรรม       จึงมีการยึดถือว่าเป็นตัวตน  เป็นเรา  เป็นเขา  

เป็นคนนั้น  คนนี้      ดังนั้น  จึงสรุปได้ว่า  สภาพธรรม  ไม่ใช่เรา  เพราะเป็นเพียงธรรม

แต่ละอย่าง ๆ เท่านั้น จริง ๆ   หาความเป็นสัตว์ เป็นบุคคล ในสภาพธรรม    ไม่ได้เลย   

    ธรรม  มีทั้งที่เป็นธรรมที่เกิดดับ  คือ จิต  เจตสิก  และ รูป     และ   นอกจากนั้นยังมี

สภาพธรรมที่ไม่เกิด ไม่ดับ  คือ  พระนิพพาน ด้วย       ธรรมทั้งหมด    ละเอียด  ลึกซึ้ง

เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก    แต่...ไม่เหลือวิสัย  เพราะเหตุว่าผู้ที่ได้ฟังพระธรรม  มีความ

เข้าใจ จนกระทั่งสามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรมถึงความเป็นพระอริยบุคคลขั้นต่าง  ๆ   นั้น

มี   อย่างเช่น  พระอริยสาวกทั้งหลายในอดีต  การฟังพระธรรม  ฟังในสิ่งที่มีจริงในชีวิต

ประจำวัน     ความเข้าใจที่ค่อย ๆ  เจริญขึ้น  ไม่สูญหายไปไหน   และ ไม่ไร้ผล ครับ 

                             ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

ความคิดเห็นที่ 14
 
ชีวิตคือขณะจิต
วันที่ 9 ม.ค. 2554 16:02
กราบขอบพระคุณครับ
 
  

ความคิดเห็นที่ 15
 
เมตตา
วันที่ 9 ม.ค. 2554 21:52

 ขอขอบพระคุณและขออนุโมทนา อ.คำปั่น และคุณชีวิตคือขณะจิตด้วยค่ะ

ท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า    การฟังพระธรรมนั้นไม่ว่าจะฟังในส่วนที่เป็นพระสูตร 

พระวินัย หรือพระอภิธรรม  ให้มีความเข้าใจว่าทั้งหมดเป็นธรรมะ และธรรมะก็ไม่พ้น

ไปจากสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน  ทางตา  ทางหู...และทางใจ     เมื่อสะสมความ

เข้าใจเพิ่มขึ้น ๆ แม้จะเป็นธรรมที่เห็นได้ยาก   สักวันหนึ่งย่อมรู้เห็นตามความจริง

นั้นได้

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านค่ะ...

 
  

ความคิดเห็นที่ 16
 
sudaprasert
วันที่ 10 ม.ค. 2554 12:25

อะไรคือ...ชีวิตคือขณะจิต...ครับ...คุณชีวิตคือขณะจิต

 
  

ความคิดเห็นที่ 17
 
เมตตา
วันที่ 10 ม.ค. 2554 16:13

    เรียนคุณsudaprasert  

    คุณชีวิตคือขณะจิต  ก็คือ  คุณเจ้าของความคิดเห็นที่ 9,  11,  12 และ 14 ค่ะ

 
  

ความคิดเห็นที่ 18
 
ชีวิตคือขณะจิต
วันที่ 11 ม.ค. 2554 17:10

คุณเมตตาเคยตอบคำถามที่เป็นประโยชน์กับผมว่ารูปเกิดทางมโนทวาร ผมสงสัยว่ารูป

ทางปัญจทวารต่างกับรูปทางปัญจทวารอย่างไร     ครูโอตอบว่าเหมือนเงานกบนต้นไม้

ผมถามต่อว่าเป็นรูปทางปัญจทวารที่ดับไปแล้วหรือ     ก็รูปที่ดับไปแล้วนั้นจะปรากฎได้

อย่างไร รูปทางมโนทวารคืออย่างไรครับ ?  แต่ผมเชื่อ โดยไม่สงสัยรูปทางมโนทวารอีก

คุณเมตตาสนทนาอะไร  ผมจึงสนใจ และสนทนาด้วยครับ สวัสดีครับคุณ sudaprasert

คำของท่านผู้เจริญกล่าวว่าเรามักสนใจ แต่การเปลี่ยนแปลงของร่างกายซึ่งเห็นได้ยาก

เราไม่ค่อยสนใจการเปลี่ยนไปของขณะจิตที่เกิดดับเร็วมาก คำนี้ทำให้ผมสดุดใจ ผมจึง

นำมาเป็นพยัญชนะในการสนทนา     สื่อความหมายว่าชีวิตมีอยู่หรือ เมื่อขณะจิตเกิดดับ

สืบต่อกัน จิตดวงเก่าให้ปัจจัยจิตดวงใหม่แล้วดับไป ร่างกายก็มีแต่ชราลง   และจะมรณะ

ไป    เราก็ยังอาลัยติดข้องตามที่คุณเมตตาสนทนานั่นแหละ    ผมเห็นว่าพระสูตรที่คุณ

เมตตานำมากล่าวมีประเด็นของความอาลัย ๒ ฐานะ  จึงถามคุณเมตตาอีกเหมือนที่เคย

ถาม ซึ่งคุณ คำปั่นตอบแล้ว  ปัจจยาการคือฐานะ นิพพานคือฐานะ   ผมเกิดความปิติ จึง

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนา   " เมื่อกุมารนั้นเพลิดเพลินบ่นถึงติดใจเวทนานั้น

ความเพลิดเพลินก็เกิดขึ้น      ความเพลิดเพลินในเวทนาทั้งหลายเป็นอุปาทาน เพราะ

อุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ "

 
  

ความคิดเห็นที่ 19
 
เมตตา
วันที่ 15 ม.ค. 2554 13:22

         ปัจจยาการคือฐานะ นิพพานคือฐานะ   แม้เป็นฐานนะที่เห็นได้ยาก    แต่ก็

ไม่พ้นวิสัยของผู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ  ผู้ที่อบรมความเข้าใจถูกเห็นถูกในสภาพธรรม

ที่กำลังปรากฏในชีวิตประจำวัน     เมื่อหนทางถูก...อดทนที่จะอบรมความเข้าใจ

ไปเรื่อยๆ...จิระกาลภาวนาค่ะ

 
  

ความคิดเห็นที่ 20
 
orawan.c
วันที่ 9 มิ.ย. 2555 05:06

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

กรุณา login
กรุณา login เข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่