Loading...

จิตเห็นมืด หรือ สว่าง
เมตตา
วันที่ 22 ก.ค. 2552 00:42
อ่าน 1070

     เรียนถามท่านอาจารย์วิทยากรค่ะว่า  เพราะเหตุใดจิตเห็นถึงมืด 

กรุณาช่วยอธิบายด้วยค่ะ   ขออนุโมทนาค่ะ

 



ความคิดเห็นที่ 1
 
prachern.s
วันที่ 22 ก.ค. 2552 08:41
ได้เข้าใจตามคำบรรยายของท่านอาจารย์ เรื่องความมืด และ ความสว่าง ว่า

ความสว่างมีเพียงโลกทางตา ที่เป็นรูปารมณ์ สีสันต่างๆ เท่านั้น   ส่วนโลก

ทางอื่น คือ ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ มืดทั้งหมด  ดังนั้น

จิตเห็นเป็นนามธรรม รู้ได้ทางใจจึงมืดครับ
 
  

ความคิดเห็นที่ 2
 
เมตตา
วันที่ 22 ก.ค. 2552 09:00

ขอขอบพระคุณค่ะ

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

ความคิดเห็นที่ 3
 
จำแนกไว้ดีจ๊ะ
วันที่ 22 ก.ค. 2552 10:31

ขออนุโมทนาครับ

อ้างถึงใน ความคิดเห็นที่ 1 ท่าน  prachern.s

...
จิตเห็นเป็นนามธรรม รู้ได้ทางใจจึงมืดครับ...  

ผมไปทัศนศึกษาที่ถ้ำเพชรถ้ำทอง อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์     รองหัวหน้าอุทยาน คนนำ

ทางให้ทุกคนปิดไฟ เพื่อดูว่าความมืดสนิทเป็นอย่างไร ไม่มีแม้แสงเดือน และดาว หรือ

เงาตะคุ่มใดๆ จิตเห็นมืดเช่นนี้แล้ว จะมีความน่าอภิรมย์ละหรือท่านทั้งหลาย

 

 
  

ความคิดเห็นที่ 4
 
จักรกฤษณ์
วันที่ 22 ก.ค. 2552 10:33

ขออนุโมทนาครับ

 
  

ความคิดเห็นที่ 5
 
ใจรวยริน
วันที่ 22 ก.ค. 2552 10:45

จิตเห็นเป็นนามธรรม มีชื่อเรียกตามภาษาพระอภิธรรมว่า จักขุวิญญาณ

สิ่งที่ถูกจิตเห็นได้เป็นรูปธรรมเรียกว่า วัณโณ ภาษาไทยแปลว่าแสงสี

จิตเห็นเกิดได้ แสงสีต้องกระทบกับรูปธรรมที่เรียกว่าจักขุปสาทหรือประสาทตา

แสงสี มีอยู่ทั่วไป แต่เมื่อกระทบประสาทตา จึงมีชื่อว่ารูปารมณ์

สิ่งที่สว่างก็คือแสงสีหรือ รูปารมณ์

แต่จิตเห็นเป็นนามธรรมไม่สว่าง

จิตเห็นจึงมืด

 
  

ความคิดเห็นที่ 6
 
ไตรสรณคมน์
วันที่ 22 ก.ค. 2552 12:29

 

^

^

อธิบายได้ละเอียดดีค่ะ.........ขออนุโมทนา

 

 
  

ความคิดเห็นที่ 7
 
K
วันที่ 22 ก.ค. 2552 12:40

ขออนุญาตร่วมสนทนาด้วยครับ

 

 โดยปริยัติแล้ว   การจะรู้ลักษณะของปรมัตถธรรมใด จะต้องรู้ในขณะที่สภาพธรรมนั้น

กำลังปรากฎ  ดังนั้น การรู้ลักษณะของจิตเห็น จะต้องรู้ในขณะที่จิตเห็นกำลังปรากฎกับ

สภาพรู้ทางมโนทวาร  ซึ่งขณะนั้น สีสรร วรรณะ หรือแสงสว่างย่อมไม่ปรากฎ เพราะจิต

เห็นไม่ใช่วรรณรูป

 

 ผมเข้าใจว่า การรู้ชัดว่าจิตเห็นนั้นมืด  จะต้องเป็นปัญญาที่คมกล้าระดับวิปัสนาญาณ

เพราะเป็นปัญญาที่รู้ชัดทางมโนทวารว่า       ขณะใดอารมณ์เป็นวรรณรูปที่เป็นรูปธรรม

และขณะใดเป็นจิตเห็นซึ่งเป็นนามธรรม ครับ

 
  

ความคิดเห็นที่ 8
 
orawan.c
วันที่ 22 ก.ค. 2552 13:45

ขออนุโมทนา

 
  

ความคิดเห็นที่ 9
 
เมตตา
วันที่ 22 ก.ค. 2552 16:54

จะมีความอภิรมณ์ยิ่งเมื่อได้รู้ได้เข้าใจความจริงว่า 

จิตเห็นเป็นนามธรรม รู้ได้ทางใจจึงมืด

สิ่งที่ปรากฎทางตา  เป็นเพียงรูปารมณ์  สีสัน  วรรณะ   ความสว่าง 

ชึ่งปรากฎให้เห็นได้ทางตาเท่านั้นเป็นเพียงรูปธาตุ

ส่วนโลกทางอื่นเช่นทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น  และทางใจนั้นมืดสนิท

จิตได้ยินและเสียง    จิตได้กลิ่นและกลิ่น   จิตลิ้มรสและรส   

จิตรู้กระทบสัมผัสและเย็น  ร้อน  อ่อน  แข็ง  ตึง  ไหว  

และจิตที่คิดและธรรมารมณ์  จึงมืดสนิท.....

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ     

 
  

ความคิดเห็นที่ 10
 
จำแนกไว้ดีจ๊ะ
วันที่ 22 ก.ค. 2552 20:27

คุณ  K ขอรับ กระผมว่าจิตเห็นเป็นสภาพรู้คือจักขุวิญญาณ แลวิถีจิตที่เป็นสภาพรู้ทาง

ปัญจทวาร มีชวนวิถีเป็นต้น ก็เกิดขึ้นอีกหลายขณะ กระไรจึงข้ามไปกล่าวถึงสภาพรู้

ทางมโนทวารเสียเล่า

 
  

ความคิดเห็นที่ 11
 
วันใหม่
วันที่ 22 ก.ค. 2552 21:50

จิตมืดเพราะไม่ใช่สิ่งที่ปรากฎทางตา

เสียง กลิ่น รส มืดเพราะไม่ใช่สิ่งที่ปรากฎทางตา

สิ่งที่ปรากฎทางตาสว่างเพราะปรากฎให้จิตเห็นรู้

แต่ขณะนี้เห็นสิ่งต่างๆ ดูสว่าง ชัดเจนดี แต่..กำลังมืดอยู่หรือเปล่า ?

ตาบอดอยู่หรือเปล่า ?

อะไรคือความมืดที่แท้จริง อะไรคือความสว่างที่แท้จริง

แม้ขณะนี้ดูชัดเจน แต่ถ้าไม่เข้าใจความจริงว่าเป็นธรรม..มืดอีกแล้ว

ขณะที่สติเกิดระลึกรู้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา ค่อยๆสว่าง

สว่างด้วยปัญญา มืดเพระอวิชชา

อบรมเหตุด้วยการฟังให้เข้าใจว่าขณะนี้เป็นธรรม

ย่อมสว่างตามความเป็นจริงได้...สาธุ

              พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 341
            
                                            อรรถกถาทุติยอัจฉริยสูตร  

                         ชื่อว่าอวิชชาคตะ  เพราะไปคือประกอบด้วยอวิชชา.  

    
ชื่อว่าอันธภูตะ  เพราะเป็นดุจคนตาบอด เพราะถูกกองมืดคืออวิชชาปกคลุมไว้.

 
  

ความคิดเห็นที่ 12
 
K
วันที่ 22 ก.ค. 2552 23:41

เรียน คุณจำแนกไว้ดีจ๊ะ ความคิดเห็นที่ 10 ครับ

 จิตเห็น(และวิถีจิตอื่นๆ)ทางจักขุทวาร มีวรรณรูปเป็นอารมณ์     ขณะนั้นย่อมสว่าง

เพราะกำลังเห็นสิ่งที่ปรากฎทางตา    ผมเห็นว่าทางจักขุทวารนี้ ไม่มีทางที่จิตเห็นจะ

เป็นอารมณ์ของสภาพรู้ใดๆเลย จึงไม่ได้กล่าวถึงครับ

 
  

ความคิดเห็นที่ 13
 
จำแนกไว้ดีจ๊ะ
วันที่ 23 ก.ค. 2552 10:34

      คุณ K ครับ   ท่านกล่าวว่าทางจักขุทวารนี้     ไม่มีทางที่จิตเห็นจะเป็นอารมณ์ ของ

สภาพรู้ใดๆเลย...ในที่นี้หมายถึงจักขุวิญาณที่เกิด ๑ ขณะ   ผมก็เคยได้ฟังมาเช่นนั้น ก็

ตั้งเป็นข้อสงสัยอยู่ทุกวันนี้  และยังสงสัยว่าสภาพรู้ทางปัญจทวาร ๑๗ ขณะจิต ไม่รู้ทั้ง

หมดหรือ ? และรูปทางปัญจทวารละ  เราจะรู้ได้ไหมครับ ?

 
  

ความคิดเห็นที่ 14
 
K
วันที่ 23 ก.ค. 2552 14:21

 จิตเห็น คือจักขุวิญญาณจิต ๑ ขณะ  เกิดขึ้นทำกิจเห็น        ส่วนวิถีจิตอื่นๆทางจักขุ

ทวาร  แม้จะรู้รูปารมณ์เดียวกับจิตเห็นนั้น  แต่ทำกิจหน้าทีเฉพาะของตน    ไม่ได้ทำกิจ

เห็นครับ

 จากการศึกษาทำให้ทราบว่า   วิถีจิตทางปัญจทวาร (ตา หู จมูก ลิ้น และกาย)    มีรูป

เป็นอารมณ์  ไม่มีนามเป็นอารมณ์  ดังนั้น ไม่ควรกล่าวว่าวิถึจิตเหล่านี้ไม่รู้  ควรกล่าวว่า

วิถีจิตทางปัญจทวาร ๑๗ ขณะจิต ไม่รู้นามธรรมครับ    ซึ่งในกระทู้นี้กล่าวถึงจิตเห็นอัน

เป็นนามธรรมครับ

 นามธรรมนั้น เป็นอารมณ์  หรือสิ่งที่จิตรู้ได้โดยวิถีจิตทางมโนทวารเท่านั้นครับ

 สำหรับ  "รูปทางปัญจทวาร"  นั้น มีทั้ง

    ๑.   รูปที่เป็นวัตถุ   คือที่เกิดของวิญญาณจิต      (อันได้แก่จักขุปสาทรูปเป็นจักขุ-

วัตถุ   โสตปสาทรูปเป็นโสตวัตถุ      ฆานะปสาทรูปเป็นฆานะวัตถุชิวหาปสาทรูปเป็น

ชิวหาวัตถุ  และกายปสาทรูปเป็นกายวัตถุ)   และ

    ๒. รูปที่เป็นอารมณ์  (อันได้แก่สีทางตา   เสียงทางหู   กลิ่นทางจมูก   รสทางลิ้น

และโผฏฐัพะทางกาย) 

 ควรทราบว่า รูปที่เป็นอารมณ์นั้นรู้ได้ทางปัญจทวารวิถีจิตและมโนทวารวิถีจิต   ส่วน

รูปที่เป็นวัตถุนั้นรู้ได้ทางมโนทวารวิถีจิตครับ

 
  

ความคิดเห็นที่ 15
 
เมตตา
วันที่ 23 ก.ค. 2552 17:47

ขออนุโมทนาคุณ K  ค่ะ   อธิบายได้ชัดเจนมากค่ะ

สี  สัน  วรรณะ  แสง  เป็นรูปธาตุ   เป็นรูปารมณ์

เป็นสิ่งที่ปรากฎได้ทางตาเท่านั้น 

ส่วนจิตนั้นเป็นนามธรรม  ไม่ใช่รูปธรรม  ไม่ใช่รูปารมณ์  จึงมึด

สิ่งสำคัญที่สุด...คือการศึกษาให้เข้าใจในสภาพธรรมที่กำลังปรากฎ

ในขณะนี้   จะเกื้อกูลประโยชน์มาก   สิ่งที่มีจริงขณะนี้ยังไม่รู้ไม่เข้าใจ

แล้วจะไปรู้จิตเห็น...คงไม่หนทางได้รู้ค่ะ

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

ความคิดเห็นที่ 16
 
สามารถ
วันที่ 24 ก.ค. 2552 14:59

ผมเห็นว่า

"จิตเห็นมืด"
นั้นท่านมุ่งหมายถึง "มืดยิ่งกว่าความมืด" ครับ

เพราะเหตุว่า ความมืด ก็คือรูปที่ปรากฎทางตา วรรณธาตุ

คือ ยังเป็นสี, ยังเป็นแสง, คือความสว่างน้อย

หากยังมีจิตเห็นเกิดขึ้น ย่อมหมายความว่า ความมืดนั้นก็ยังสามารถปรากฎให้เห็นได้

แต่ความมืดของจิตนั้น มืดเพราะเป็นนามธรรม มืดเพราะไม่ปรากฎให้เห็นได้เลย

 
  

ความคิดเห็นที่ 17
 
จำแนกไว้ดีจ๊ะ
วันที่ 25 ก.ค. 2552 05:06

คุณ K ความคิดเห็นที่ 14   ครับเราน่าจะกล่าวเรื่องเดียวกันนะครับ ผมหมายถึงสิ่งที่เป็นอารมย์ของจิตทางปัญจทวาร  [๖๕๕] รูปที่เห็นได้ คือ รูปายตนะ
รูปที่ฟังได้ คือ สัททายตนะ
รูปที่รู้ได้ คือ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ
รูปที่รู้แจ้งได้ด้วยใจ คือ รูปทั้งหมด
สงเคราะห์รูปเป็นหมวดละ อย่างนี้.
จตุกกนิทเทศ จบฉักกนิเทศ
[๖๕๗] รูปอันจักขุวิญญาณพึงรู้ คือ รูปายตนะ
รูปอันโสตวิญญาณพึงรู้ คือ สัททายตนะ
รูปอันฆานวิญญาณพึงรู้ คือ คันธายตนะ
รูปอันชิวหาวิญญาณพึงรู้ คือ รสายตนะ
รูปอันกายวิญญาณพึงรู้ คือ โผฏฐัพพายตนะ
รูปอันมโนวิญญาณพึงรู้ คือ รูปทั้งหมด
สงเคราะห์รูปเป็นหมวดละ อย่างนี้.
ฉักกนิเทศ จบ(พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ภาค - หน้าที่ 320)

ส่วนรูปที่เป็นวัตถุนั้นเป็นการระลึกสภาพธรรมที่ปรากฏ
ตามความเป็นจริงละหรือ


คูณเมตตา ความคิดเห็นที่ 15 กล่าวว่า
สิ่งสำคัญที่สุด...คือการศึกษาให้เข้าใจในสภาพธรรมที่กำลังปรากฎในขณะนี้ จะเกื้อกูลประโยชน์มาก สิ่งที่มีจริงขณะนี้ยังไม่รู้ไม่เข้าใจแล้วจะไปรู้จิตเห็น...คงไม่หนทางได้รู้ค่ะ

เราเป็นพุทธมามกะ เป็นศรัทาธิกะเดินตามพุทธองค์ ทรงแสดงมรรค
แต่ในขั้นศึกษา ย่อมยังละวิจิกิจฉา ไม่ได้




 
  

ความคิดเห็นที่ 18
 
จำแนกไว้ดีจ๊ะ
วันที่ 25 ก.ค. 2552 08:53

กระทู้นี้เป็นความสงสัยมากๆ

 
  

ความคิดเห็นที่ 19
 
noynoi
วันที่ 25 ก.ค. 2552 09:53


กระทู้นี้เป็นความสงสัยมาก ถ้ายึดตัวหนังสือมาก

กระทู้นี้เป็นประโยชน์มาก ถ้าค่อยๆ พิจารณาสิ่งที่กำลังสนทนาเกื้อกูลกัน

เท่าที่พึงเป็นพึงได้ ตามระดับขั้นของปัญญา  ปุถุชน ยังไงก็ยังต้องสงสัย

แต่เพราะความจริงของสภาพธรรมะแต่ละประเภทไม่เปลี่ยน

ยังค่อยๆ ศึกษาได้   ค่อยๆ ละความสงสัยไปทีละน้อยได้

ข้าพเจ้าศึกษามาน้อย แสดงความเห็นตามความเข้าใจที่มีน้อยมาก

ขอบคุณและขออนุโมทนาทุกท่าน

 

 
  

ความคิดเห็นที่ 20
 
เมตตา
วันที่ 25 ก.ค. 2552 21:07

เห็นด้วยกับคุณจำแนกไว้ดีจ๊ะ ......     ตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนหนาด้วยกิเลส

ย่อมต้องมีความลังเลสงสัยในสภาพธรรมค่ะ       เมื่อมีความสงสัยควรศึกษา

พิจารณาไตร่ถามท่านผู้รู้เพื่อคลายความสงสัย    สภาพธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง

ยากที่จะเข้าใจ   โลภก็พาไปอยากรู้ชื่อ และเรื่องราวของสภาพธรรม  แต่ไม่

รู้จักตัวธรรมะจริงๆ     หนทางเดียวที่จะพ้นจากทุกข์ได้  คือ การอบรมเจริญ-

สติปัฎฐาน   ซึ่งก็ต้องเริ่มจากการฟังให้เข้าใจในสิ่งที่กำลังปรากฎที่มีอยู่จริง

ในขณะนี้ค่ะ    .......ขออนุโมทนาค่ะ.......   

 
  

ความคิดเห็นที่ 21
 
จำแนกไว้ดีจ๊ะ
วันที่ 26 ก.ค. 2552 15:53
พระธรรมอาบกายและใจเราเสียแล้ว
 
  

ความคิดเห็นที่ 22
 
เมตตา
วันที่ 26 ก.ค. 2552 20:18

     พระธรรมอาบกายและใจเราเสียแล้ว  >>>> อาบกายและใจเพราะคิดหรือเปล่าค่ะ

เป็นปรมัตถธรรมอะไรค่ะ ?

 
  

ความคิดเห็นที่ 23
 
จำแนกไว้ดีจ๊ะ
วันที่ 27 ก.ค. 2552 08:27

พระธรรมอาบกายและใจเพราะคิคหรือเปล่าค่ะ เป็นปรมัตถธรรมอะไรค่ะ ? (คุณเมตตา.  ความคิดเห็นที่ 22)  ไม่ได้คิดครับ แต่จิตเป็นกุศลจากการสนทนาธรรม
เป็นจิตมีสัมโสมนัสเจตสิคเกิดร่วมด้วย
ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

ขออนุญาตเชิญทุกท่านร่วมแสดงความคิดเห็นครับ

 
  

ความคิดเห็นที่ 24
 
จำแนกไว้ดีจ๊ะ
วันที่ 27 ก.ค. 2552 08:49
การสนทนาเป็นการทดสอบความเข้าใจครับ

ขออนุโมทนา

 

 
  

ความคิดเห็นที่ 25
 
เมตตา
วันที่ 27 ก.ค. 2552 08:57

ขณะที่ฟังพระธรรม  สนทนาพระธรรม    พิจารณาไตร่ตรองเข้าใจ

ขณะนั้นจิตเป็นกุศลค่ะ  เหตุต้องตรงกับผลค่ะ   เมื่อมีความเข้าใจ

จิตก็ผ่องใสเป็นกุศลโสมนัส.....ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

ความคิดเห็นที่ 26
 
K
วันที่ 27 ก.ค. 2552 09:16

เรียนคุณ จำแนกไว้ดีจ๊ะ

ความคิดเห็นที่ 17

ส่วนรูปที่เป็นวัตถุนั้นเป็นการระลึกสภาพธรรมที่ปรากฏ  ตามความเป็นจริงละหรือ

 เป็นความเข้าใจขั้นปริยัติ ตามพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ครับ  ว่าวัตถุรูปนั้นรู้ได้ทางใจ

แต่การรู้วัตถุรูปทางใจนี้จริงๆ เป็นปัญญาขั้นที่สูงกว่าปริยัติ และจะต้องเป็นปัญญาของ

ท่านผู้ที่สะสมอบรมปัญญามามากจึงจะรู้ได้     เพราะวัตถุรูปไม่ใช่รูปที่ปรากฎตามปกติ

ในชีวิตประจำวันครับ

 

ความคิดเห็นที่ 18  กระทู้นี้เป็นความสงสัยมากๆ

 การศึกษา หรือการสนทนาธรรม     มีจุดมุ่งหมายเพื่อความเข้าใจในสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ

และเข้าใจมากขึ้นในสิ่งที่เคยเข้าใจมาแล้ว  และย่อมเป็นธรรมดาที่พระธรรมบางส่วนจะ

ละเอียดลึกซึ้งและทำความเข้าใจได้ยาก    ซึ่งต้องอาศัยการศึกษา และการสนทนากัน

ต่อไปครับ

 อย่างไรก็ดี   ผู้ศึกษาควรให้ความสนใจ  และให้ความสำคัญกับความเข้าใจที่เกิดขึ้น

หรือเพิ่มขึ้นครับ  ไม่ควรมุ่งความสนใจไปในความสงสัย  อันเป็นอกุศลครับ

 

ความคิดเห็นที่ 21 พระธรรมอาบกายและใจเราเสียแล้ว

 การศึกษาพระธรรม ทำให้จิตมีปีติและโสมนัสได้ครับ  แต่ก็ไม่ควรประมาทในธรรม

เพราะโสมนัสเวทนาเกิดกับอกุศลจิตก็ได้  ดังนั้น เมื่อเกิดความเข้าใจจากการศึกษา

พระธรรมแล้ว  ก็ควรปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม นั่นคือ การระลึกรู้ลักษณะของสภาพ

ธรรมที่กำลังปรากฎในขณะนี้ครับ

ขออนุโมทนา

 
  

ความคิดเห็นที่ 27
 
captpok
วันที่ 27 ก.ค. 2552 12:04
ขออนุโมทนาครับ
 
  

ความคิดเห็นที่ 28
 
kanchana.c
วันที่ 27 ก.ค. 2552 18:39

      เรื่องอยู่ในโลกมืด หรือโลกสว่างมากกว่ากัน    ท่านอาจารย์บรรยายไว้โดยละเอียด

ใน แนวทางเจริญวิปัสสนาครั้งที่  ๑๕๑๓  มีข้อความว่า

      เพราะฉะนั้น    ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่กล่าวถึงโลกมืดว่า   วันหนึ่ง ๆ   แท้ที่จริงจะอยู่ใน

โลกที่สว่างมาก หรือในโลกที่มืดมาก   ก็เพื่อที่จะให้คลายความติดในนิมิตอนุพยัญชนะ

เพราะเหตุว่าทางตา ใครจะบอกว่ากำลังเกิดดับ ยากแสนยากที่จะเชื่อ ใช่ไหมคะ ถ้าสติ

ไม่เคยระลึกลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏทางตา แล้วก็ระลึกลักษณะของสภาพ

ธรรมที่ปรากฏทางหู   ซึ่งสลับกันรวดเร็ว  แล้วยังมีทางใจ ที่คิดนึกเรื่องที่ได้ยิน เป็นต้น

หรือสิ่งที่กำลังกระทบสัมผัส   อย่างเวลาที่รับประทานอาหาร  ไม่ได้มีแต่เห็น ใช่ไหมคะ

คุยกันด้วย   ฟังเพลงด้วย   คิดนึกเรื่องต่าง ๆ ด้วย   บางคนอาจจะคิดนึกเรื่องธุรกิจการ

งาน   แล้วก็มีการกระทบสัมผัสช้อนส้อม    เครื่องใช้ในการบริโภค   เพราะฉะนั้น    ก็จะ

เห็นได้ว่า   วาระที่รู้อารมณ์ทางอื่น  นอกจากทางจักขุทวาร มึด  ขณะที่ได้ยินเสียง ไม่มี

แสงสว่างใด ๆ เลย ขณะที่กำลังกระทบสิ่งที่อ่อนหรือแข็ง  เย็นหรือร้อน ก็ไม่มีแสงสว่าง

ใด ๆ เลย   ขณะที่กำลังคิดนึก  ก็ไม่ได้มีแสงสว่างใด ๆ เลยทั้งสิ้น   ถ้าไม่เกี่ยวเนื่องกับ

ทางจักขุทวารวิถี และทางมโนทวารวิถีที่รับรู้อารมณ์ต่อจากทางจักขุทวารวิถีแล้ว  วาระ

อื่นทั้งหมด  คือ   ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น  ทางกาย  มืด     พิสูจน์ได้ง่ายมากค่ะ   คือ

เพียงหลับตาเท่านั้น ก็มืดแล้ว  แต่ว่ายังมีอ่อน มีแข็ง มีเสียง มีรส มีกลิ่น กระทบปรากฏ

ได้ทั้งหมด  เพราะฉะนั้น  การที่จะพิจารณาว่า   แท้ที่จริงแล้วสภาพธรรมตามความเป็น

จริงต่างกับที่เคยคิดเคยเข้าใจ ก็จะทำให้ละคลายการยึดถือการติดในนิมิตอนุพยัญชนะ

ในสิ่งที่ปรากฏทางตา   เพราะเข้าใจแล้วว่า   ชั่วแว๊บเดียว ชั่วครู่เดียวเท่านั้นเองที่เห็น

ตามความเป็นจริง   และวิถีจิตวาระอื่นก็เกิดสืบต่อสลับแล้ว  แล้วก็มีการเห็นอีกชั่ววาระ

สั้น ๆ  และวิถีจิตวาระอื่นซึ่งมืด ก็เกิดดับสืบต่อแล้ว    ถ้ารู้อย่างนี้จริงๆ ที่ว่า “สว่าง” นี่

ชั่วครู่ชั่วขณะเท่านั้น ก็จะละคลายการยึดติดในสิ่งที่ปรากฏทางตา   ละคลายการยึดติด

ในนิมิตอนุพยัญชนะ   แต่ว่าไม่ใช่ละความพอใจ  นี่เป็นสิ่งที่เห็นได้ว่า  ความยินดีพอใจ

ในรูปที่ปรากฏทางตารวดเร็ว แม้แต่จักขุทวารวิถีจิตยังไม่ดับหมด รูป ๑๗ ขณะยังไม่ทัน

จะดับ จิต ๑๗ ขณะนี่ดับเร็วมาก   เพราะฉะนั้น  รูปต้องดับเร็วด้วย  จิต ๑๗ ขณะดับเร็ว

กว่าที่กำลังเห็น และกำลังได้ยินในขณะนี้    เพราะฉะนั้น    ในขณะที่รูปยังไม่ดับ    เมื่อ

สัมปฏิจฉันนจิตดับ   สันตีรณจิตดับ  โวฏฐัพพนจิตดับ   ชวนจิต  พอใจหรือไม่พอใจใน

รูปที่ปรากฏ เกิดดับสืบต่อกัน ๗ ขณะ  เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ยับยั้งการติดหรือการชอบ แต่

ละการที่เคยยึดมั่น ถือมั่นในรูปที่ปรากฏว่า  เป็นสภาพที่เที่ยงและไม่ดับ   เพราะเหตุว่า

ตามความเป็นจริง   แล้วต้องเห็นชั่วขณะสั้นมาก  และวิถีจิตวาระอื่นก็เกิดดับสืบต่อ  ถ้า

พิจารณาลักษณะของสภาพของสิ่งที่ปรากฏทางตา   ทางหู    ทางจมูก   ทางลิ้น ทาง-

กาย   ทางใจ สืบต่อกันได้จริง ๆ ลักษณะของสภาพธรรมย่อมปรากฏตามเป็นจริง    คือ

เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว   แม้แต่ทางตาที่คิดว่าไม่ดับเลย  ก็ต้องรู้ว่า  ความจริง

ต้องดับได้   ต้องปรากฏสภาพที่ดับได้ เพราะเหตุว่ามีวิถีจิตวาระอื่นเกิดสลับที่จะรู้ได้ว่า

ทางตาต้องดับ   ถ้าไม่พิจารณาอย่างนี้  หรือว่าไม่น้อมระลึกถึงสภาพที่แท้จริงในขณะที่

รูปแต่ละรูปปรากฏทางทวารแต่ละทวาร     ก็จะคิดว่าเป็นโลกที่สว่างไสวอยู่ตลอดเวลา

ไม่ดับเลย    แต่การที่ลักษณะของนามธรรม  และรูปธรรมจะปรากฏตามความเป็นจริงว่า

เป็นชั่วขณะที่สั้น และเล็กน้อยได้   ก็ต่อเมื่อปัญญาพิจารณาลักษณะของนามธรรม และ

รูปธรรมทั่วทั้ง ๖ ทาง

 
  

ความคิดเห็นที่ 29
 
จำแนกไว้ดีจ๊ะ
วันที่ 27 ก.ค. 2552 19:41
คุณ K ครับ  ผมเข้าใจที่คุณสนทนาธรรมแล้ว  ความสงสัยเป็นอกุศล    ถ้าประกอบด้วย

โทสะ มานะ ทิฐิ ขออนุโมทนา
 
  

ความคิดเห็นที่ 30
 
เมตตา
วันที่ 27 ก.ค. 2552 19:51

ขอกราบอนุโมทนาพี่ kanchana.c ค่ะ

 
  

ความคิดเห็นที่ 31
 
เมตตา
วันที่ 27 ก.ค. 2552 19:58

วิจิกิจฉา   เป็นเจตสิกที่สงสัยในลักษณะของรูปธรรม และนามธรรม

สงสัยในอริยสัจจธรรม  สงสัยในพระรัตนตรัย  เกิดร่วมกับโมหมูลจิต

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านค่ะ

 
  

ความคิดเห็นที่ 32
 
pornpaon
วันที่ 28 ก.ค. 2552 07:07

ขออนุโมทนาค่ะุ

 
  

ความคิดเห็นที่ 33
 
จำแนกไว้ดีจ๊ะ
วันที่ 28 ก.ค. 2552 12:54
kanchana.c .ครับ .......รูป ๑๗ ขณะยังไม่ทันจะดับ.........หมายถึงรูปมีอายุเท่ากับ ๑๗

ขณะจิตใช่หรือไม่
 
  

กรุณา login
กรุณา login เข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่