Loading...

สติสัมปชัญญะ
คุณย่า
วันที่ 21 ก.ค. 2552 21:50
อ่าน 1700

สนทนาธรรมที่มูลนิธิ  พื้นฐานพระอภิธรรม

อาทิตย์ที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๑


วิชัย      กราบเรียนถามท่านอาจารย์สำหรับปัญญาแม้ในขั้นการฟังก็ทราบว่า

ธรรม    เป็นไปตามเหตุปัจจัย    แม้ปัญญาจะเกิดได้ด้วยการฟังพิจารณาและ

ไตร่ตรอง   นี่คือขั้นของการฟังเพื่อเข้าใจ  ที่ปัญญาเกิดและเป็นไปและเจริญ

ความรู้ความเข้าใจ      เป็นเรื่องของ ความมั่นคงของสิ่งที่เข้าใจแล้ว ว่าเป็น

อย่างอื่นไม่ได้ จะต้องมีการที่จะฟังไตร่ตรองพิจารณา   โดยที่ต่างกับขณะที่

ฟังครั้งแรก ก็เข้าใจอย่างนี้แต่เมื่อปัญญาเจริญขึ้นมีความมั่นคงที่จะรู้ถึงความ

เป็นอนัตตา    ที่จะต้องเป็นอย่างนี้มีความต่างกันกับเพียงที่กล่าวว่า  ต้องฟัง

ต้องพิจารณา ต้องไตร่ตรอง

อาจารย์     แล้วก็รู้ความต่างกัน ด้วยว่าขณะที่มีความเข้าใจยิ่งขึ้น    โดยสติ

สัมปชัญญะเกิดนี่คือการเจริญขึ้นของปัญญาแม้เพียงทีละเล็กทีละน้อยเพราะ

ว่าเมื่อสติสัมปชัญญะเกิดโดยความเป็นอนัตตานี้         แน่นอนสภาพธรรมก็

เหมือนเดิม    ไม่มีใครที่สามารถจะไปทำให้สภาพธรรมใด   ให้เกิดได้แม้สติ

เพราะฉะนั้น ขณะใดที่สติเกิดขณะนั้นก็รู้ได้ว่า      ลักษณะของสตินั้นกำลังรู้

ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏซึ่งก่อนนั้นไม่ใช่การรู้ด้วยสติ

     เพราะฉะนั้น ปัญญาก็เริ่มเข้าใจ ขณะที่มีสติเกิดเพราะเกิดขึ้นแล้ว กำลังรู้

ลักษณะของสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่กำลังปรากฏตามปกติกับขณะที่หลงลืมสติ  เป็น

ปกติโดยไม่มีใครจงใจไม่มีใครบังคับ นั่นคือการเริ่มจะเข้าใจเพิ่มขึ้น    อีกว่า

แม้แต่สติสัมปชัญญะก็เป็นอนัตตา ไม่มีใครที่สามารถจะบังคับบัญชาได้ และ

เมื่อสติสัมปชัญญะเกิดกำลังรู้ลักษณะหนึ่งลักษณะใด  เป็นปกติในขณะนี้เอง

แต่ละขณะคือขณะนี้ๆไม่ใช่ขณะอื่นต้องเป็นขณะที่กำลังปรากฏ   ปัญญาก็จะ

รู้ตามความเป็นจริงว่ายังไม่ได้มีความเห็นถูก    แจ้งชัดในลักษณะของสภาพ

ธรรมที่สติเกิด   แต่ถ้าสติสัมปชัญญะไม่เกิดที่จะให้รู้ในลักษณะยิ่งขึ้น เป็นไป

ไม่ได้ด้วยเหตุนี้จึงรู้ได้ว่าปัญญาขั้นฟัง       แม้มีสติขณะที่เข้าใจ ก็ไม่ใช่การ

ศึกษาที่เป็น ศีลสิกขา, จิตสิกขา, ปัญญาสิกขา พร้อมทั้งสาม   ในลักษณะที่

กำลังมีลักษณะของสภาพธรรมที่สติกำลังรู้และปัญญาก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น

       เพราะฉะนั้น  แม้แต่ความที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้นปัญญา ต้องเป็นปัญญาคือรู้

ตามความเป็นจริง    ไม่ใช่ว่าแม้ในขณะที่กำลังเริ่มเข้าใจ   ก็ไม่รู้ว่ากำลังเริ่ม

เข้าใจ ถ้าเป็นในลักษณะนั้นก็ไม่ใช่ปัญญาแน่นอน    แต่ในขณะนี้เองถ้าจะมี

การรู้ลักษณะของสภาพธรรม   โดยสติเกิดขณะนั้นก็มีปัญญาที่รู้  ว่าขณะนั้น

ไม่ใช่ขณะที่สติสัมปชัญญะไม่เกิด เพราะว่าถึงสติสัมปชัญญะไม่เกิด ก็เห็น ก็

ได้ยิน ก็คิดนึกแล้ว ก็หมดไปอย่างรวดเร็ว แต่เวลาที่สติสัมปชัญญะเกิดแสดง

ไว้ว่าอารมณ์ปรากฏด้วยดี   เพราะสติเป็นสภาพที่ระลึกรู้ใช้คำว่า ระลึก จะใช้

คำว่า ตามรู้คือว่าไม่ได้ไปรู้อื่นจากสภาพธรรมที่เกิดแล้วปรากฏ  เพราะฉะนั้น

ตามอะไรตามสิ่งที่มีแล้วในขณะนั้นไม่ไปสู่สิ่งอื่น

       ด้วยเหตุนี้ถ้ามีความเข้าใจธรรม   ก็สามารถที่จะเข้าใจ พยัญชนะหลาก

หลายในพระไตรปิฎกได้    ไม่ว่าจะทรงแสดงลักษณะของสติ   โดยสภาพที่

ระลึกก็รู้ว่าไม่ใช่เป็นการระลึกอย่างที่เราเคยเข้าใจว่าระลึก     คือนึกเรื่องนั้น

ขณะนั้นก็คือแค่สภาพที่ลืมว่าเป็นธรรม    ขณะที่สิ่งนั้นกำลังปรากฏ    เพราะ

ฉะนั้นถ้าเป็นปัญญาที่จะกล่าวว่าไม่รู้นั้นเป็นไปไม่ได้ และรู้ตามความเป็นจริง

ด้วยว่าขณะนั้นเป็นสติที่พึ่งเกิด   และกำลังรู้ลักษณะของสภาพธรรม  โดยที่

ปัญญายังไม่ได้รู้ชัดแล้ว  ก็ยังรู้ด้วยขณะใดที่สติสัมปชัญญะยังไม่เกิด     ไม่

สามารถจะรู้ชัดเข้าใจถูกต้อง ในลักษณะนั้นได้โดยการประจักษ์แจ้ง

 



ความคิดเห็นที่ 1
 
suwit02
วันที่ 22 ก.ค. 2552 10:10

สาธุ

 
  

ความคิดเห็นที่ 2
 
จักรกฤษณ์
วันที่ 22 ก.ค. 2552 10:51

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

ความคิดเห็นที่ 3
 
orawan.c
วันที่ 22 ก.ค. 2552 14:02

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

ความคิดเห็นที่ 4
 
Pongpat
วันที่ 22 ก.ค. 2552 20:50

ขออนุโมทนาครับ

 
  

ความคิดเห็นที่ 5
 
aiatien
วันที่ 22 ก.ค. 2552 21:07

  ขออนุโมทนาครับ  

 
  

ความคิดเห็นที่ 6
 
noynoi
วันที่ 25 ก.ค. 2552 10:04

ขออนุโมทนา

 
  

ความคิดเห็นที่ 7
 
pamali
วันที่ 7 ต.ค. 2553 09:35

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

ความคิดเห็นที่ 8
 
jadesri
วันที่ 9 ธ.ค. 2553 08:16

ขออนุโมทนาครับ

 
  

กรุณา login
กรุณา login เข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่


keywordkeyword :  ปัญญา  สติ