ทางเดินของผู้รู้


    อ.อรรณพ ชีวิตดำเนินไปตามทางของกุศลบ้าง อกุศลบ้าง แล้วทางที่ประเสริฐสูงสุดคืออย่างไร และเป็นทางดำเนินไปเพื่ออะไร

    จากการสนทนาธรรมที่พระวิหารเชตวัน ๑๗ ต.ค. ๒๕๕๔

    ท่านอาจารย์ ทางเดินด้วยความไม่รู้ก็ต่างจากทางเดินของผู้รู้ ผู้เข้าใจถูก เพราะฉะนั้น ผู้ไม่รู้ก็เดินในความมืด ในความมืดใครจะรู้ว่า มีอะไรบ้าง มีสุขทุกข์ประการใด แต่ก็ไม่สามารถเห็นทางที่นำไปสู่ความปลอดภัย ที่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง

    เพราะฉะนั้น ขณะนี้ผู้ไม่รู้คือผู้ไม่ฟังพระธรรม ผู้ที่ฟังพระธรรม เริ่มเข้าใจพระธรรม เป็นผู้รู้พระธรรม เพราะฉะนั้น เมื่อเข้าใจถูก เห็นถูกว่า จากความไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น เหมือนเป็นคนตาบอดที่อยู่ในความมืดสนิท และเริ่มมีทางที่เป็นแสงสว่าง จะตามทางที่เป็นแสงสว่างร่ำไร ไปจนกระทั่งถึงความสว่างที่เห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริงหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลซึ่งเกิดมาแล้ว จะไม่มีใครจะไม่ไปทางกุศลหรือทางอกุศล เพราะเหตุว่าสะสมมาทั้งฝ่ายกุศล และอกุศล แต่แม้กุศล และอกุศลซึ่งไม่ประกอบด้วยปัญญาที่เข้าใจธรรม ก็ให้ผลเพียงชั่วคราว แต่ก็ไม่สามารถไปสู่ทางที่ดับกิเลสได้จริงๆ เพราะไม่รู้ว่า ขณะไหนเป็นกิเลส เป็นอกุศล และขณะไหนเป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา

    ด้วยเหตุนี้ในบรรดาธรรมทั้งปวงที่เป็นสังขตธรรม สังขารธรรม มีปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้น ปัญญาประเสริฐสุด เพราะว่าเป็นความเห็นถูก เป็นความเข้าใจถูก เมื่อทุกคนเริ่มเห็นคุณค่าของพระธรรมจะไปทางไหน ก็เป็นการสะสมที่แต่ละคนก็จะเห็นประโยชน์ว่า ควรไปทางที่ทำให้มีความเห็นถูก เข้าใจถูกในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ แต่เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ต้องไตร่ตรอง ต้องเป็นผู้ตรงที่รู้ว่า การศึกษาพระธรรม การฟังพระธรรมเพื่อละทั้งหมด เริ่มจากละความไม่รู้ ละความเห็นผิด ละความติดข้อง จนสามารถละทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่ความติดข้องในกุศล ก็ยังเป็นอกุศลที่ติดข้อง

    ด้วยเหตุนี้ถ้าสิ่งใดก็ตามที่ไม่ทำให้ละ แต่ทำให้ติดข้อง นั่นไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าอริยสัจธรรมที่ ๒ คือ สมุทยอริยสัจจะ คือ ละความติดข้องเพราะไม่รู้ทุกขสัจ ซึ่งเป็นอริยสัจประการที่ ๑ สภาพธรรมที่เกิดดับเป็นทุกข์

    ที่ติดข้องในสภาพธรรมที่เกิดดับ แต่ไม่รู้ว่าเกิดดับ ไม่รู้ว่าเป็นธรรม ไม่รู้ว่าเกิดขึ้น ไม่รู้ว่าดับไป แล้วไม่เหลือเลย แล้วไม่กลับมาเลย

    เพราะฉะนั้น ถ้าสามารถเข้าใจความจริงมั่นคงว่า ขณะนี้เป็นธรรมซึ่งเกิดแล้วปรากฏ แล้วดับ ก็จะค่อยๆ ละคลายความติดข้องจนกระทั่งสามารถประจักษ์แจ้งธาตุ ซึ่งไม่มีการเกิดขึ้น ซึ่งทุกคนก็ได้ยินเพียงชื่อ “นิพพานธาตุ” แต่ยังไม่เข้าใจในสภาพธรรมนั้น เพราะสภาพธรรมนั้นจะไม่ปรากฏกับอวิชชา หรืออกุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา

    เพราะฉะนั้น ก็เป็นทางเลือกที่จะแสดงให้เห็นว่า เมื่อมีปัญญา ความเห็นถูกจริงๆ ในแต่ละภพ แต่ละชาติ ทางเดินก็คือศึกษาเพื่อเข้าใจธรรม คือ สิ่งที่กำลังมีจริง ที่กำลังปรากฏ เพื่อประพฤติปฏิบัติขัดเกลา ละคลายกิเลส ซึ่งขณะนี้จากการฟัง ก็รู้ว่า กิเลสมากมายมหาศาล ไม่สามารถมีสิ่งอื่นใดไปค่อยๆ ละ ค่อยๆ คลายได้ เพราะแม้แต่ต้องการจะละ ก็เป็นความต้องการ เพราะไม่เข้าใจอะไรเลย

    เพราะฉะนั้น เมื่อได้เห็นคุณค่าของปัญญา ก็ตรงที่จะอบรมปัญญาที่จะทำให้ประพฤติปฏิบัติขัดเกลากิเลส จนกว่ากิเลสจะดับหมดสิ้น


    หมายเลข 8859
    19 ก.พ. 2567